กสท.ผุดร่างกำกับระดับความดังเสียงทีวีดิจิตอล ห้ามโฆษณาดังกว่ารายการทั่วไป ให้อ้างอิงมาตรฐานสากลหนุนคุ้มครองผู้บริโภคนายสมบัติ ลีลาพตะ รักษาการรองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ดำเนินการให้ออกร่างประกาศที่ใช้สำหรับควบคุมความดังของเสียงในรายการโทรทัศน์ เพื่อไม่ให้เป็นมลพิษทางเสียงต่อผู้ชมมากเกินไป โดยอ้างอิงมาตรฐานสหภาพการกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งยุโรป (EBU) และสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU ) ทั้งนี้เมื่อร่างประกาศมีผลบังคับใช้ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล ต้องปรับระดับเสียงให้เท่ากันทั้งรายการข่าว เกมโชว์และโฆษณา ห้ามให้เสียงโฆษณามีระดับเสียงที่ดังกว่ารายการทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบการโครงข่ายทีวี มีหน้าที่ช่วยดูแลเพื่อการคุ้มครองระดับเสียงในทีวีให้ผู้บริโภค โดยจะเป็นการช่วยแก้ปัญหาระดับเสียงในทีวีดิจิตอลให้สม่ำเสมอในระยะยาวได้ และแก้ปัญหาการร้องเรียนเรื่องระดับเสียงโฆษณาเสียงดังมากจนเกินไปอย่างไรก็ตามหากผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลฝ่าฝืน กสทช.จะดำเนินการตักเตือนและหากยังไม่ปฏิบัติตามจะดำเนินการปรับทางปกครองจำนวน 5 ล้านบาท และปรับวันละ 1 แสนบาท.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสท.เข้มคุมความดังเสียงทีวีดิจิตอล
เดือน: ตุลาคม 2014
-

กสท.เข้มคุมความดังเสียงทีวีดิจิตอล
-

จัดการระบบทุนนิยมใหม่ในสหรัฐอเมริกา (9) – โลกาภิวัตน์
ได้มีข้อเสนอจากศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเพื่อจัดการระเบียบ ระบบการเงินและการลงทุนของสหรัฐอเมริกาใหม่โดยมีข้อเสนอ 4 แนวทางในวารสารฮาร์วาร์ดบิสซิเนสรีวิว โดย ดร.คริสเตียนเซ่น และกลุ่มศิษย์เก่าของฮาร์วาร์ด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นซีอีโอและนักลงทุนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ข้อเสนอ 4 แนวทางของ ดร.คริสเตียนเซ่น คือ หนึ่ง จะต้องจัดให้มีเป้าประสงค์ของการจัดการกองทุนและการลงทุนใหม่ สองจะต้องสร้างความสมดุลทางธุรกิจใหม่ สามจะต้องปรับทิศทางและแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ของการจัดสรรทรัพยากรใหม่ และสี่ให้ความเป็นอิสระในการจัดการองค์กร ทั้ง 4 แนวทางนับว่าท้าทายมากต่อยุคทุนนิยมของอเมริกาในปัจจุบัน ซึ่งระบบทุนนิยมอเมริกันตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามีการแข่งขันเพื่อสะสมเงินลงทุนโดยหวังกำไรระยะสั้นเป็นส่วนใหญ่และคนมักจะบูชาเงินและความร่ำรวยให้เป็นสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม และในหลายครั้งคิดว่าเงินคือพระเจ้า ผู้เขียนยังคิดว่า 4 แนวทางนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ดี การปรับเปลี่ยนทัศนคติของนักธุรกิจและนักลงทุนทั้งหลาย ยิ่งเป็นเรื่องยากทีเดียวและต้องได้รับการสนับสนุนอย่างถูกต้องจากภาครัฐโดยเฉพาะรัฐบาลด้วย