ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 2 เมษายน 2557 ปิดบวก 9.14 จุด

    ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 2 เมษายน 2557 ปิดบวก 9.14 จุด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 2 เม.ย. ดัชนีปรับตัวลดลงเล็กน้อยเมื่อเปิดตลาด จากนั้นจึงทยายขึ้นสูงและยืนในแดนบวกได้ตลอดการซื้อขาย เป็นไปตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคที่ปิดบวกสดใส เนื่องจากได้รับอานิสงค์จากเม็ดเงินทุนจากต่างชาติที่ไหลเข้ามา ส่งผลให้ระหว่างวัน ดัชนีหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุด 1,397.48 จุด และ ลดลงต่ำสุด 1,385.28 จุด จนมาปิดตลาด 1,396.62 จุด เพิ่มขึ้น 9.14 จุด หรือ 0.66 % ด้วยมูลค่าซื้อขาย 36,192.83 ล้านบาทสำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก1. ธ.กรุงเทพ ปิดที่ 183.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท2. ทอท. ปิดที่ 197.50 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท3. ธ.ไทยพาณิชย์ ปิดที่ 162.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท4. ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 183.50 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท5. ซีพีเอฟ ปิดที่ 28.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 2 เมษายน 2557 ปิดบวก 9.14 จุด

  • คปภ.รณรงค์ทั่วไทยไร้อุบัติเหตุ

    คปภ.รณรงค์ทั่วไทยไร้อุบัติเหตุ

    นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า ขณะนี้  คปภ.เตรียมปลูกฝังให้ประชาชนให้ตระหนักถึงความปลอดภัยทางท้องถนน โดยร่วมกับภาคธุรกิจประกันภัยดำเนินโครงการรณรงค์ความปลอดภัยทางถนนภายในองค์กรของภาคอุตสาหกรรมประกันภัย เนื่องจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นได้สร้างความสูญเสียให้กับชีวิตและทรัพย์ของประชาชนจำนวนมาก  ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจะแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยสร้างวัฒนธรรมขับขี่ปลอดภัยภายในองค์กรของภาคอุตสาหกรรมประกันภัย ซึ่งร่วมมือกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมประกันชีวิตไทย และบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการ สนับสนุนให้ทุกฝ่ายตกลงร่วมกันรณรงค์ส่งเสริมให้บุคลากรทุกระดับ มีจิตสำนึกและตระหนักรู้เรื่องความปลอดภัยทางถนน โดยให้ผู้ใช้รถจักรยานยนต์สวมใส่หมวกนิรภัย ผู้ใช้รถยนต์คาดเข็มขัดนิรภัยทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร และให้ยึดถือปฏิบัติเป็นวัฒนธรรมขับขี่ในองค์กรต่อไป ขณะเดียวกัน ยังรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 57 โดยจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ถนนรัชดาภิเษก เป็นถนนแห่งการสร้างวัฒนธรรมขับขี่ปลอดภัย คาดเข็มขัดและสวมหมวกนิรภัย 100% ซึ่งจะมีพิธีปล่อยขบวนแห่รถจักรยานยนต์ของผู้บริหารและพนักงานของบริษัทประกันภัย วิ่งรณรงค์ และประชาสัมพันธ์ไปตามถนนรัชดาภิเษก จากหน้าสำนักงาน คปภ. ไปจนถึงแยกพระราม 9 และจากแยกพระราม 9  วิ่งผ่านแยกรัชโยธิน และมาสิ้นสุดที่หน้าสำนักงาน คปภ. นอกจากนี้ จะมีการตรวจรถจักรยานยนต์โดยให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และหลอดไฟฟรี โดย บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด รวมทั้งตรวจสภาพการทำงานของรถยนต์ฟรี 20 รายการ โดยอู่ซ่อมรถยนต์ในเครือสมาคมสหมิตรการซ่อมรถยนต์แห่งประเทศไทยที่เข้าร่วมโครงการฯ ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ซึ่งสามารถดูรายชื่ออู่ดังกล่าวได้จาก www.oic.or.th ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 11 เม.ย.57 อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุทางถนนมักเกิดขึ้นโดยที่เราไม่คาดคิดจึงฝากเตือนให้ประชาชนไม่ควรประมาท ก่อนออกเดินทางทุกครั้งควรตรวจสอบสภาพรถให้พร้อมใช้งาน และตรวจสอบวันหมดอายุของการทำประกันภัย พ.ร.บ. ที่สำคัญประชาชนไม่ควรมองข้ามความสำคัญของการทำประกันภัย หากมีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนประกันภัย 1186 /////////////

