นายปริยวัจน์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายออกบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ยอมรับว่าปริมาณการการพิมพ์ธนบัตรใหม่ในปี57ปีนี้ลดลงเหลือ2,850ล้านฉบับเท่านั้น จากที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่3,000ล้าน ฉบับต่อปี เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ชะลอตัวลง แต่อย่างไรก็ตาม ธปท.มั่นใจว่าปริมาณการพิมพ์ธนบัตรดังกล่าว จะเพียงพอกับการหมุนเวียนในระบบอย่างแน่นอน“ยอมรับว่าเศรษฐกิจปีนี้ชะลอกว่าที่ธปท.คาดการณ์ไว้ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจก็ชะลอตัวมาตลอด การบริโภคในประเทศก็ไม่ดี จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังมีความไม่แน่นอน ดังนั้นการพิมพ์แบงก์ เพื่อใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจแต่ละปี ก็ต้องให้สอดคล้องกันด้วย ส่วนการใช้แบงก์ในช่วง3เดือน แรกปีนี้ยังอยู่ในระดับปกติ ไม่ได้ลดน้อยลง เนื่องจากช่วงต้นปีมีเทศกาล ทำให้การใช้จ่ายเงินของประชาชนอยู่ในระดับที่ดีอยู่ ดังนั้นต้องติดตามพฤติกรรมการใช้เงินในช่วงที่เหลือของปีนี้ ว่าจะเป็นอย่างไรอีกครั้ง ว่าจะลดลงหรือไม่ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอ"ทั้งนี้ การใช้ธนบัตรหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ณ สิ้นมี.ค.57อยู่ที่1.44 ล้านล้านบาท โดยพบว่า ปริมาณการใช้ธนบัตรชนิดราคา50บาทมีปริมาณการใช้เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด และต่อเนื่องหากเทียบกับช่วงที่ผ่านมาโดยล่าสุด ปริมาณการเบิกใช้แบงก์50บาท อยู่ที่18,847ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากเดือนก.พ.ที่มียอดการเบิกใช้ที่16,454ล้านบาทและเดือน ม.ค.ที่14,715ล้านบาทสะท้อนว่า ความนิยมในการใช้ธนบัตรชนิดราคาดังกล่าวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากเทียบกับธนบัตรชนิดอื่น ๆ ที่มีการเบิกใช้อยู่ในระดับทรงตัว หรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้นอย่างไรก็ตาม สำหรับสาเหตุที่มีการใช้ธนบัตรชนิดราคา 50 บาท เพิ่มขึ้นนั้น พบว่าส่วนหนึ่งมาจากการปรับขึ้นราคาค่าทางด่วนในปัจจุบัน ที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 45 บาทเป็น 50 บาท ขณะเดียวกันยังพบว่าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ มีการปรับราคาขึ้น และราคาส่วนใหญ่เฉลี่ยมาอยู่ที่ระดับใกล้เคียง 50 บาท ส่งผลให้ประชาชนมีความต้องการธนบัตรชนิดราคา 50 บาทเพิ่มมากขึ้นส่วนการปลอมแปลงแบงก์ในปัจจุบัน ยอมรับว่าปรับลดลงค่อนข้างมาก ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยของธปท.ทำให้การปลอมแปลงแบงก์ทำได้ค่อนข้างยาก โดยที่ผ่านมา อัตราส่วนในการพบการปลอมแปลงส่วนใหญ่ ยังอยู่ที่ธนบัตรชนิดราคา1,000บาทเนื่องจากมีมูลค่าสูงที่สุดสำหรับสถิติเฉลี่ยพบอัตราการปลอมแปลงแบงก์ของไทย อยู่ในระดับต่ำ เฉลี่ยเพียง5ฉบับต่อ1ล้านฉบับของธปท.ที่ออกใช้ซึ่งอยู่ในระดับต่ำหากเทียบกับ การปลอมแบงก์ของหลายประเทศ เช่น สหรัฐ และยูโรที่พบการแบงก์ปลอมอยู่ที่40ฉบับต่อ1ล้านฉบับซึ่งถือได้ว่า การปลอมแบงก์ของไทยอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ไทยถูกยกให้เป็น1ใน10อันดับที่มีโรงพิมพ์ธนบัตรที่มีเทคโนโลยีชั้นสูง สามารถลดการปลอมแปลงแบงก์ในปัจจุบันได้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธปท.รับยอดพิมพ์แบงก์หด
