รายงานข่าวจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน 95 อีก 30 สตางค์ ขณะที่กลุ่มแก๊สโซฮอล์ 40 สตางค์ต่อลิตร และอี 85 20 สตางค์ คงราคาดีเซล มีผลตั้งแต่ 05.00 น. ของวันพรุ่งนี้ ( 9 พ.ค.) สำหรับราคาน้ำมันใหม่ ในสถานีบริการของ ปตท. และบางจากฯ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่มีผลวันพรุ่งนี้ คือ น้ำมันเบนซิน 95 ราคาลิตรละ 48.65 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ราคาลิตรละ 40.63 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ราคาลิตรละ 38.18 บาท น้ำมันอี 20 ราคาลิตรละ 35.68 บาท น้ำมันอี 85 ราคาลิตรละ 24.48 บาท น้ำมันดีเซล ราคาลิตรละ 29.99 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เฮ!ปตท.–บางจากลดราคาน้ำมัน
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

เฮ!ปตท.–บางจากลดราคาน้ำมัน
-

ไทยพาณิชย์คุมเข้มระบบความปลอดภัย
นายญนน์ โภคทรัพย์ รองผู้จัดการใหญ่กลุ่มลูกค้าบุคคลและกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวถึงเหตุการณ์การปาระเบิดใส่ตึกธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ เมื่อคืนวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า ไม่ต้องการโยงให้เกี่ยวข้องกับเรื่องใด ซึ่งขอให้เป็นเรื่องตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเบื้องต้น ธนาคารไม่ได้รับความเสียหายมากนัก แต่มีเพียงกระจกแตก 1 บานและไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้้ยืนยันว่าทางธนาคารมีมาตรการการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยเป็นเพียงธนาคารแห่งเดียวที่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมงในทุกสาขา จึงไม่มีผลกระทบต่อการให้บริการกับประชาชน อย่างไรก็ตาม อยากให้การเมืองมีความสงบ เพื่อภาคธุรกิจจะได้ดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น แต่หากการเมืองยังคงยืดเยื้อภาคเอกชนก็จะต้องมีการปรับตัวต่อไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยพาณิชย์คุมเข้มระบบความปลอดภัย -

พาณิชย์ยันคืนเงินคลังครบ2หมื่นล้านสัปดาห์หน้า
นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่าขณะนี้กรมได้ส่งเงินจากการระบายสต็อกข้าวสารรัฐบาลคืนให้กับกระทรวงการคลังแล้วกว่า 15,000 ล้านบาทและภายในสัปดาห์หน้าคาดว่าจะส่งเงินคืนเพิ่มอีก 4,000-5,000 ล้านบาท ซึ่งจะครบตามจำนวน 20,000 ล้านบาท ที่ยืมมาจ่ายค่าข้าวให้กับชาวนาหรือสามารถใช้เงินคืนได้ก่อนเดือน พ.ค. 57 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ได้กำหนดไว้ “หลังจากนั้นเงินที่ได้จากการระบายข้าวจะเร่งส่งให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำเงินมาจ่ายค่าข้าวชาวนาที่ยังค้างอยู่อีก 90,000 ล้านบาทซึ่งจะพยายามหาเงินมาจ่ายคืนชาวนาให้ครบภายในสิ้นปีนี้หรือถึงต้นปีหน้าโดยประมาณการณ์จากการขายข้าวได้เงินเฉลี่ยเดือนละ 10,000 ล้านบาท” สำหรับการระบายสต๊อกข้าวสารรัฐบาลยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามแผนงานโดยในช่วงกลางเดือนพ.ค.นี้จะนำคณะไปเจรจาขายข้าวในตลาดตะวันออกกลางและตลาดแอฟริกาใน 2-3 ประเทศโดยเฉพาะตลาดแอฟริกา ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหญ่และมีการนำเข้าข้าวจากไทยประมาณ 60% ของการส่งออกรวมหรือประมาณ 4 ล้านตัน ซึ่งประเทศที่ซื้อข้าวจากไทย เช่น ไนจีเรีย อิรัก อิหร่านมีความสนใจซื้อข้าวไทยเพิ่มเติม นอกจากนี้กรมจะเปิดประมูลข้าวสารสต๊อกรัฐบาลแบบประมูลทั่วไปในวันที่ 14 พ.ค. ปริมาณ 450,000 ตัน แบ่งเป็น ข้าวสารที่ได้จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 54/55 นาปรัง 55และโครงการรับจำนำข้าวเปลือก 55/56 และ 56/57 รวมปริมาณ 432,000ตัน และข้าวสารเสื่อมสภาพและข้าวเปียกน้ำ ที่ได้จากโครงการรับจำนำข้าวปี 49/50โครงการรับจำนำข้าวนาปี 54/55 นาปรัง 55 และ 55/56 รวมปริมาณ 17,000 ตัน “การเปิดประมูลข้าวที่สามารถขายได้ครึ่งหนึ่งของปริมาณที่เปิดประมูลเป็นเพราะกรมไม่ยอมขายราคาต่ำให้ เพราะมีเกณฑ์ราคาขายตั้งไว้อยู่แล้วซึ่งรวมถึงการขายข้าวให้กับรัฐบาลต่างประเทศด้วย หากเสนอซื้อในราคาต่ำกว่าตลาดก็ไม่ขายเช่นกัน” สำหรับ ความคืบหน้าการขายข้าวให้กับมาเลเซีย 800,000 ตันนั้นอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเจรจาต่อรองราคาโดยมาเลเซียเสนอซื้อราคาต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะขายประมาณ 10 เหรียญสหรัฐต่อตันซึ่งกรมยืนยันที่จะขายตามราคาที่ตั้งไว้แต่เชื่อว่าสุดท้ายแล้วมาเลเซียจะซื้อข้าวในราคาที่ไทยกำหนด เพราะแนวโน้มราคาข้าวตลาดโลกสูงขึ้นจากภาวะภัยแล้งทำให้ผลผลิตข้าวตลาดโลกลดลง อย่าง ไรก็ตาม การส่งออกข้าวไทยปีนี้ คาดว่าจะปริมาณ9-10 ล้านตัน คิดเป็นเงิน 5,000-5,300 ล้านเหรียญสหรัฐหรือสูงเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้เดิมว่าไทยจะส่งออกข้าวได้ 8.5ล้านตันได้อย่างแน่นอน “ส่วน ผลการตัดสินของ ป.ป.ช.เกี่ยวกับโครงการรับจำนกข้าว ไม่ว่า ผลจะออกมาเป็นอย่างไรเชื่อว่าการเดินหน้าขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ และการเปิดประมูลเป็นการทั่วไปก็ยังคงเดินหน้าตามแผนเช่นเดิม”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์ยันคืนเงินคลังครบ2หมื่นล้านสัปดาห์หน้า