เดือน: กันยายน 2014

  • ตรึงราคาสินค้า‏

    ตรึงราคาสินค้า‏

    นางจินตนา ขัยยวรรณาการ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการสำรวจราคาสินค้า และวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงอาหาร และอาหารสำเร็จรูปในเทศกาล กินเจ ว่า  ในวันที่ 23 -24 ก.ย. 57  พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ  รมว.พาณิชย์จะเชิญสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มาหารือสถานการณ์ราคาสินค้าในปลายปีและปี 58 เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการตรึงราคาสินค้าอุปโภคและบริโภค เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เช่น จีน ยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่นไม่ยังอยู่ในภาวะที่ไม่ดีมากนัก “ตอนนี้รมว.พาณิชย์ต้องการให้ประชาชนมีความสุขในการซื้อสินค้าที่ไม่แพงมากนัก ซึ่งแนวโน้มที่จะให้มีการตรึงราคาเป็นไปได้สูงจากเศรษฐกิจโลกไม่ดีนัก ขณะเดียวกันก็ได้สั่งให้กรมการค้าภายในติดตามราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวมอย่างใกล้ชิดด้วย โดยการหารือนั้นในวันที่ 23 ก.ย. จะเป็นผู้บริหารจากหอการค้าไทยฯ และ วันที่ 24 จะเป็นผู้บริหารจะส.อ.ท. โดยทั้งสององค์กรถือเป็นหน่วยงานกลางที่จะประสานงานกับผู้ประกอบการได้” ทั้งนี้หลังจากที่มีหารือกับสภาหอฯและส.อ.ท. แล้ว รมว.พาณิชย์ก็จะมีการนัดหารือกับบริษัทตัวแทนของอุตสาหกรรมกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มรถยนต์, เครื่องดื่ม, วัสดุก่อสร้าง, อาหาร เป็นต้น  อย่างไรก็ตามในขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยอะไรที่จะเป็นตัวช่วยผลักดันให้สินค้าในภาพรวมขึ้นราคา เพราะนอกจากเศรษฐกิจโลกยังไม่ดีแล้วพบว่าราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับที่ไม่สูง ขณะที่การปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคขนส่งให้เท่ากับภาคครัวเรือนนั้นคงไม่ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้ามากนัก นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่รมว.พาณิชย์เชิญสภาหอฯ หารือสถานการณ์ราคาสินค้าว่า  สถานการณ์ราคาสินค้าน่าจะอยู่ในระดับทรงตัวได้อีก 5-6 เดือนหรือปลายไตรมาสที่ 1 ของปี 58 เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณอะไรที่จะบ่งบอกว่าจะเป็นปัจจัยให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในภาพรวมปรับขึ้นราคาหรือมีต้นทุนสูง ดังนั้นถือเป็นโชคดีของรัฐบาลที่ไม่ต้องมานั่งแก้ปัญหาเรื่องนี้มากนัก สำหรับในส่วนของสินค้าประเภทอาหารก็ยังพบว่าราคาทรงๆเช่นกันจากวัตถุดิบราคาสินค้ายังอยู่ในระดับต่ำประกอบกับราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในไทยไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรจึงไม่กระทบต่อต้นทุนการขนส่งแต่หากเกิน 30 บาทต่อลิตรเมื่อไหร่ก็จะกระทบต่อราคาสินค้าเช่นกัน นอกจากนี้ยังพบว่าผลกระทบจากภัยแล้งและน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมาแม้จะมีผลต่อการผลิตสินค้าเกษตรให้เสียหายในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่มากนักและที่สำคัญทั้ง 2 เหตุการณ์ก็ผ่านพ้นไปได้ดี

