นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ทางการไทยได้ส่งความช่วยเหลือไปค้นหาซากเครื่องบินตก ของสายการมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน เอ็มเอช 370 แล้ว โดยส่งเรือรบหลวงปัตตานี และเฮลิคอปเตอร์ ซูเปอร์ลีนซ์ 1 ลำ ไปช่วยค้นหาแถบพื้นที่เกาะลังกาวี และยังได้เตรียมพร้อมเรือรบหลวงสงขลาไว้สำหรับค้นหาฝั่งอ่าวไทยด้วย หากมีการขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมมา ขณะเดียวกันยังให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในการค้าหาที่เป็นประโยชน์ระหว่างกันด้วยนอกจากนี้ ได้สั่งการให้ตั้งศูนย์ประสานงานการกู้ภัย ที่กรมการบินพลเรือน ของไทย พร้อมให้ปฏิบัติตามแผน การค้นหาช่วยเหลือ และการกู้ภัยด้วย ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการก่อการร้าย หรือมีการใช้หนังสือเดินทางปลอม เรื่องนี้ได้แจ้งให้บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยว เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจวีซ่า หนังสือเดินทางมากยิ่งขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาท่าอากาศยานไทยก็ความเข้มงวดตามหลักมาตรฐานสากล และสามารถเช็กฐานข้อมูลของหนังสือเดินทางกับผู้เดินทางได้แม่นยำอยู่แล้ว แต่กรณีที่มีการขโมยหนังสือเดินทางในไทย เป็นหน้าที่ของตำรวจในการสืบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป“หลังเกิดเหตุกรมการบินพลเรือนได้เสนอตัวให้ความช่วยเหลือในการค้นหาและกู้ภัยกับทางกรมการบินพลเรือนของมาเลเซีย ซึ่งทางศูนย์ประสานงานการกู้ภัย หรืออาร์อาร์ซี ประเทศมาเลเซีย ได้ตอบกลับมาแสดงความขอบคุณในการเสนอความช่วยเหลือจากไทย และขอให้ไทยช่วยสนับสนุนการค้นหาทางอากาศ ตามแนวชายฝั่งไทยเริ่มจากเขตชายแดนไทยบริเวณเหนือโกตาบารูมุ่งหน้าทางทิศเหนือ พร้อมกับขอให้ไทยแจ้งจำนวนและประเภทของเรือ ที่สามารถเข้าร่วมการค้นหาและกู้ภัย เพื่อทางมาเลเซียจะนำไปใช้ในการวางแผนด้วย”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยส่งเรือรบหลวงปัตตานี ช่วยเครื่องบินตก
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

ไทยส่งเรือรบหลวงปัตตานี ช่วยเครื่องบินตก
-

ทำหนังสั้นอาหารไทยลุยญี่ปุ่น
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯหารือร่วมกับผู้บริหารของสถานีโทรทัศน์โตเกียว บอร์ดคาสติ้งซิสเต็มส์ ในการทำประชาสัมพันธ์ส่งเสริมร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ไทยซีเล็คท์โดยการจัดทำเป็นหนังสั้น และจัดกิจกรรมพิเศษจำหน่ายอาหารไทยในประเทศญี่ปุ่นเพื่อเพิ่มความต้องการในการบริโภคอาหารไทยของชาวญี่ปุ่นให้สูงขึ้น“โดยเฉพาะกลุ่มเพศชายวัยกลางคนถึงสูงอายุที่มีความรู้สึกว่าอาหารไทยเผ็ดและมีกลิ่นสมุนไพรมากจนเกินไป ให้ได้รับรู้เข้าใจและปรับทัศนคติและภาพลักษณ์อาหารไทยที่สามารถผสมผสานความหลากหลายหลากรสชาติผ่านสื่อโทรทัศน์ที่ทรงอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นมากที่สุด”ส่วนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารฟู้ดเด็กซ์ เจแปน 57 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียนั้นกรมฯ ได้นำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานฯ จำนวน 48รายส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการด้านอาหารเพื่อตอกย้ำตลาดญี่ปุ่นประกาศยกเลิกมาตรการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกรวมถึงสินค้าไก่สดแช่เย็นและแช่แข็งจากไทยทั้งนี้ กรมฯ ได้จัดกิจกรรมพิเศษภายในงานฯเพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการนำเข้าสินค้าไก่สด แช่เย็น และแช่แข็ง มายังญี่ปุ่นณ คูหาประเทศไทยโดยการสาธิตและชวนชิมอาหารไทยที่ปรุงด้วยเนื้อไก่สดของไทย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าเยี่ยมชมงานเป็นอย่างมาก และคาดว่าปี้นี้จะได้รับคำสั่งซื้อสินค้าไก่ทุกประเภทเพิ่มขึ้น"ญี่ปุ่นอนุญาตให้ไทยส่งออกไก่สดได้ตั้งแต่วันที่25 ธ.ค. 56 คาดว่าในช่วง 1 – 3 ปีข้างหน้านี้ไทยจะส่งออกสินค้าไก่ทั่วโลกได้ถึง 500,000 ตัน แบ่งเป็นไก่สด 300,000ตัน และไก่แปรรูป 200,000 ตัน หรือคิดเป็นมูลค่า 70,000 – 80,000 ล้านบาท”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทำหนังสั้นอาหารไทยลุยญี่ปุ่น -