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

ธปท.รับยอดพิมพ์แบงก์หด
-

พาณิชย์เปิดประมูลข้าวอีกเกือบ 7 แสนตัน
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในเดือน พ.ค.นี้กระทรวงพาณิชย์จะเปิดประมูลข้าวสารในสต็อกของรัฐบาลเกือบ 700,000 ตัน แบ่งเป็นประมูลข้าวสารผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (เอเฟต) ปริมาณ 220,000 ตัน และของกรมการค้าต่างประเทศ ก็จะเปิดประมูลข้าวสารสต๊อกรัฐบาลปริมาณ 450,000 ตัน ซึ่งจะใกล้เคียงกับแผนที่กระทรวงพาณิชย์ ต้องการระบายข้าวออกไปให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 800,000 ตัน -1 ล้านตันนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ขณะนี้ ความต้องการข้าวในตลาดโลกยังไม่มีเพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วงต้นปีที่ผ่านมาประเทศผู้ซื้อได้ซื้อข้าวเข้าไปไว้ในสต๊อกจำนวนมาก ทำให้แผนการระบายข้าวสต๊อกข้าวสารของรัฐบาลที่ตั้งเป้าหมายไว้เดือนละ800,000 – 1 ล้านตัน เป็นไปได้ค่อนข้างลำบาก เว้นแต่จะมีภัยธรรมชาติรุนแรง จนทำให้ผลผลิตข้าวทั่วโลกเสียหายหนัก และราคาข้าวปรับตัวขึ้นสูง ซึ่งจะทำให้ประเทศผู้ซื้อเร่งซื้อข้าวในตลาดเพิ่มเติม“หากดูสถานการณ์ขณะนี้ ตลาดข้าวเริ่มนิ่ง ซึ่งต้องไปลุ้นครึ่งปีหลัง ว่าจะมีปัญหาภัยธรรมชาติ และมีการสั่งซื้อข้าวเข้ามาเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งก็จะทำให้การระบายข้าวสต๊อกรัฐเป็นไปตามเป้าหมายส่วนราคาข้าวขณะนี้ โดยข้าวขาว 5%ของเวียดนามปรับตัวสูงกว่าไทยเล็กน้อย เป็นผลจากการรับข่าวเวียดนามชนะการประมูลข้าวของฟิลิปปินส์”สำหรับราคาส่งออกข้าวสาร(เอฟโอบี) จากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยล่าสุด ราคาส่งออกข้าวขาว 5%ของไทยอยู่ที่ตันละ 393 เหรียญสหรัฐราคาข้าวขาว 5%ของเวียดนามอยู่ที่ตันละ 395 เหรียญสหรัฐ ราคาข้าวขาว 5%ของอินเดีย และปากีสถานอยู่ที่ตันละ 420 เหรียญสหรัฐ ส่วนราคาส่งออกข้าวนึ่งของไทยอยู่ที่ตันละ 421 เหรียญสหรัฐ ราคาส่งออกข้าวนึ่งของอินเดียอยู่ที่ตันละ 400 เหรียญสหรัฐ ปากีสถานอยู่ที่ตันละ 440 เหรียญสหรัฐฯ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์เปิดประมูลข้าวอีกเกือบ 7 แสนตัน -

หวั่นพ่อค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาวัสดุก่อสร้าง
นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบราคาสินค้าวัสดุก่อสร้างในพื้นที่จ.เชียงรายและจังหวัดใกล้เคียงที่เกิดแผ่นดินไหว จนทำให้บ้านเรือนประชาชน และสถานที่สำคัญได้รับความเสียหาย เพราะหลังจากที่สถานการณ์แผ่นดินไหวคลี่คลาย ประชาชนจำเป็นต้องซ่อมแซมบ้านเรือน จึงต้องการใช้วัสดุก่อสร้างจำนวนมาก“การออกตรวจสอบ เพื่อให้มีปริมาณสินค้าเพียงพอต่อความต้องการใช้ ไม่ให้ขาดแคลน และเกิดการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า ซึ่งถือเป็นการซ้ำเติมประชาชนมาก”อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าวัสดุก่อสร้าง กรมฯ ได้เรียกประชุมกับบริษัทผลิตวัสดุก่อสร้างทั้งหมด ให้ตรวจสอบร้านค้าตัวแทนจำหน่าย (เอเยนต์) ในจังหวัดที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว หากตรวจพบว่าร้านค้าตัวแทนจำหน่ายใด ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้ากรมฯ จะลงโทษตามกฎหมายขั้นสูงสุดคือ จำคุก 5 ปี ปรับ 1 แสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ รวมทั้งให้บริษัทผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างที่เป็นบริษัทแม่ของร้านตัวแทนรายนั้น ตัดสิทธิ์โควตาจำหน่ายสินค้านอกจากนี้ จะให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในจังหวัดที่ได้รับภัยแผ่นดินไหวด้วย เพื่อไม่ให้ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าเช่นเดียวกัน ซึ่งประชาชนรายใดที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือพบเห็นพฤติกรรมการจำหน่ายสินค้าเกินกว่าราคาปกติ ขอให้แจ้งสายด่วน 1569 หรือค้าภายในจังหวัด กรมฯ จะส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบทันที หากพบว่ามีการกระทำผิด ก็จะดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้กำชับให้หน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ ในจ.เชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง ลงพื้นที่ดูแลราคาสินค้า พร้อมทั้งตรวจสอบความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับคลังสินค้ารายอื่น ๆ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา หรือกักตุนสินค้าในภาวะที่ประชาชนยังคงได้รับความเดือดร้อนทั้งนี้ ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หากมีการกักตุนสินค้าจนทำให้ตลาดเกิดความปั่นป่วน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปีปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ“เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่จ.เชียงราย กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า จะไม่มีผลกระทบต่อการค้าชายแดน เพราะเส้นทางที่เป็นโลจิสติกส์สำคัญ ยังคงใช้การได้ดี ซึ่งการค้าชายแดนที่เชียงรายช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ มีมูลค่ากว่า 9,922 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.93%”ทั้งนี้ที่ผ่านมา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้ประเมินความเสียหายด้านเศรษฐกิจ 2,000 ล้านบาท โดยความเสียหาย มีถนน วัดเพียงบางแห่ง และบ้านเรือนบางส่วนแต่ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมธุรกิจขนาดใหญ่เสียหาย อย่างไรก็ตามผลกระทบจะเกิดขึ้นในเชิงจิตวิทยา เช่น ในระยะสั้นจะทำให้คนชะลอการไปเที่ยวเชียงราย เชียงใหม่ ส่วนผลกระทบในระยะยาวนั้นจะมีผลทั้งด้านบวกและลบ โดยด้านบวกจะทำให้เกิดการปรับตัวทางเศรษฐกิจ และการหาองค์ความรู้เรื่องนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาแผ่นดินไหว เพราะถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย และจะทำให้มีการปรับปรุงด้านการก่อสร้างให้รองรับแผ่นดินไหวมากขึ้น ขณะที่ผลด้านลบจะทำให้ต้นทุนการก่อสร้างเพิ่มขึ้นและคนอาจจะไม่กล้าซื้อคอนโดมิเนียม“ในส่วนของจ.เชียงราย นายพงษ์ศักดิ์ วังเสมอ ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ได้ประเมินความเสียเสียหายหลังเกิดเหตุการแผ่นดินไหว 6.3 ริกเตอร์ใเบื้องต้นพบว่า มีบ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 46 หลัง เสียหายบางส่วน 6,142 หลัง และมีชาวบ้านเดือนร้อนกว่า 54,000 คน”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หวั่นพ่อค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาวัสดุก่อสร้าง