เรามาดูแนวทางแรกก่อน จะต้องมีเป้าประสงค์ของการจัดการกองทุนและการลงทุนใหม่ ซึ่งปัจจุบันกองทุนในสหรัฐอเมริกาถือว่าอยู่ในอาการป่วย เราต้องการนโยบายในการจัดกองทุนใหม่เพื่อให้เงินลงทุนไหลสะพัดอันจะก่อให้เกิดเศรษฐกิจที่มุ่งเสริมสร้างนวัตกรรมที่ก่อผลดีทางเศรษฐกิจ คือเกิดการจ้างงานเป็นจำนวนมาก เกิดธุรกิจลูกโซ่ตามมาอีกจำนวนมาก กองทุนในสหรัฐอเมริกาปัจจุบัน ดร.คริสเตียนเซ่นได้ให้คำจำกัดความไว้สามลักษณะ ลักษณะแรกคือ กองทุนที่มีการโยกย้ายตลอดเวลา กองทุนเหล่านี้ไม่มีที่อยู่แน่นอน เมื่อลงทุน ณ ที่ใดก็มักจะอยู่ได้ไม่นานและรีบถอนออกเร็วที่สุด พร้อมด้วยเงินกำไรที่เป็นก้อนเงินลงทุนมากกว่าเดิม ถ้าเริ่มขาดทุนก็จะยิ่งรีบถอนออกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่จะอยู่ได้ในช่วงที่มันได้กำไรสูงสุดระยะสั้น ลักษณะที่สองคือ ประเภทกองทุนขี้ขลาด คือรังเกียจความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ กองทุนประเภทนี้เมื่อพิจารณาในบัญชีงบดุล (Balance Sheet) ถ้าหากลงทุนแล้วไม่ได้กำไรสู้ไม่ต้องลงทุนเลยดีกว่า ไม่ได้กำไรคือ ความเสี่ยง อะไรที่เกิดความเสี่ยงมักจะแช่ทิ้งไว้เพื่อให้เงินก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จึงขาดนวัตกรรม ลักษณะสุดท้ายคือ กองทุนบรรษัทซึ่งก็คือ เมื่อก้อนเงินลงทุนเข้าสู่บริษัทแล้ว เงินกองทุนก็จะอยู่ตรงนั้นใช้กับบริษัทนั้นไม่หนีไปไหน เงินกองทุนเหล่านี้ยิ่งแก้ปัญหาให้มัน มันจะยิ่งหนีไปสู่กองทุนของบรรษัทต่าง ๆ ที่มีผลประกอบการที่มีกำไรให้เห็น เพราะฉะนั้นกองทุนบรรษัทจึงเป็นศูนย์รวมของทั้งกองทุนอพยพย้ายที่เพื่อหากำไรและเหล่ากองทุนขี้ขลาดเพราะไม่มีความเสี่ยง แต่จะมีผลประโยชน์และกำไรงอกเงยขึ้นเหมือนคนอ้วนที่กำลังจะป่วย การจะสร้างเป้าประสงค์เพื่อให้คนอ้วนที่กำลังจะป่วยหรือกองทุนที่สะสมในปัจจุบัน มีการลงทุนด้านนวัตกรรมขนาดใหญ่ให้เกิดการเสริมสร้างเศรษฐกิจมักจะมีความเสี่ยงนั้นจะทำอย่างไร หลังจากสัมมนาของกลุ่มศิษย์เก่าฮาร์วาร์ด ก็ได้มีข้อเสนอว่าน่าจะใช้วิธีการทางภาษีที่เรียกว่าภาษีโทบิน (Tobin Tax) ซึ่งจะทำให้กองทุนไหลและอพยพช้าลง ด้วยการเก็บภาษีโดยเฉพาะภาษีอากรสำหรับการทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งรวมทั้งตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งก็เหมือนกับเททรายใส่ลูกล้อเพื่อให้เงินทุนไหลช้าลง และทำให้เกิดสภาพคล่องชะลอตัวในเชิงวิชาการอาจจะดูดีเป็นไปได้ แต่ก็มีอีกจำนวนมากคิดว่าประสิทธิภาพกองทุนจะมีมากกว่า ถ้าหากมีการปรับเป้าประสงค์ของการใช้กองทุนเพื่อการลงทุนให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นระยะยาวจะดีกว่า ซึ่งหมายถึงว่าบริษัทจะต้องให้รางวัลตอบแทนแก่ผู้ลงทุนระยะยาวในแง่ความภักดีต่อองค์กรอย่างไร ซึ่งมีหลายวิธีโดยที่ทำให้ผู้ถือหุ้นทั้งหลายมองการพัฒนาตลาดเศรษฐกิจในระยะยาว เช่นการสร้างทรัพยากรมนุษย์ด้านการศึกษาก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ผู้เขียนขอเรียนว่าบทความนี้ไม่ใช่ทุนนิยมไทย เพียงแต่อยากให้ท่านผู้อ่านทราบถึงพฤติกรรมทุนนิยมอเมริกา แนวทางทางออกของไทยจึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกับที่เขียน. รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด boonmark@stamford.edu