นักลงทุนยื่นขอบีโอไอร่วง 58%
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า สถิติการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วงเดือนม.ค. – ก.พ. 57 มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริม 188 โครงการ ลดลง 46 % เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่าเงินลงทุนรวม 63,100 ล้านบาท ลดลง 58% เนื่องจากนักลงทุนส่วนหนึ่งรอดูสถานการณ์ภายในประเทศของไทย ส่วนโครงการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ ยื่นขอรับส่งเสริม 121 โครงการ ลดลง 40 % ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนมี 47,296 ล้านบาท ลดลง 43%“นักลงทุนส่วนหนึ่งอาจยังรอดูสถานการณ์การเมืองทื่ยืดเยื้อของไทยก่อนว่า จะเป็นอย่างไร จึงทำให้นักลงทุนกลุ่มนี้ชะลอแผนการยื่นขอรับส่งเสริมออกไปก่อน แต่ก็ยังมีนักลงทุนอีกหลายกลุ่ม รวมทั้งโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ได้ยื่นขอรับส่งเสริมเข้ามาในช่วงนี้ด้วยเช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่ายังมีกลุ่มนักลงทุนที่เดินหน้าขยายการลงทุนในประเทศไทยอยู่ ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่พบสัญญาณใดๆ ที่นักลงทุนจะถอนการลงทุนหรือย้ายฐานการผลิตไปจากไทย”ทั้งนี้ หากพิจารณาการยื่นขอรับส่งเสริมรายอุตสาหกรรม มีหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีการขยายการลงทุนในระดับหมื่นล้านบาท เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี กระดาษและพลาสติก มีมูลค่าเงินลงทุนของโครงการทั้งหมดที่ยื่นขอรับส่งเสริม 22,500 ล้านบาท กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องจักร มีมูลค่าเงินลงทุน 17,400 ล้านบาท และกลุ่มอุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค มีมูลค่าเงินลงทุน 13,500 ล้านบาทส่วน นักลงทุนต่างชาติ แม้จะลงทุนลดลง โดยเฉพาะนักลงทุนจากญี่ปุ่น ยื่นขอรับส่งเสริม 61 โครงการ ลดลง 42 % มูลค่าเงินลงทุนรวม 17,379 ล้านบาท ลดลง 63% แต่มีการลงทุนจากอีกหลายชาติที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เช่น สหรัฐอเมริกา มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 9,761 ล้านบาท สิงคโปร์ มีมูลค่าเงินลงทุน 2,195 ล้านบาท ฮ่องกง มีมูลค่าเงินลงทุน 2,128 ล้านบาท เนเธอร์แลนด์ มีมูลค่าเงินลงทุน 1,998 ล้านบาท และการลงทุนจากจีน มีมูลค่าเงินลงทุน 1,461 ล้านบาทอย่างไรก็ตามปี 57 บีโอไอ ยังมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนอื่นๆ ที่จะช่วยดึงดูดการลงทุน เช่น โครงการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานหรือ อีโคคาร์ ระยะ 2 ซึ่งขณะนี้มีการยื่นขอรับส่งเสริมเข้ามาแล้ว และจะเปิดให้ค่ายรถยนต์ยื่นคำขอการลงทุนได้จนถึงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ รวมทั้งมาตรการส่งเสริมการลงทุนแก่กิจการเอสเอ็มอี ซึ่งจะสิ้นสุดการให้ส่งเสริมในสิ้นปีนี้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นักลงทุนยื่นขอบีโอไอร่วง 58%