ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตลาดหุ้นไทยวันที่ 5 ก.พ. ดัชนีแกว่งตัวผันผวนทั้งบวกและลบตามแรงซื้อสลับขายทำกำไร เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆ เข้ามากระตุ้นการลงทุนอีกทั้งได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์การเมืองในประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้ระหว่างวันหุ้นไทยลดลงต่ำสุดที่1,272.04 จุด ทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,287.05 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,280.25 จุดเพิ่มขึ้น 3.41 จุด หรือ 0.27% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 24,226.08 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด5 อันดับแรก 1.จัสมิน ปิดที่ 7.15บาท ไม่เปลี่ยนแปลง 2.ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 169.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท 3.เอไอเอส ปิดที่ 211.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง 4.ทอท. ปิดที่ 173.50 บาท ลดลง 1.50 บาท 5.ธ.กรุงไทย ปิดที่ 16.80 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง น.ส.มยุรีโชวิกรานต์ ผอ.อาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)มองว่า ดัชนีหุ้นไทยสามารถฟื้นตัวทางเทคนิค (รีบาวน์) ได้ในช่วงเช้าตามตลาดภูมิภาค แต่ช่วงบ่ายอ่อนตัวลง หลังนักลงทุนกังวลกรณีที่ศาลอาญาอนุมัติหมายจับ 19 แกนนำกปปส.ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงขายทำกำไรออกมาส่วนแนวโน้ม ดัชนียังแกว่งตัวผันผวน ซึ่งต้องติดตามว่าศาลแพ่งพิจารณาการเพิกถอนการออกพ.ร.ก.ฉุกเฉินหากมีการเพิกถอนอาจทำให้ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวขึ้นไปอยู่ที่ 1,290 จุดและมีแนวรับที่ 1,270 จุด นอกจากนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์การเมืองในประเทศเพราะยังเป็นปัจจัยที่กดดันการลงทุนในตลาดหุ้นไทยต่อไป.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 ปิดบวก 3.41 จุด
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

หุ้นไทยวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 ปิดบวก 3.41 จุด
-

เตือนประชาชนอย่าตื่นตะหนกแห่ถอนเงิน
นายธวัชชัยยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ผู้ฝากเงินอย่าตื่นตระหนกและแห่ถอนเงินออกจากธนาคารที่มีการคาดเดาว่าจะปล่อยกู้ให้รัฐบาลในโครงการรับจำนำข้าวซึ่งยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีธนาคารใดที่จะปล่อยกู้ในโครงการนี้ โดยการบริหารงานของธนาคารพาณิชย์มีระบบบริหารงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้ และยึดหลักธรรมาภิบาล การปล่อยกู้ให้กับโครงการรับจำนำข้าวนั้นถือว่ายังไม่ชัดเจนในข้อกฎหมาย ซึ่งอาจจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งไม่กล้าที่จะปล่อยกู้ รายงานข่าวแจ้งว่าธนาคารที่มีข่าวเกี่ยวพันกับการปล่อยกู้จำนำข้าวถูกประชาชนถอนเงินไปเกือบ 10,000 ล้านบาท โดยธนาคารรัฐ 2 แห่ง ถูกถอนไป 6,000 ล้านบาท เนื่องจากผู้ฝากเงิน เกิดความวิตกกังวลว่า จะนำเงินของตัวเองไปปล่อยกู้จำนำข้าวจนทำให้เกิดผลกระทบหากมีความจำเป็นใช้เงิน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เตือนประชาชนอย่าตื่นตะหนกแห่ถอนเงิน -