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คปภ.รณรงค์ทั่วไทยไร้อุบัติเหตุ

  • ไทยติดโผใช้น้ำเปลืองสุดในโลก

    ไทยติดโผใช้น้ำเปลืองสุดในโลก

    นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกดรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ผลการศึกษาการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) พบว่า ประเทศไทย ติด 1 ใน 10 ประเทศที่ใช้น้ำมากที่สุดในโลก รองจากอินเดีย จีน สหรัฐอเมริกา ปากีสถาน และญี่ปุ่น โดยส่วนใหญ่นำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร เพื่อการส่งออกเฉลี่ย 2,131 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี และยังไม่มีการจัดการทรัพยากรน้ำที่ดี โดยเฉพาะการพัฒนาเครื่องมือวัดร่องรอยการใช้น้ำ (วอเตอร์ ฟตุปริ้นท์) ตามแบบสากล ซึ่งต่อไปทั่วโลกจะนำมาใช้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้า ด้านสิ่งแวดล้อมได้ เนื่องจากมองว่า ไม่แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับการพัฒนาเครื่องมือวอเตอร์ฟุตปริ้นท์ เพื่อเป็นดัชนีวัดปริมาณการใช้น้ำของสินค้าและบริการทั้งทางตรงและทางอ้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน แบ่งน้ำออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ บลู วอเตอร์ คือ ปริมาณการใช้น้ำจากแหล่งน้ำทั้งบนดินและใต้ดินในกระบวนการผลิต กรีน วอเตอร์ คือ ปริมาณการใช้น้ำของพืชหรือแฝงมากับวัตถุดิบ และเกรย์ วอเตอร์ คือ ปริมาณน้ำจากการกำจัดซากผลิตภัณฑ์ หรือบำบัดมลพิษที่เกิดจากการใช้น้ำ ซึ่งไทยต้องเร่งศึกษาวิธีการและแนวทางการจัดการน้ำ เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของประชากร“จากปัญหาทั่วโลกมีแนวโน้มการขาดแคลนน้ำ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชาชนอย่างรวดเร็ว และยังไม่มีการบริหารจัดการนำที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เร็วๆ นี้ จะเกิดมาตรการกีดกันทางการค้า จึงจำเป็นต้องดำเนินการตามแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกิดความยั่งยืนกับภาคอุตสาหกรรมอาหารของไทย สศอ. จึงร่วมกับสถาบันอาหาร ดำเนินโครงการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนด้วย วอเตอร์ฟุตปริ้นท์ ในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อการส่งออก โดยจะยกระดับผู้ประกอบการอาหารส่งออกไม่น้อยกว่า 24 ราย ได้ดำเนินการจัดการทรัพยากรน้ำต โดยจะได้ปริมาณค่าอ้างอิงวอเตจอร์ฟุตปริ้นท์ ในกลุ่มอาหารที่สำคัญของอุตฯ อาหารไทย ซึ่งได้เริ่มดำเนินการรับสมัครและอยู่ระหว่างการเข้าให้การปรึกษาขั้นต้นและคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและประสงค์เข้าร่วมโครงการ”ทั้งนี้ ตามโครงการจะเน้นให้ผู้ประกอบการสามารถใช้แนวทางวอเตอร์ฟุตปริ้นท์ ไปประยุกต์ใช้ประเมินปริมาณการใช้น้ำ และจัดทำแนวทางการใช้น้ำในการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะสามารถระบุวอเตอร์ฟุตปริ้นท์ บนฉลากผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สามารถใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารไปยังผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศว่าสินค้าของบริษัทมีการใช้น้ำมากน้อยเพียงไร เป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิต ยังเป็นกรองรับมาตรการกีดกันทางการค้าในอนาคตได้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยติดโผใช้น้ำเปลืองสุดในโลก