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จัดการระบบทุนนิยมใหม่ในสหรัฐอเมริกา (9) – โลกาภิวัตน์ -

หัวเว่ยหนุนพัฒนาบุคลากรด้านโทรคมนาคม
หัวเว่ยจับมือวิศวะลาดกระบัง พัฒนาทักษะวิชาชีพให้กับนักศึกษา เร่งพัฒนาบุคลากรด้านโทรคมนาคมรองรับตลาดที่กำลังเติบโต นายเฉิน รุ่ย กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยว่าภายใต้โครงการ “บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่ออนาคต”ซึ่งเป็นกิจกรรมของหัวเว่ยทั่วโลก ล่าสุดหัวเว่ยประเทศไทยได้ร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง (สจล.) จัดโครงการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีและวิชาการต่าง ๆ รวมถึงการสนับสนุนพัฒนาการทำงานในสายอาชีพ ให้กับนักศึกษา สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. เป็นระยะเวลา 2 ปี ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว จะมีการร่วมมือในหลาย ๆ ด้าน อาทิ การพัฒนาทักษะวิชาชีพให้กับนักศึกษา การจัดทำโครงการฝึกอบรมวิชาชีพภาคฤดูร้อนให้แก่นักศึกษา และบุคลากร รวมถึงการนำผู้เชี่ยวชาญจากหัวเว่ยมาบรรยายให้ความรู้ในฐานะอาจารย์พิเศษ ในขณะเดียวกันก็มอบโอกาสให้กับนักศึกษาที่มีคุณสมบัติดีเยี่ยมได้เข้าฝึกงานหรือบรรจุเข้าทำงานในหัวเว่ยอีกด้วย ด้าน ผศ.ดร. คมสัน มาลีสี คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. กล่าวว่า ปัจจุบันบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งสจล.ถือเป็นแหล่งผลิตวิศวกรด้านนี้มากที่สุด โดยผลิตได้ประมาณ 100 คนต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่จะได้งานก่อนจบ ความร่วมมือกับหัวเว่ยในครั้งนี้จะเกิดประโยชน์ทั้งทางด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลก ได้รับความรู้โดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพในอุตสาหกรรม รวมถึงได้รับโอกาสเข้าไปฝึกงานที่หัวเว่ยทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการทำงานจริงในองค์กรชั้นนำของโลก อย่างไรก็ดีหัวเว่ย มีแผนความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายใน 5 ปีข้างหน้า มีแผนที่จะขยายโครงการ “บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่ออนาคต” ไปยังสถาบันการศึกษากว่า 20 แห่ง โดยตั้งเป้ามีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการกว่า 3,000 คน รวมถึงโครงการให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษากว่า 300 คน.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หัวเว่ยหนุนพัฒนาบุคลากรด้านโทรคมนาคม