มองข้ามช็อต! อนาคตแรงงานไทยปี 57 เศรษฐกิจแย่ การเมืองซ้ำ
ผอ.วิจัยการพัฒนาแรงงาน ทีดีอาร์ไอ มองข้ามช็อต เตือนแรงงานรับมือผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ และวิกฤติการเมืองยืดเยื้อ ห่วงป.ตรีตกงานสะสมเพิ่ม สถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อและยังไร้ข้อยุติ ยิ่งนานวัน ยิ่งเบียดขับปัญหาอื่น ๆ ของสังคมไทยที่ควรได้รับการแก้ไขให้เลือนลางไร้การเหลียวแล โดยเฉพาะความเดือดร้อน ทุกข์ยากจากผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ของภาคแรงงานไทย ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีขึ้น จากหลายปัจจัยทั้งการส่งออก การบริโภคในประเทศ การลงทุน และการใช้จ่ายของรัฐบาลช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล นักเศรษฐศาสตร์มหภาคคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวในไตรมาสแรก และอาจจะค่อยๆฟื้นตัวดีขึ้นช่วงไตรมาส 2,3 และ 4 หากการเมืองจบเร็วก็จะไม่มีผลกระทบมากนัก เนื่องจากไทยยังมีอัตราการว่างงานต่ำ และจากโครงสร้างตลาดแรงงานที่ใช้แรงงานระดับล่างมีการใช้แรงงานต่างด้าวเป็นหลักอยู่แล้ว การผันผวนตลาดแรงงานจะถูกดูดซับแรงงานระดับล่างที่ว่างงานในระดับนี้ได้ ส่วนแรงงานระดับกลางช่างเทคนิคยังผลิตไม่เพียงพอ ปัญหาขาดแคลนเชิงปริมาณน่าจะลดลงแต่ปัญหาด้านคุณภาพคงยังไม่หมดไป ระดับป.ตรีมีมากเกินความต้องการของตลาดจึงมีการว่างงานสะสมต่อเนื่อง โดยภาพรวมปัญหาขาดแคลนแรงงานระดับล่างจะดีขึ้นแต่การว่างงานของแรงงานระดับบนจะทวีความรุนแรงมากขึ้น มีการคาดการณ์ว่าในปีนี้จีดีพีจะเติบโตได้เพียง 3-4% โดยหลักการแล้ว หากจีดีพีโตต่ำกว่า 4% อาจส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเกินกว่า 1% จากเดิมที่มีประมาณ 0.7-0.8% เท่านั้น ดังนั้นหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ไปอีก 6 เดือน หรือ 1 ปี ผลกระทบของภาคแรงงานจะปรากฏชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการจ้างงานในภาคการผลิตที่อ่อนไหว คือ อุตสาหกรรมและภาคบริการที่เป็นแหล่งดูซับแรงงานแบบเข้มข้นหลายสาขาโดยเฉพาะอุตสาหกรรมรับจ้างนำชิ้นส่วนมาประกอบจะถูกกระทบมาก ดร.ยงยุทธ กล่าวว่า ปัญหาที่น่าวิตกและคาดว่าจะปรากฏชัดในครึ่งหลังของปี 2557 และปีถัดไป คือผลกระทบจากปัจจัยการเมืองที่จะทำให้นักลงทุนชะลอหรือตัดสินใจไม่ลงทุนใหม่ หรือย้ายการลงทุนไปประเทศอื่นหรือย้ายฐานการผลิตเร็วขึ้น ซึ่งตรงนี้จะมีผลกระทบกับแรงงานมากพอสมควร โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนประกอบของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์ซึ่งรองรับแรงงานมากกว่า 3-4 แสนคน ขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่หรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่จะไม่มีผลกระทบมากนักเนื่องจากมีเครือข่ายหรือฐานการผลิตในหลายประเทศและสามารถใช้เครือข่ายทางการตลาดส่งสินค้าไปยังที่ที่มีความต้องการผลผลิตอยู่ ดังนั้นผลกระทบโดยภาพรวมอาจจะไม่ย่ำแย่อย่างที่คิดกล่าวคือวิกฤติของอุตสาหกรรมหนึ่งแต่จะเป็นผลดีกับอีกอุตสาหกรรมหนึ่งเนื่องจากแรงงานสามารถเคลื่อนย้ายได้โดยง่ายจากอุตสาหกรรมหนึ่งไปอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่ยังมีความต้องการแรงงานอยู่มาก ในส่วนภาคบริการซึ่งดูดซับแรงงานได้หลายสาขา แต่เป็นภาคที่มีความอ่อนไหวมากกับสถานการณ์ความมั่นคงของรัฐบาล จึงถูกกระทบเร็วและหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อผลกระทบก็ยิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ และกระทบต่อแรงงานกลุ่มภาคบริการ นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงอาชีพที่อยู่นอกระบบ ที่มักมาหารายได้เสริมจากงานในภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น การค้าขายต่าง ๆ สปา นวดแผนไทย ฯลฯ ซึ่งมีลักษณะการเคลื่อนย้ายมาทำงานตามฤดูกาลเพื่อเป็นรายได้เสริม สำหรับสถานการณ์แรงงานปี 2557 โดยภาพรวมจากโครงสร้างการจ้างงานยังคงมีทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงาน และปัญหาการว่างงานไม่แตกต่างจากปีที่เพิ่งผ่านมา โดยผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองจะทำให้การเติบโตเศรษฐกิจต่ำกว่าคาด ทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอีต้องปรับตัวมากขึ้นและเร็วขึ้น ชะลอการจ้างงานใหม่ จำกัดการจ้างงานใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น กลุ่มแรงงานที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ แรงงานใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในไตรมาส 2 ของปีนี้ โดยเฉพาะระดับปริญญาตรีที่มีปัญหาว่างงานสะสมมาต่อเนื่องทุกปี อย่างไรก็ตามในตลาดแรงงานที่มีความผันผวนสูงและต้องการคนที่มีสมรรถนะสูงขึ้น ประกอบกับผลกระทบจากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อเช่นนี้ ผู้ที่ทำงานอยู่ แรงงานรุ่นเก่า อาจจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผวนผวนนี้อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ความเสี่ยงต่อการสูญเสียงาน สูญเสียรายได้ ขณะที่แรงงานจบใหม่ก็ต้องเตรียมความพร้อมรับมือด้วยการหาความรู้เพิ่มรอเวลาที่ตลาดแรงงานจะฟื้นตัวไปก่อน หรือถ้าคอยไม่ไหวก็คงต้องผันตัวเองไปสู่อาชีพอิสระมากขึ้น. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : มองข้ามช็อต! อนาคตแรงงานไทยปี 57 เศรษฐกิจแย่ การเมืองซ้ำ