เดือน: ตุลาคม 2014

  • ชวนสร้างสรรค์นวัตกรรมช่วยผู้พิการ – ฉลาดสุดๆ

    ชวนสร้างสรรค์นวัตกรรมช่วยผู้พิการ – ฉลาดสุดๆ

    เปิดเวทีให้นิสิตนักศึกษาเยาวชนไทยได้ใช้ความรู้ในห้องเรียนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมอีกครั้ง เมื่อบริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ สมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ จัดการประกวด “นวัตกรรมเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ”ขึ้น โดยเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาออกแบบและประดิษฐ์อุปกรณ์ เพื่อช่วยป้องกันการล้มของผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก หรือช่วยลดอาการบาดเจ็บอันเนื่องมาจากการล้ม ซึ่งอุปกรณ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นจะต้องได้รับการทดสอบและทดลองแล้วว่าสามารถใช้งานได้จริง นำความสะดวกมาให้ผู้ใช้งาน และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนพิการ ผศ.ดร.ถวิดา มณีวรรณ์ สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาในปีก่อนๆได้จัดการแข่งขันหุ่นยนต์ประเภทต่างๆ ทั้งหุ่นยนต์เตะฟุตบอล หุ่นยนต์บิน ฯลฯ มาในปีนี้ได้ปรับรูปแบบเป็นการแข่งขันสิ่งประดิษฐ์เพื่อผู้พิการ เนื่องจากสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ที่มีจำนวนคนสูงอายุเพิ่มมากขึ้นซึ่งบุคคลกลุ่มนี้มีโอกาสเสี่ยงให้การเกิดอุบัติเหตุหกล้มจนอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือเป็นอัมพาตได้ จึงเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาในระดับ ปริญญาตรี ถึงปริญญาเอก ไม่ว่าจะเป็นสาขาวิชาใด ก็สามารถคิดประดิษฐ์นวัตกรรมเข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้ได้ “ โครงการจะมีการจัดเวิร์คช็อปให้นักนิสิต นักศึกษา ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม 2 ครั้ง เพื่อให้ได้เรียนรู้ เก็บข้อมูลสัมผัสกับผู้ป่วยจริง ที่ศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ เพื่อสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการประดิษฐ์ผลงาน ส่วนครั้งที่ 2 จะพาลงพื้นที่ ที่บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด โรงงานเทพารักษ์ เพื่อพบปะเพิ่มความรู้ด้านเทคนิค จากวิศวกร ของซีเกท ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจ ต่อจากนั้นจะส่งหรือไม่ส่งผลงานเข้าประกวดก็ได้ ไม่ได้มีการบังคับ เพียงอยากให้นิสิต นักศึกษาได้เข้าร่วมเวิร์คช็อปมากๆ” ด้าน น.ส.ศิริรัตน์ เอี่ยวผดุง รองประธานฝ่ายปฎิบัติการโรงงานเทพารักษ์ บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ทางซีเกทต้องการสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ซึ่งที่ผ่านมาได้สนับสนุนการแข่งขันหุ่นยนต์มาต่อเนื่องถึง 16 ปี แล้ว ปีนี้จึงเปลี่ยนมาเป็นการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม เพื่อช่วยเหลือผู้พิการ เพื่อตอบโจทย์ของประเทศไทย ที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยทางซีเกทก็มีแผนสนับสนุนนำผลงานที่ได้จากการประกวดครั้งนี้ไปต่อยอดประยุกต์เพื่อให้สามารถนำผลงานไปใช้ได้จริงให้กับผู้ป่วยของศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ แพทย์หญิงดารณี สุวพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ กล่าวว่า เชื่อว่าเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการจะมีบทบาทสำคัญในการเอื้ออำนวยให้คนพิการได้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อย่างเหมาะสมจะช่วยให้คนพิการสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่างๆ อย่างคนปกติและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้ ทั้งนี้สำหรับเกณฑ์การตัดสินผลงานนั้นจะดูจากการออกแบบว่าสามารถพัฒนาให้เกิดการใช้งานจริงๆได้ เป็นประโยชน์ต่อผู้พิการจริงๆ โดยจะเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมเวิร์คช็อปถึงวันที่ 7 พ.ย. นี้ และรับสมัครทีมเข้าร่วมประกวดระหว่างวันที่ 26พ.ย.-15 ธ.ค. 57 จากนั้นวันที่ 16-30 ธ.ค.57จะเปิดให้ส่งรายงานการออกแบบ (Conceptual Design) ผ่านทางอีเมล โดย 10 ทีมที่ผ่านเข้าร่วมสุดท้ายจะได้รับเงินสนันสนุนเพื่อพัฒนาผลงานจริงทีมละ 5 หมื่นบาท และจะมีการตัดสินรอบชิงชนะเลิศและประกาศผลผู้ได้รับรางวัลวันที่ 26 มี.ค.58 ต่อจากนั้นในระหว่างวันที่ 31 มี.ค. – 2 เม.ย. 58 จะมีการจัด แสดงผลงานที่ได้รับรางวัลในการประชุมวิชาการเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี ของศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.tiat2014.com จิราวัฒน์ จารุพันธ์ JirawatJ@dailynews.co.th

