นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในวันที่19 มี.ค. 57กระทรวงพาณิชย์จะมีการเปิดให้ประมูลข้าวผ่านตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย(เอเฟท)ครั้งที่ 7 จำนวน 2.4 แสนตัน ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ หลังจากได้เลื่อนการประมูลออกไปเมื่อวันที่12 มี.ค. ที่ผ่านมาเ พราะการเดินทางมาตัดไฟ ของกลุ่ม กปปส.ที่กระทรวงพาณิชย์ทำให้การประมูลไม่สามารถดำเนินการต่อได้และจะมีการเปิดประมูลในครั้งถัดไปในวันที่ 26 มี.ค. อีกประมาณ 2 แสนตันด้วย “ในเดือนนี้จะไม่มีการเปิดขายเป็นการทั่วไปของกรมการค้าต่างประเทศแล้วจึงเชื่อว่าน่าจะทำให้ราคาข้าวในตลาดเอเฟทมีราคาดีขึ้นสำหรับในการประมูลผ่านเอเฟท6 ครั้งที่ผ่านมา สามารถอนุมัติระบายข้าวไปได้กว่า 3.89 แสนตันคิดเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท จากปริมาณข้าวที่นำมาประมูลทั้งหมด1 ล้านตัน”นอกจากนี้ทางกระทรวงพาณิชย์จะมีการผลิตข้าวถุงขายเพื่อช่วยเหลือชาวนาโดยเฉพาะภายใต้ชื่อแบรนด์ ข้าวไทยช่วยชาวนาไทยเพื่อช่วยเหลือชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลซึ่งขณะนี้ทางองค์การคลังสินค้า(อคส.) อยู่ระหว่างดำเนินการนำข้าวในสต็อกประมาณ 4,000-5,000ตัน มาผลิตเป็นข้าวบรรจุถุง ขนาด 5 กิโลกรัม ขายในราคา 80-90 บาทโดยคาดว่าภายในต้นเดือน มี.ค. จะมีสินค้าวางจำหน่ายได้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเครือข่ายชาวนาไทยได้นำข้าวสารบรรจุถุงของชาวนาล็อตแรกจำนวน200 ถุง วางจำหน่ายที่กระทรวงพาณิชย์ ในราคาถุงละ 80 บาทในขนาดถุง 5 กิโลกรัมซึ่งรายได้ทั้งหมดจากการขายจะนำเข้ากองทุนช่วยเหลือชาวนาเพื่อช่วยบรรเทาทุกข์และลดความเดือดร้อนของชาวนาที่ยังรอเงินจำนำข้าวจากรัฐบาลนอกจากนี้ในช่วงปลายสัปดาห์จะนำออกมาจำหน่ายอีก
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เคาะวันที่ 19 มี.ค.ประมูลเอเฟทใหม่
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