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตรึงราคาสินค้า‏

  • เอสไอเอส เปิดตัว “วีโก”สมาร์ทโฟนแบรนด์ฝรั่งเศส

    เอสไอเอส เปิดตัว “วีโก”สมาร์ทโฟนแบรนด์ฝรั่งเศส

    วันนี้(22กย.57)ที่โรงแรมแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ  บมจ.เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย)  ร่วมกับวีโก โมบาย ประเทศฝรั่งเศส  จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว “Wiko”สมาร์ทโฟนยอดนิยมจากประเทศฝรั่งเศส นายเดวิด  กราเซีย ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ วีโกโมบาย ประเทศฝรั่งเศส   เปิดเผยว่า  “Wiko” (วีโก)ในประเทศฝรั่งเศส  ใช้ระยะเวลาเพียง 2 ปีในการก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ยอดฮิตอันดับ 2 ของประเทศ และกลายเป็นโกลบอลแบรนด์ (GlobalBrand) ที่สามารถขยายตลาดครอบคลุมกว่า 10ประเทศโดยเฉพาะในทวีปยุโรป ซึ่งความสำเร็จและการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้เกิดขึ้นจาก 2ปัจจัยคือ นวัตกรรมการพัฒนาสินค้าให้มีประสิทธิภาพด้านฟังก์ชั่นที่เหมาะกับการใช้งานจริงและด้านรูปลักษณ์ที่มีดีไซน์สวยงาม มีความเป็นแฟชั่น ทันสมัยและอีกปัจจัยหนึ่งคือกลยุทธ์การขายที่แตกต่างด้วยการขายแบบเครื่องเปล่าไม่มีแพคเกจค่าโทรพ่วง ตลอดจนการใส่ใจในการบริการหลังการขายเพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการใช้งาน ทั้งนี้จากความสำเร็จดังกล่าวทำให้บริษัทฯ มีเป้าหมายในการขยายตลาดไปยังประเทศเป้าหมายใหม่ในอีกหลายทวีปทั่วโลกและสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นหลังจากการเปิดตัวในเวียดนามแล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศที่สองที่วีโกเข้ามาทำตลาด เนื่องจากพบว่าตลาดสมาร์ทโฟนของไทยนั้นมีโอกาสและศักยภาพในการเติบโตสูง นายสมชัย  สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าความร่วมมือในการนำวีโก สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยครั้งนี้นับว่าถูกจังหวะและช่วงเวลา  โดยปัจจุบันนี้พบว่าสัดส่วนของการใช้สมาร์ทโฟนในประเทศไทยอยู่ที่ 60%และฟีเจอร์โฟน 40%ขณะที่หากแบ่งตามระบบปฏิบัติการจะพบว่าระบบปฏิบัติการณ์แอนดรอยด์มีสัดส่วน 65%ไอโอเอส 25% และวินโดวส์ 10%ขณะเดียวกันผลสำรวจของบริษัทวิจัยตลาด จีเอฟเค ได้คาดการณ์ว่าในปีนี้ตลาดรวมสมาร์ทโฟนจะมีประมาณ 12 ล้านเครื่องเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 20%และคาดว่าแนวโน้มตลาดจะเติบโตต่อเนื่อง ด้านนายจิรวัฒน์   ศรีธระชิยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทวีโก โมบาย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กลุ่มเป้าหมายของสมาร์ทโฟนวีโก คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีสไตล์เป็นของตัวเองหรือกลุ่มที่เลือกจะใช้ชีวิตโดยไม่ตามแบบใครต้องการสมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพครบครันสามารถรองรับความต้องการใช้งานจริงได้ทุกด้าน ในราคาสมเหตุสมผล สำหรับการเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยนี้  มีการเปิดตัวทั้งหมก 7รุ่นในราคาตั้งแต่ 2,490-7,990 บาท ประกอบด้วย 2รุ่นเด่นสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีโดยเฉพาะ ได้แก่ รุ่น HIGNWAY  SIGNS เป็นสมาร์ทโฟนที่ผสมผสานประสิทธิภาพและดีไซน์ทันสมัยไว้ในหนึ่งเดียวมาพร้อมหน่วยประมวลผล 1.4GHz OCTA Core ที่ทำงานพร้อมกันถึง 8 Core ทำให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วและรุ่น WAX4G ซึ่งถือเป็นสมาร์ทโฟนตัวแรกของโลกที่ใช้หน่วยประมวลผลNVIDIA Tegra 4i ขุมพลังทางด้านกราฟิกและการแสดงผลที่เหนือชั้นกว่าโดยเฉพาะการเล่นเกมจากTegraZone ทั้งยังรองรับเทคโนโลยี 4G LTE ด้วย  นอกจากนี้ยังมี รุ่น RAINBOW  รุ่น BLOOM และรุ่นSLIDE เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการท่องโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คและชมความบันเทิงผ่านโลกออนไลน์ ขณะที่ รุ่น SUNSET และรุ่น LENNY สำหรับผู้ที่เริ่มใช้สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องแรกโดยเปลี่ยนจากการใช้ฟีเจอร์โฟน อย่างไรก็ดีจากแนวทางการทำตลาดเชิงรุกผนวกกับคุณภาพนวัตกรรมที่แตกต่าง และการมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งทำให้บริษัทฯ มั่นใจว่าจะสามารถครองส่วนแบ่งตลาด 10% ของตลาดรวมสมาร์ทโฟนภายในปลายปี2558 ผู้ที่สนใจข้อมูลผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟนวีโกสามารถดูข้อมูลได้จาก www.wikomobile.co.th หรือ  https://www.facebook.com/WikoThailand 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอสไอเอส เปิดตัว “วีโก”สมาร์ทโฟนแบรนด์ฝรั่งเศส

