รายงานข่าวจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า หลังจากเกิดเหตุพายุฝนฟ้าคะนอง ในช่วงเที่ยงที่ผ่านมา ของวันที่ 22 มี.ค. ส่งผลให้มีเครื่องบิน ไม่สามามารถทำการบินลงที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้ และต้องเปลี่ยนเส้นทางบินไปลงที่สนามบินอื่น จำนวน 7เที่ยวบิน ดังนี้ 1. สายการบินไหหนาน เที่ยวบินที่ เอชยู 7993 เดินทางมาจาก ไหโคว – หนานหนิง มา ทสภ. เปลี่ยนสถานที่ลงไปที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา จ.ระยอง ในเวลา 12.38 น. 2. สายการบินรอยัล บรูไน เที่ยวบินที่ บีไอ 515 เดินทางมาจาก บันดาเสรีเบกาวัลมา ทสภ. เปลี่ยนสถานที่บินลงไปที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา เวลา 12.52น.3. สายการบินแอร์ลังกา เที่ยวบินที่ ยูแอล 422 เดินทางมาจาก บาเรนห์ มา ทสภ. เปลี่ยนสถานที่บินลงไปที่ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา เวลา12.40 น.4. สายการบินบางกอก แอร์เวย์ เที่ยวบินที่ PG 284เดินทางมาจาก กระบี่ มา ทสภ. เปลี่ยนสถานที่บินลงไปที่ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา เวลา 12.57 น. 5. สายการบินกัลฟ์ แอร์ เที่ยวบินที่ จีเอฟ 152 เดินทางมาจาก บาเรนห์ มา ทสภ. บินไปลงที่ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา เวลา 13.02 น. 6. สายการบินบางกอกแอร์เวย์ เที่ยวบินที่พีจี 284 เดินทางมาจาก ภูเก็ต มา ทสภ. เปลี่ยนมาลงที่ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา เวลา 13.08 น. 7. สายการบินไทยสมายล์ เที่ยวบินที่ ทีจี 2234 เดินทางมาจาก หาดใหญ่ มาทสภ. เปลี่ยนมาลงที่ ท่าอากาศยานดอนเมือง เวลา 13.39 น. และหลังจากเวลา15.00 น. การให้บริการต่างๆ กลับสู่สภาพปกติมาลงที่ ทสภ. แล้ว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ฝนถล่ม7เที่ยวบินลงสุวรรณภูมิบินไม่ได้
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

ฝนถล่ม7เที่ยวบินลงสุวรรณภูมิบินไม่ได้
-

“บารากุไฟฟ้า” อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค – ไขปัญหาผู้บริโภค
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) โดยศูนย์เฝ้าระวังและพิสูจน์สินค้าที่ไม่ปลอดภัยได้สืบค้นข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ พบข้อมูลข่าวระบุว่า ขณะนี้ได้มีสารเสพติดตัวใหม่กำลังระบาดอยู่ในโรงเรียนโดยบอกว่าเป็นยาดับกลิ่นปากมีหลายรสชาติ หลายกลิ่น ศูนย์เฝ้าระวังฯ จึงได้ทำการสืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสินค้าดังกล่าวเพิ่มเติมพบว่า คือ บารากุไฟฟ้า มีลักษณะเป็นแท่งคล้ายบุหรี่ไฟฟ้ามีหลายสี และหลายกลิ่น ได้แก่ มินท์ องุ่น แอปเปิ้ล เลมอน เชอร์รี่และมีการวางจำหน่ายในย่านตลาดกลางคืนสะพานพุทธ ตลาดตะวันนาบางกะปิ รวมถึงการจำหน่ายทางอินเทอร์เน็ต โดยมีราคาตั้งแต่ 200-1,000 บาทต่อแท่ง ซึ่งผู้ขายมักอวดอ้างสรรพคุณของบารากุไฟฟ้าดังนี้ บารากุไฟฟ้าไม่ใช้ถ่านเหมือนเตาบารากุปกติจึงไม่เกิดการเผาไหม้ ที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์, ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ไม่ต้องชาร์จ มีขนาดเล็ก พกพาสะดวก, ไม่มีสารนิโคติน, ไม่มีสารทาร์ หรือนํ้ามันดิน, ใช้เพียงสารโพรไพลีนไกลคอลซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร และเบเกอรี่ เป็นสารที่ทำให้เกิดควันสีขาวที่พ่นออกมา จึงได้รับอนุญาตให้สูบในที่สาธารณะได้โดยไม่มีอันตรายใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นจึงมั่นใจได้ 100% ว่าบารากุ ไฟฟ้าปลอดภัยอย่างแน่นอน, ควันที่ถูกพ่นออกมาจากการสูบบารากุไฟฟ้ามีกลิ่นหอมของผลไม้ไม่สร้างความรำคาญให้กับผู้ที่อยู่รอบข้าง และพลาสติกที่นำมาใช้ผลิตเป็นวัสดุคุณภาพดีทำให้ใช้งานได้นานประมาณ 100-500 ครั้ง ต่อ 1 แท่ง ขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อ ในการนี้ สคบ.ได้ประสานไปยัง สำนักควบคุมการบริโภคยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อหารือและสอบถามถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูลข่าวข้างต้นซึ่งชี้แจง ว่า สำนักควบคุมการบริโภคยาสูบ ไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าดังกล่าวจากผู้บริโภคแต่ได้ทราบเรื่องเกี่ยวกับสินค้าดังกล่าวแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างติดต่อสำนักงานเขตต่าง ๆ เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบ และได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บารากุไฟฟ้ามีลักษณะคล้ายกับบุหรี่ไฟฟ้าโดยมีหลักการทำงานคล้ายกันคือ มีตัวนํ้ายาบรรจุอยู่ในแท่งเมื่อผู้ใช้ทำการสูบจะเกิดการทำปฏิกิริยาภายในตัวเครื่องจนเกิดควันออกมาซึ่งมีข้อแตกต่างตรงที่บารากุไฟฟ้ามีขนาดเล็กคล้ายปากกา มีหลายสีหลายรสชาติและหลายกลิ่น ทั้งนี้ได้ตั้งสมมุติฐานว่าผู้ผลิตสินค้านี้ผลิตขึ้นมาเพื่อเลี่ยงกฎหมาย คือ พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 รวมทั้งเลี่ยงการจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้บารากุไฟฟ้าเข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 กรณีสร้างความรำคาญให้แก่บุคคลรอบข้างอันเนื่องจากควันซึ่งมีผลกระทบทำให้บุคคลรอบข้างได้รับกลิ่นฉุน หรือมีอาการปวดศีรษะ อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่มีการทดสอบหรือพิสูจน์ถึงอันตรายหรือความไม่ปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภคอย่างชัดเจนโดยศูนย์เฝ้าระวังฯ จะติดตามและประสานไปยังผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและจะสุ่มซื้อตัวอย่างสินค้าเพื่อไปทำการทดสอบต่อไป.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “บารากุไฟฟ้า” อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค – ไขปัญหาผู้บริโภค -

