เดือน: ตุลาคม 2014

  • เปิดกลยุทธ์แก้ท่องเที่ยว ดันแผนรับมือช่วงไฮซีซั่น

    เปิดกลยุทธ์แก้ท่องเที่ยว ดันแผนรับมือช่วงไฮซีซั่น

    ตั้งแต่วิกฤติการณ์ทางการเมือง เมื่อปีที่ผ่านมา จวบจนถึงปัจจุบัน ที่บ้านเมืองกำลังเข้าสู่ยุคแห่งความสงบ มีรัฐบาลที่พร้อมเดินหน้าปฏิรูปประเทศทั้งด้านปกครองและด้านเศรษฐกิจ ถือว่าเป็น “งานหนัก งานเหนื่อย” ที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเดินหน้าฝ่าฟันไปให้ได้และยังเป็นการหลีกหนีคำว่า “เสียของ” โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศต้องยอมรับว่าเวลานี้การจะพึ่ง พาแต่รายได้จากการส่งออก เพื่อนำมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คงทำได้ไม่มากนัก เพราะเวลานี้สถานการณ์การส่งออกของไทยตกอยู่ในอาการ “โคม่า” เพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนและฟื้นตัวไม่ทั่วถึงดังนั้นหากจะมองหาวีรบุรุษขี่ม้าขาว นำทัพขนเงินมาช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ ภาคการท่องเที่ยวก็ควรจะถูกจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ เพราะถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่แทบไม่ต้องลงทุน แต่เห็นผลกำไรได้อย่างงดงาม เพราะจากนี้ไปถือว่ากำลังเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวที่คาดกันว่าจะทำรายได้เข้าประเทศเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจได้อีกทางแต่… เส้นทางบนถนนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะก่อนเข้าสู่ไฮซีซั่น กลับมีการก่ออาชญากรรมร้ายแรงเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี และกลายเป็นข่าวดังเผยแพร่ไปทั่วโลก จากนั้นไม่นานก็เกิดเหตุกับนักท่องเที่ยวยุโรปอีกครั้งที่พัทยา จนสร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย จนกลายเป็นว่าแทนที่จะหามาตรการมากระตุ้นตลาด กลับทำให้แม่งานหลัก “กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา” ต้องเร่งสร้างภาพลักษณ์ เร่งฟื้นความเชื่อมั่น ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมั่นใจว่าไทยปลอดภัยและยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวเสมอแทนวินาที…นี้ หากจะเรียกว่า ผีซ้ำด้ำพลอย คงไม่ผิดแปลกแต่อย่างใด ขณะที่ รมว.การท่องเที่ยวฯ อย่าง “กอบกาญจน์ วัฒนวราง กูร” ต้องเข้ามารับ “ศึกหนัก” และยังเป็นการท้าทายความสามารถของรมต.หน้าใหม่ ที่ต้องกอบกู้ชื่อเสียง กอบกู้ภาพลักษณ์ของประเทศกลับคืน ขณะเดียวกันยังต้องเร่งเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวให้ได้ เพราะในแต่ละปีการท่องเที่ยวสามารถทำรายได้เข้าประเทศเกือบ 10% ของจีดีพีของประเทศ ที่สำคัญไทยยังอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติในการเดินทางมาเที่ยวในไทยแม้มาตรการเฉพาะหน้าในนาทีนี้ จะหนีไม่พ้นเรื่องของการชี้แจงให้นานาประเทศ รับรู้มาตรการด้านความปลอดภัยของไทย ที่หลังจากต้องเข้มงวด และล้างระบบที่ไม่ดี พร้อมจัดระเบียบ ระบบใหม่ให้ดีขึ้น ทั้งการเตรียมสร้างศูนย์การท่องเที่ยวบนเกาะเต่าพร้อมนำตำรวจท่องเที่ยวมาประจำการ รวมถึงการเพิ่มอาสาสมัครชุมชน ซึ่งได้มาจากการอบรมคนในพื้นที่เพื่อช่วยสอดส่องความปลอดภัยนักท่องเที่ยว รวมทั้งยังมีแนวคิดจัดทำสายรัดข้อมือหรือริสแบนด์เพื่อบ่งบอกสัญลักษณ์ของนักท่องเที่ยวแต่ในระยะยาว…แล้วจำเป็นอย่าง ยิ่งที่ต้องปรับภาพลักษณ์ของเกาะเต่า ให้เป็นแหล่งที่เน้นการท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากกว่าเป็นท่องเที่ยวที่ให้ความบันเทิงเริงรมย์เท่านั้น รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวอื่น โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวดาวรุ่งที่หลายภาคส่วนที่ทางการท่องเที่ยวเร่งผลักดัน ที่จะนำนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือน ก็ต้องเร่งตรวจสอบความพร้อมในทุก ๆ ด้านของตัวเอง ว่าพร้อมที่จะรองรับนักท่องเที่ยวแล้วหรือยังทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานการขนส่ง ระบบรักษาความปลอดภัยหรือไม่หากการวางโมเดลพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีความพร้อม และขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นทางการตลาดไปด้วยกัน ซึ่งในขณะนี้ฝั่งของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือ ททท. ก็เริ่มโหมทำการตลาดช่วงไฮซีซั่นแล้ว และต่อเนื่องไปถึง 6 เดือน ตั้งแต่ช่วงเดือน ต.ค. 57-มี.ค. 58 ด้วยการปูพรมขายปีท่องเที่ยววิถีไทย ที่เน้นขายตั้งแต่ตลาดยุโรป อเมริกา เอเชีย ตะวันออก กลาง เรื่อยไปถึงอาเซียน ที่คาดว่าตลาดจะคึกคักมาก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลลอยกระทงและส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ปลายปีนี้ ซึ่งเวลานี้นักท่องเที่ยวทั่วโลกได้ทำสถิติการจองเดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทยล่วงหน้าตลอดฤดูท่องเที่ยว 6 เดือนหน้า เพิ่มขึ้น 10-15% เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ทั้งจากตลาดสหภาพยุโรป อเมริกา เอเชีย ตะวันออกกลาง อาเซียนสุดท้ายนี้ การทำงานร่วมกันในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว นั้น ไม่ใช่เพียงแค่ทำแคมเปญกระตุ้นตลาดเพื่อเรียกเงินนักท่องเที่ยว เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทุกภาคส่วนต้องดูความพร้อม รวมไปถึงสิ่งแวดล้อมทางด้านการท่องเที่ยวด้วย ไม่ว่าจะเป็นระบบสาธารณูป โภคด้านการท่องเที่ยว หรือระบบรักษาความปลอดภัย รวมไปถึงเรื่องอื่น ๆ ไม่เช่นนั้นไม่ว่าจะทำอย่างไรก็คงไม่เข้าเป้าหมาย.เอวิกานต์ บัวคง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดกลยุทธ์แก้ท่องเที่ยว ดันแผนรับมือช่วงไฮซีซั่น