เคาะวันที่ 19 มี.ค.ประมูลเอเฟทใหม่
-

พาณิชย์จับมือผู้ว่าจังหวัดตรวจโกดังข้าว
นายสมชาติสร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า วันที่ 17 มี.ค. 57จะเป็นวันแรกที่รัฐบาลเริ่มการตรวจสอบข้าวในโครงการรับจำนำข้าวของโรงสีที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลทั่วประเทศตั้งแต่ปี 54 ถึงปัจจุบันแล้ว โดยจะมีผู้ว่าราชการจังหวัดตำรวจ กระทรวงพาณิชย์ องค์การคลังสินค้า (อคส.)และ องค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อตก.) เป็นต้น เข้าร่วมตรวจโรงสีจำนวนกว่า 800 โรงและคลังกลางของรัฐบาลอีกกว่า 1,700 แห่งซึ่งจะต้องมีการรายงานปริมาณจัดเก็บข้าวของรัฐบาลทั้งหมดมาที่ส่วนกลาง คาดว่าภายใน 2สัปดาห์จะได้รับข้อมูลสรุปทั้งหมด ทั้งนี้ที่ผ่านมาทางกระทรวงพาณิชย์ได้มีการตรวจสอบ การกระทำผิดทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปลายเดือน กพ. ที่ผ่านมาได้ตรวจพบการกระทำผิดของโรงสีแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์และอยู่ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริงรวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในข้อหาลักทรัพย์ภายหลังพบว่ามีการลักลอบขนย้ายข้าวในสต็อกของรัฐบาลไปยังโรงสีอีกแห่งที่ไม่ได้อยู่ในโครงการรับจำนำข้าวกว่า3,000 กระสอบ ซึ่งจากการเข้าจับกุมและตรวจสอบจำนวนข้าวที่มีการขนย้ายแล้วพบว่ามีข้าวสูญหายไปกว่า 1,000 กระสอบโดยเป็นข้าวเก็บฝากของรัฐบาล ปี 2555/56“การกระทำดังกล่าวถือเป็นการจงใจปกปิดและอาจจะเข้าข่ายเป็นการลักทรัพย์ โดยขณะนี้กรมการค้าภายในได้ส่งเรื่องไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)เพราะสามารถอายัดทรัพย์สินของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวกับได้เร็ว และหากพบว่าเป็นการทำการลักทรัพย์เข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมายก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันทีส่วนที่ผ่านมา มีการกระทำลักษณะดังกล่าวประมาณ 2-3 รายที่เป็นคดีเกี่ยวกับสต็อกข้าวและมันสำปะหลัง โดยในขณะนี้ทางฝ่ายบริหารของส่วนกลางมีคำสั่งให้มีความเข้มงวดของการกระทำการทุจริตทุกรูปแบบและให้ดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่กระทำการดังกล่าวอย่างหนัก”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์จับมือผู้ว่าจังหวัดตรวจโกดังข้าว -

เปิดคลังต้นแบบ
นางอุไร ร่มโพธิหยก ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบบัญชี กรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงการคลังได้มีนโยบายเปลี่ยนแปลงภายในหน่วยงานสังกัด เพื่อผลักดันการปฏิบัติราชการที่มีประสิทธิภาพและเพิ่มศักยภาพการให้บริการประชาชน โดยเลือกจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นสำนักงานคลังจังหวัดต้นแบบแห่งแรก เพื่อทำหน้าตามภารกิจของกรมบัญชีกลางไปดำเนินการในแต่ละจังหวัด ให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ ประกอบด้วย ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน รวมทั้งสนองรับกับนโยบายของรัฐบาล “กระทรวงการคลัง และกรมบัญชีกลางต้องการให้เกิดเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการกำกับดูแลและบริหารการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินและของหน่วยงานภาครัฐให้เป็นไปโดยถูกต้อง มีวินัย คุ้มค่า โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ โดยการวางกรอบหลักเกณฑ์กลางให้หน่วยงานภาครัฐถือปฏิบัติ ตลอดจนให้คำปรึกษาแนะนำด้านการเงิน การคลัง การบัญชี การตรวจสอบภายในและการพัสดุภาครัฐ จึงได้ดำเนินจัดทำโครงการสำนักงานคลังจังหวัดต้นแบบขึ้น”ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางได้เริ่มนำร่องโครงการดังกล่าวตั้งแต่ปีงบประมาณ 56 โดยเลือกสำนักงานคลังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นต้นแบบให้กับสำนักงานคลังจังหวัดอื่นๆ โดยรูปแบบการพัฒนาสำนักงานคลังจังหวัดใช้หลัก 3 พี คือ พีเพิล การพัฒนาปรับปรุงในด้านของบุคลากร โพรเซส การพัฒนาปรับปรุงด้านการปฏิบัติงาน การบริการ และเพลส การพัฒนาปรับปรุงด้านสถานที่และเครื่องมือ เพื่อให้สำนักงานคลังจังหวัดมีการทำงานที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เป็นการยกระดับบริการให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดคลังต้นแบบ