  • กสท.ชงลดค่าธรรมเนียมหวังดึงช่อง 3 ออกคู่ขนานทีวีดิจิตอล

    กสท.ชงลดค่าธรรมเนียมหวังดึงช่อง 3 ออกคู่ขนานทีวีดิจิตอล

    วันนี้ (22ก.ย.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) จำนวน 5 คน เห็นชอบแนวทางการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านโทรทัศน์จากระบบอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิตอลที่เสนอโด ยพลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจผศ.ดร.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์และน.ส.สุภิญญา กลางณรงค์เสนอให้ที่ประชุมกสท.พิจารณา เพื่อแก้ไขปัญหาการออกอากาศคู่ขนานของช่อง 3อนาล็อกที่จะจดดำบนโครงข่ายดาวเทียมและเคเบิลทีวีในวันที่ 30 ก.ย. นี้โดย พ.อ.ดร. นที ศุกลรัตน์ รองประธานกสทช.และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) กล่าวว่า กสท.มีแนวทางการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอลโดยการช่วยลดหย่อนค่าธรรมเนียมช่องทีวีอนาล็อกที่มาออกอากาศคู่ขนานดิจิตอลจำนวน 4 % คือ การยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์2 % ของรายได้ และยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีเข้ากองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือ ยูเอสโอ 2 % ของรายได้เป็นระยะเวลา 5 ปี ซึ่งปัจจุบันมีช่องที่ออกอากาศคู่ขนานได้แก่ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 ช่อง 11 และช่องไทยพีบีเอส นอกจากนี้ยังจะยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมค่ายูเอสโอ 2% ให้กับทีวีดิจิตอลทั้ง 24 ช่อง เป็นระยะเวลา 5 ปี แต่ยังดำเนินการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการฯ2 % ตามเดิม โดยจะนำเข้าที่อนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายเพ่อพิจารณาอีกครั้งนอกจากนี้จะส่งหนังสือหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อให้พิจารณาเลื่อนนำส่งค่าประมูลทีวีดิจิตอลงวดที่2 เข้ารัฐออกไปอีก 1 ปี เนื่องจากเข้าใจความจำเป็นของผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลและให้นำเงินไปลงทุนด้านคอนเทนต์ ซึ่งการขยายระยะเวลาการเลื่อนจ่ายจะเป็นช่องทางออกที่ดีต่อผู้ประกอบการ“ส่วนตัวมองว่าการผลักดันแบบนี้ให้ช่อง 3 ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน โดยตั้งข้อสังเกตว่าหากไม่เรียกเก็บก็ไม่ต้องเรียกเก็บทั้งหมด หรือมีข้อกำหนดเรื่องระยะเวลามากกว่าส่วนมาตรการลดหย่อนดังกล่าวนี้จะเป็นแรงจูงใจให้ช่อง3 มาออกอากาศคู่ขนานหรือไม่ต้องหารือกันโดยทีวีดิจิตอล จะได้รับผลประโยชน์จากแนวทางนี้ แม้ช่อง 3 อาจจะมีช่องทางอื่นแต่ก็ยังอยากเห็นมาออกอากาศคู่ขนานในระบบดิจิตอลแบบยินยอม พร้อมใจไม่ถูกบังคับขู่เข็ญ ”พ.อ.ดร. กล่าวด้าน น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กสทช.และ กสท.กล่าวว่า ข้อเสนอแนวทางดังกล่าวจะนำไปเจรจากับกลุ่มผู้บริหารบริษัทบางกอกเอนเตอร์เทนเมต์ หรือ ช่อง 3ในวันที่ 23 ก.ย. นี้ โดยการยกเว้นค่าธรรมเนียม 4% ให้กับทีวีที่ออกอากาศคู่ขนานภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องออกอากาศคู่ขนานภายในวันที่ 10 ต.ค. ซึ่งเป็นวันที่กสทช.แจกคูปองเงินสดส่วนลด แต่หากออกคู่ขนานหลังจากนั้นบอร์ดกสท. ขอสงวนสิทธิ์พิจารณายกเว้นไม่ถึง 4%นอกจากนี้ ยังให้คณะอนุกรรมการตรวจสอบสัญญาสัมปทานศึกษาเรื่องช่อง 3 อะนาล็อก กับ ช่องดิจิตอลเป็นคนละนิติบุคคล เนื่องจากตามโครงสร้างผู้ถือหุ้นพบว่ากรรมการลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทปรากฎชื่อเป็นคนเดียวกันทั้งช่อง 3 เดิม และ บีอีซี มัลติมีเดีย ถึง 6 คน.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสท.ชงลดค่าธรรมเนียมหวังดึงช่อง 3 ออกคู่ขนานทีวีดิจิตอล