  • คลังเตรียมหั่นจีดีพี ต่ำกว่า2%

    คลังเตรียมหั่นจีดีพี ต่ำกว่า2%

    รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วันที่ 30 ต.ค.นี้ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะประกาศปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 57 เป็นรอบสุดท้าย โดยคาดว่าปรับลดจีดีพีไม่ถึง 2% แต่มากกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดไว้ที่ 1.5% ซึ่งจากเดิมที่ สศค.คาดว่าจะเติบโตโตได้ 2% ช่วงคาดการณ์ 1.5-2.5% รวมถึงปรับตัวเลขส่งออกจากเดิมที่ 1.5% มาเหลือ 0-0.5% และประกาศตัวเลขจีดีพีปี 58 ครั้งแรก โดยคาดว่าจะเติบโตได้ 5%ทั้งนี้ สาเหตุที่ สศค.ปรับลดจีดีพีลง เนื่องจากภาคการส่งออกไทยชะลอตัวลงกว่าที่คาดไว้ โดยเดือน ส.ค.ขยายตัวติดลบ  7.4% ต่อเนื่องจากเดือน ก.ค.ที่ขยายตัวติดลบ 7.9% และตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนส.ค. ขยายตัวติดลบ 1.4% โดยตลาดหลักมาจากประเทศจีนที่ส่งออก ตั้งแต่ต้นปีติดลบ 5.4% ส่วนตลาดญี่ปุ่นตั้งแต่ต้นปีติดลบ 1.6% ขณะที่ตลาดยุโรปจากปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ ส่งผลต่อคำสั่งซื้อสินค้าจากไทย ก็เริ่มมีสัญญาณชะลอตัว โดยเดือนส.ค.ติดลบ 5.4% ทำให้ช่วง 3 เดือนที่เหลือยังคงทรงตัวขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทั้งปีคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 25 ล้านคน ต่ำกว่าปี 56 ที่ 26.5 ล้านคน คิดเป็นการชะลอตัว -1.5% โดยผลกระทบหลักมาจากปัญหาการเมืองช่วงต้นปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีช่วง 3 เดือนที่เหลือ มีสัญญาณที่ดีจากนักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มกลับมาขยายตัวเป็นบวกในเดือนส.ค.ซึ่งมาจากมาตรการยกเลิกวีซ่า และฐานนักท่องเที่ยวจีนที่ต่ำในเดือนต.ค.ปีก่อนหน้า จากการควบคุมเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญ ขณะที่ตลาดอื่น เช่นรัสเซีย คาดว่ายังไม่ดีขึ้นมากนอกจากนี้ สศค.จะนำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 เดือนแรกของรัฐบาลมาพิจารณา โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบประมาณและงบลงทุน รวมกว่า 324,000 ล้านบาท ที่ต้องดูรายละเอียดว่ามีงบส่วนใดที่เป็นการลงทุนใหม่ ไม่ได้รวมอยู่ในประมาณการเดิม และสามารถเบิกจ่ายได้ทันปีนี้หรือไม่ ขณะที่การจ่ายเงินชาวนาไร่ละ 1,000 บาทจะส่งผลต่อการบริโภคอย่างไร เพราะหากนำไปใช้หนี้เก่าหมดก็จะไม่ส่งผลอะไรมากน.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่หดตัวลง มาจากการส่งออกที่ยังหดตัว และความอ่อนแอของภาคสินค้าและบริการ ส่วนปีหน้า มองว่าจีดีพีจะขยายตัวเพียง 3.5%ลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะโต 4.5%เนื่องจากได้แรงสนับสนุนจากการส่งออกที่ฟื้นตัวโตขึ้น 6.4% และจากการลงทุนภาครัฐ โตขึ้น 10%ส่วนการลงทุนภาคเอกชนโต 6%คาดว่าจะทำให้การนำเข้าขยายตัวถึง 7.9%หลังจากนำเข้าปีนี้ถดถอย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังเตรียมหั่นจีดีพี ต่ำกว่า2%

  • ออมสิน เดินหน้าสรรหา ผอ.ใหม่

    ออมสิน เดินหน้าสรรหา ผอ.ใหม่

    นายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะประธานกรรมการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ภายใน 1-2 วันนี้จะออกหนังสือเวียนไปยังกรรมการธนาคารทุกคน เพื่อแต่งตั้งประธานกรรมการสรรหาผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ ภายหลังจากที่นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการธนาคาร และเป็นประธานสรรหาผู้อำนวยการฯ ยื่นหนังสือลาออก เพื่อไปรับตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ซึ่งจะทำให้การสรรหาผู้อำนวยการฯ เดินหน้าได้ตามแผนเดิมที่วางไว้“ตอนแรกที่ทราบเรื่องว่านายเอ็นนูเตรียมจะลาออกนั้น เบื้องต้นผมจะขึ้นไปรับตำแหน่งเอง เพื่อทำให้งานที่ค้างอยู่เดินหน้าได้ทันที แต่มีหลายฝ่ายติงว่าอาจจะไม่เหมาะสม ดังนั้นจึงต้องแต่งตั้งบุคคลให้เข้ามาทำหน้าที่แทน ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการก่อน คงรอประชุมคณะกรรมการธนาคารในช่วงปลายเดือน ต.ค. นี้ไม่ไหว”สำหรับส่วนการสรรหาผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่นั้น เบื้องต้นจะเลือกคนที่มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านการบริหารงานธนาคารเป็นหลัก มีความรู้ความสามารถ ทำงานอย่างสุจริตและโปร่งใส สามารถบริหารงานตามบทบาทของธนาคารได้ และประสานงานกับคณะกรรมการธนาคารได้เป็นอย่างดี ส่วนจะเป็นคนใน หรือคนนอกนั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหาที่จะพิจารณาเรื่องนี้ด้านนายเอ็นนู กล่าวว่า ขณะนี้เตรียมยื่นใบลาออกจากตำแหน่งกรรมการธนาคาร และประธานสรรหาฯ คาดว่าจะมีผลในวันที่ 10 ต.ค. นี้ ส่วนความคืบหน้าเกี่ยวกับการสรรหาผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ ขณะนี้มีผู้ยื่นใบสมัครทั้งสิ้น 8 คน โดยเป็นคนภายใน 2 คน และคนนอกอีก 6 คน ซึ่งหลังจากนี้คณะกรรมการสรรหาจะต้องตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครทุกคนว่าถูกต้อง ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้หรือไม่ 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ออมสิน เดินหน้าสรรหา ผอ.ใหม่