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชวนสร้างสรรค์นวัตกรรมช่วยผู้พิการ – ฉลาดสุดๆ

  • แคสเปอร์สกี้ เตือน “เล่น แชท แชร์” ไม่คิด เสี่ยงเป็นเหยื่อ

    แคสเปอร์สกี้ เตือน “เล่น แชท แชร์” ไม่คิด เสี่ยงเป็นเหยื่อ

    แคสเปอร์สกี้ ชี้แฮคเกอร์ยังสนใจโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างต่อเนื่อง เตือน “เล่น แชท แชร์” ไม่คิด เสี่ยงเป็นเหยื่อ รายงานข่าวจากแคสเปอร์สกี้ แลป แจ้งว่า จากผลการสำรวจเรื่อง “Consumer Security Risks Survey 2014: Multi-Device Threats in a Multi-Device World” ที่ แคสเปอร์สกี้ แลป ทำร่วมกับบริษัท บีทูบี อินเตอร์เนชั่นแนล ชี้ว่ามีกลุ่มคนจำนวนน้อยมากๆ เท่านั้นที่เข้าใจถึงความเสี่ยงที่มากับการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ใช้โมบายดีไวซ์ เพื่อเข้าไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ โดยผู้ตอบการสำรวจ 78% ไม่ได้คาดว่าตนเองจะเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจของอาชญากรไซเบอร์ หรือไม่แม้แต่จะคิดว่ามีอันตรายกับกิจกรรมโซเชียลเน็ตเวิร์กของตน นอกจากนี้ยังพบว่า อย่างน้อยหนึ่งในทุกๆ สิบคนจะพูดคุยข้อมูลส่วนตัวกับคนแปลกหน้า ขณะที่ 15% ส่งข้อมูลส่วนตัวที่ไม่ได้เปิดเผยที่ใดผ่านทางโซเชียลมีเดีย ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ตอบสำรวจ 12% กรอกข้อมูลออนไลน์แอ็คเคาท์ของตนเวลาใช้เครือข่าย ไวไฟ สาธารณะ มีเพียง18% เท่านั้นที่ฉุกคิดว่าตนเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไปหรือเปล่า แคสเปอร์สกี้ แลป ระบุ พฤติกรรมของยูสเซอร์ที่ไม่รอบคอบจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ ผู้ร้ายมักจ้องหาช่องทางผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก คอยส่องหาข้อมูลเล็ดรอดออกมาซึ่งอาจเป็นโอกาสให้ก่ออาชญากรรม อาทิ อีเมลแอดเดรสที่ใช้ล่อลวงผู้รับ หรือแกะรอยรหัสผ่าน หรือระบุที่อยู่ที่ตั้งของยูสเซอร์ ทั้งนี้จากสถิติแสดงว่า แฮคเกอร์สนใจโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างต่อเนื่อง โดย ข้อมูลจากแคสเปอร์สกี้ ซีเคียวริตี้ เน็ตเวิร์ก ในปี พ.ศ. 2556 โปรดักส์ของแคสเปอร์สกี้ แลปสามารถสกัดจับการหลงเข้าฟิชชิ่งเพจ (เพจปลอม) ได้มากกว่า 600 ล้านครั้ง และกว่า 35% ของเพจเหล่านี้เลียนแบบโซเชียลเน็ตเวิร์กไซต์ การสำรวจยังพบด้วยว่า 40% ของยูสเซอร์เคยได้รับข้อความน่าสงสัยชักชวนให้คลิกเข้าลิ้งค์ต่างๆ หรือดาวน์โหลดไฟล์ และ 21% ของยูสเซอร์ได้รับอีเมลที่อ้างว่าส่งมาจากโซเชียล เน็ตเวิร์กเพื่อขอข้อมูลส่วนตัว นอกจากนี้ยังพบว่า โมบายยูสเซอร์มักตกอยู่สถานการณ์ล่อแหลม มี 6% ที่โดนแฮคเกอร์ยึดแอ็คเคาท์และอีก 13% เป็นกลุ่มที่ใช้แท็บเล็ตแอนดรอยด์ อย่างไรก็ดีเพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อถูกล่อลวงในโซเชียลเน็ตเวิร์ก แคสเปอร์สกี้ แลป แนะนำ ยูสเซอร์ว่า ควรใช้พาสเวิร์ดที่เหมาะสมและเดายากๆ หน่อย และยกเลิกฟังก์ชั่นการเติมเต็มพาสเวิร์ดอัตโนมัติ โดยเฉพาะเวลาที่ใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ระมัดระวังข้อมูลที่แชร์บนเน็ตเวิร์ก แบ่งกลุ่ม “friends” หรือเพื่อนเพื่อจัดกลุ่มข้อมูลส่วนตัวที่คุณเลือกจะแชร์เฉพาะกับคนที่ไว้วางใจเท่านั้น อย่าดาวน์โหลดไฟล์ อย่าคลิกลิ้งค์ต่างๆ ที่ไม่แน่ใจในแหล่งที่ส่งมา และก่อนที่จะกรอกข้อมูลส่วนตัว ควรตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่ใช่เพจปลอมเพื่อมาหลอกดักเอายูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ด พยายามเลือกใช้เฉพาะการเชื่อมต่อเครือข่ายที่ปลอดภัย อย่าใส่ล็อกอินและพาสเวิร์ดเมื่อต่อเชื่อมกับฮอตสปอต และที่สำคัญ ควรแน่ใจว่าดีไวซ์ที่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นมีระบบป้องกันที่ดีพอ  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แคสเปอร์สกี้ เตือน “เล่น แชท แชร์” ไม่คิด เสี่ยงเป็นเหยื่อ

