นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงฯมีแผนที่จะเพิ่มกลุ่มร้านค้าให้มีสิทธิซื้อก๊าซหุ้งต้มหรือแอลพีจีราคาเดิมมากขึ้น เช่น เพิ่มขนาดของร้านค้าให้ใหญ่ขึ้น จากปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 50 ตรม.เท่านั้น เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาหลังจากรัฐบาลปรับขึ้นแผนพีจีครัวเรือนเดือนละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม และเข้าอุดหนุนครัวเรือนที่มีรายได้น้อย และร้านค้าอาหาร หาบเร่แผงลอยพบว่า กลุ่มครัวเรือน และร้านค้ารายย่อยเข้าร่วมโครงการน้อยมากไม่ถึง 10% จากผู้มีสิทธิประมาณ 7.5ล้านราย ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่า สาเหตุที่ครัวเรือนลงทะเบียนใช้สิทธิน้อย เนื่องจากนิยมซื้ออาหารนอกบ้านรับประทานจึงไม่ได้ใช้ก๊าซในการประกอบอาหารเองจำเป็นต้องมีมาตรการมาเพิ่มแรงจูงใจมากขึ้น ส่วนความต้องการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์รวมทุกประเภทในขั้นต้นจะอยู่ระดับ 2.05 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามจีดีพีที่ขยายตัว4-5% แบ่งเป็น ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 1.4%ก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 4% การใช้พลังน้ำ -ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น7% ยกเว้นถ่านหิน ลิกไนต์ลดลง4% สำหรับยอดการใช้น้ำมันสำเร็จรูปทุกชนิดจะเพิ่มขึ้น1.5% แบ่งเป็น น้ำมันเบนซิน เพิ่มขึ้น 0.6% ดีเซลเพิ่มขึ้น 1.6% น้ำมันเครื่องบิน เพิ่มขึ้น 5% % ส่วนการใช้แอลพีจีภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 0.4% แอลพีจีรถยนต์เพิ่มขึ้น12.9%แอลพีจีภาคปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น2.9% ยกเว้น ใช้ก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)ภาคครัวเรือนลดลง4.7% ขณะที่การผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น4.1% “นโยบายด้านพลังงานต้องรอให้รัฐบาลใหม่ตัดสินใจ เช่น แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าประเทศ(พีดีพี) การก่อสร้างท่อขนส่งน้ำมันไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือเพื่อให้ราคาน้ำมันกรุงเทพฯและต่างจังหวัดเป็นราคาเดียวกัน นโยบายด้านราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจทำให้รายได้ของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีลดลง และส่งผลให้การใช้พลังงานลดลงด้วยจึงคาดว่าจะมีการปรับตัวเลขเศรษฐกิจและด้านพลังงานใหม่ในเดือนเม.ย.นี้อีกครั้ง ส่วนแผนรับมือการชุมนุมปิดกรุงเทพฯวันที่13 ม.ค.นี้ ยืนยันว่ากระทรวงพลังงานวางมาตรการไว้แล้ว ทั้งการดูแลการผลิตไฟฟ้า การให้บริกากรของสถานีบริการน้ำมัน(ปั๊ม)ในพื้นที่เสี่ยง ดังนั้นพลังงานยังคงเพียงพอแน่นอนไม่ขาดแคลน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งเพิ่มขนาดร้านอาหารให้สิทธิซื้อแอลพีจี
เล็งเพิ่มขนาดร้านอาหารให้สิทธิซื้อแอลพีจี

Facebook Comments