ดันไทยเป็นศูนย์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
รายงานจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้จัดทำข้อเสนอเรื่องแนวทางการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้ที่ประชุมครม. พิจารณา โดยเสนอให้ผลักดันให้เรื่องดังกล่าวเป็นวาระแห่งชาติ รวมทั้งกำหนดให้มีคณะกรรมการระดับชาติที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย และต้องจัดหางบประมาณที่เหมาะสมเพื่อดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย โดยคณะกรรมการแห่งชาติชุดดังกล่าวจะต้องมีองค์ประกอบของผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการรวมทั้งองค์กรด้านสุขภาพ องคร์กรท่องเที่ยว และองค์กรสื่อและประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องทั้งนี้รัฐบาลควรเพิ่มการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาลในภูมิภาคอาเซียนเพื่อให้สามารถพัฒนาความร่วมมือในอาเซียนพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มประเทศเป้าหมายที่ได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราเดินทางเข้าประเทศไทย และขยายระยะเวลาการพำนักสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุจากเดิมที่ให้สิทธิยกเว้นการตรวจลงตราไว้เพียง 6 ประเทศ โดยการพิจารณาประเทศที่ไทยจะให้สิทธิยกเว้นการลงตราในอนาคตควรพิจารณาสถิตินักท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุหรือประเทศที่มีผู้เดินทางเข้ามารับบริการทางการแพทย์ในประเทศไทยเป็ยจำนวนมากด้วยส่วนการปรับปรุงเรื่องข้อมูลการท่องเที่ยวรัฐบาลควรส่งเสริมการจัดทำฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่มตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ คือ ด้านสปาและความสวยงาม ด้านอาหาร สมุนไพรไทย และน้ำแร่บำรุงร่างกายต่างๆ ด้านการปรนิบัติจิตใจให้มีความสุขสดชื่น และการฝึกสมาธิ ด้านการเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงด้วยกิจกรรมการท่องเที่ยวและกีฬา และศิลปวัฒนธรรมต่างๆ และด้านการรักษาพยาบาลนอกจากนี้รัฐบาลควรส่งเสริมให้เกิดองค์กรที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่เป็นศูนย์กลางสนับสนุนแต่ละธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยรัฐสนับสนุนงบประมาณ ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสทางการตลาดในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและการเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ ในสาขาต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น แพทย์แผนไทย แพทย์แผนปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์อาหารไทย สมุนไพรไทย การเกษตรเชิงธรรมชาติ แหล่งปฏิบัติธรรมและการเจริญสมาธิ สปาและการดูแลความสวยงาม รวมทั้งกีฬาและการละเล่นของไทยที่ส่งเสริมสุขภาพได้ด้วยสำหรับในเรื่องการอำนวยความสะดวกให้กลุ่มเป้าหมายหลัก ควรให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักในประเทศไทยในระยะยาว โดยจัดตั้งเป็นศูนย์สุขภาพที่มีรูปแบบการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ โดยมีทั้งเจ้าหน้าที่ที่เป็นแพทย์และเจ้าหน้าที่สำหรับแปลภาษาไว้ให้บริการข้อมูลต่างๆที่จำเป็นสำหรับนักท่องเที่ยว นอกจากนั้นยังควรขยายกลุ่มเป้าหมายในกลุ่มท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพในประเทศไทยให้ครอบคลุมไปยังกลุ่มดารา และซุปเปอร์สตาร์ระดับโลกที่สนใจเรื่องการส่งเสริมความงามและการบริการสปาที่จะสามารถส่งเสริมธุรกิจนี้ได้มากขึ้นซึ่งสามารถขยายการท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มได้ เช่น กลุ่มไมซ์ กลุ่มคู่แต่งงาน กลุ่มช็อปปิ้ง กลุ่มนักเล่นกอล์ฟ และกลุ่มถ่ายทำภาพยนต์ เป็นต้น ซึ่งการส่งเสรอมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในกลุ่มเป้าหมายรายย่อยจะช่วยให้การท่องเที่ยวในรูปแบบนี้ของประเทศไทยมีชื่อเสียงมากขึ้นระดับโลก
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดันไทยเป็นศูนย์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