  • ฟอร์ดชี้ไทยฐานผลิตรถยนต์

    ฟอร์ดชี้ไทยฐานผลิตรถยนต์

    นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังนายแมท แบรดลีย์ ประธานฟอร์ด ภูมิภาคอาเซียนเข้าหารือว่า ผู้บริหารฟอร์ด ระบุว่า ไทยยังเป็นฐานการผลิตหลัก (ฮับ ) เห็นได้จากที่ผ่านมาได้ปิดโรงงานในหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์แล้วมาเพิ่มการผลิตในไทย และเมื่อวันที่3 ต.ค. ที่ผ่านมาฟอร์ดได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในโครงการถรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล รุ่นที่2 (อีโคคาร์ 2) ซึ่งเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตของฟอร์ดให้สูงขึ้นไปอีกอย่างน้อย 100,000 คันต่อปี ตามเงื่อนไขการลงทุนในอีโคคาร์2 จากปัจจุบันที่ฟอร์ดมีกำลังการผลิตอยู่ 400,000 คันต่อปี แต่มีการผลิตอยู่ 150,000 คันต่อปี “ฟอร์ดระบุว่าในการผลิตอีโคคาร์ 2 ทั้งหมดจะเป็นไปเพื่อการส่งออก 2 ใน 3 ของการผลิตทั้งหมด ส่วน 1 ใน 3 จะขายในประเทศ ส่วนข้อกังวลที่เขามีตอนนี้คือความชัดเจนเรื่องภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ซึ่งก็รับว่าจะดูเรื่องนี้ให้ ดดยได้ให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) ไปหารือกับสรรพสามิตต่อไป โดยขณะเดียวกันฟอร์ด ถือเป็นผู้ผลิตที่มีความแข็งแกร่งหลังจากมีการปรับโครงสร้างโดยแยกตัวออกจากมาสด้า และในช่วงที่เผชิญกับวิกฤตการเงินในสหรัฐ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ก็ได้มีการขายหุ้นในหลายบริษัที่เข้าไปถือหุ้นไม่ว่าจะเป็นวอลโว่ จาร์กัว รวมๆ แล้วประมาณ 6 บริษัท และตอนนี้หันมามุ่งบริหารจัดการเฉพาะแบรนด์ฟอร์ด” นายแมท แบรดลียร์ ประธานฟอร์ด ภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า ขณะนี้ยังมองตลอดประเทศไทยในเชิงบวก แม้ช่วงที่ผ่านมายอดขายรถทั้งระบบจะชะลอลง แต่เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งในส่วนของฟอร์ด ยังสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ได้และยังเพิ่มขึ้นมาเป็น 5% จากปลายปีที่แล้วที่มีส่วนแบ่งอยู่ 3% ทั้งนี้ฟอร์ดมองว่าไทยยังคงเป็นฮับการผลิตของภูมิภาคอาเซียน โดยในส่วนรถยนต์อีโคคาร์ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมฯ ไปนั้นยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่ารถจะออกสู่ตลาดเมื่อไร แต่จะเป็นการผลิตทั้งเพื่อส่งออกและขายในประเทศ ซึ่งภายใต้โครงการนี้บริษัทฯ ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 606 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 18,000 ล้านบาท กำลังการผลิต 180,000 คันต่อปี

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ฟอร์ดชี้ไทยฐานผลิตรถยนต์