รายงานข่าวจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารทหารไทยหรือทีเอ็มบีแจ้งว่า ปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อไปจนถึงไตรมาส 2/57 จะทำให้ผู้ประกอบการประสบปัญหาสภาพคล่อง เนื่องจากผู้ประกอบการมีภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่กระแสเงินสดไม่แน่นอน โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้เวลาในการหมุนเงินสดหลายวันหรือมีช่วงเวลาระหว่างการจ่ายเงิน เช่น ธุรกิจผลิตและขายเฟอร์นิเจอร์ เป็นธุรกิจที่มีระยะเวลาการหมุนเงินสดนานถึง 95 วัน และมีสินค้าคงเหลือในสต็อกสูง ซึ่งทำให้การขนส่งลำเลียงสินค้าในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นไปได้ยากลำบากเกิดความไม่สะดวก และลูกค้าอาจยกเลิกการตัดสินใจซื้อ ส่งผลกระทบต่อเงินสดที่จะได้รับและความสามารถในการชำระหนี้สิน สำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะมีวงจรหมุนเงินสดช้ามากกว่า 5 เดือน และผู้ผลิตเสื้อผ้าเองก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ยังพึ่งพายอดขายจากภายในประเทศเป็นหลัก เพราะมีระยะเวลาหมุนเงินสด 103 วัน และมีสินค้าค้างสต็อกสูงมากกว่า 3 เดือน ส่วนธุรกิจท่องเที่ยวแม้จะเป็นกลุ่มที่วงจรการหมุนเงินสดไม่มากนัก แต่เป็นธุรกิจที่มีระดับหนี้และดอกเบี้ยเมื่อเทียบกับกระแสเงินสดเป็นสัดส่วนที่สูง เพราะผู้ประกอบการยังได้รับผลกระทบโดยตรงจากการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติกังวลกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในประเทศ ทำให้มีการยกเลิกห้องพักและงดใช้บริการของบริษัททัวร์สูงขึ้น โดยผลกระทบหลัก ๆ นั้น จะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ขณะที่ในส่วนของแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา ยังเดินทางมาท่องเที่ยวได้ แต่ไม่สามารถทดแทนรายได้จากการท่องเที่ยวที่หายไปได้ทั้งหมด ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบมากนั้น ควรปรับตัวเพื่อรับมือการชะลอตัวเศรษฐกิจ โดยในระยะสั้นที่ยังมีการชุมนุมทางการเมืองอยู่ ลูกค้าบางกลุ่มจะหันไปใช้บริการสาขานอกพื้นที่ชุมนุมเพิ่มขึ้น จึงอาจมีความจำเป็นต้องโยกทรัพยากรและบุคลากรไปเพิ่มที่ชานเมืองชั่วคราว เพื่อที่จะลดต้นทุนการเปิดบริการและค่าใช้จ่ายการดำเนินงานที่ไม่จำเป็นในย่านชุมนุม รวมทั้งประสานงานกับเจ้าหนี้และสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจและมีเวลาในการเตรียมตัวหากมีความจำเป็นขอยืดเวลาชำระเงิน ไม่ว่าจะเป็น ค่าวัตถุดิบ หรือการชำระหนี้ต่างๆ ออกไป ตลอดจนพิจารณาชะลอการลงทุนที่อาจจะกระทบกระแสเงินสดออกไปก่อนและเตรียมวงเงินสภาพคล่องสำรองให้มากขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หวั่นการเมืองยื้อกระทบสภาพคล่อง
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

หวั่นการเมืองยื้อกระทบสภาพคล่อง
-

อคส. กำชับเจ้าหน้าที่ดูแลรับจำนำข้าววันสุดท้าย
นายชนุตร์ปกรณ์ วงศ์สีนิล ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า(อคส.) กล่าวถึงการเตรียมพร้อมการเปิดโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2556/57 ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 28 ก.พ. 57 ว่า อคส.จะมีการปิดรับจำนำข้าวจากชาวนาในเวลา 18.00 น. ในวันที่ 28 ก.พ. และกำชับให้เจ้าหน้าที่ออกใบประทวนทันที ซึ่งภาพรวมไม่น่าเป็นห่วง เพราะผลผลิตข้าวเปลือกนาปีเหลือน้อย บางพื้นที่ไม่มีชาวนานำข้าวมาจำนำหลายวันแล้ว จึงเชื่อว่าจะไม่มีความวุ่นวาย แม้เบื้องต้นยังไม่มีนโยบายเรื่องการขยายเวลารับจำนำหรือเปิดโครงการจำนำรอบใหม่ จึงวิตกว่าจะมีชาวนาแห่นำข้าวเข้าโครงการก่อนสิ้นสุดโครงการ “ ยอดจำนำข้าวในโครงการ 56/57 หรือตั้งแต่เดือน ก.ย. 56 – ก.พ. 57 ไม่น่าจะเกิน 12 ล้านตัน ซึ่งหลังจากปิดโครงการก็จะกำชับในเรื่องการสีแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร ที่ระเบียบกำหนดให้ดำเนินการภายใน 50 วัน หรือเร่งรัดให้แล้วเสร็จก่อนเข้าเทศกาลสงกรานต์ พร้อมกับติดตามในเรื่องการคืนข้าว กรณีชาวนาประสงค์จะต้องการคืนข้าวหากชาวนาต้องการข้าวคืน แต่ในปัจจุบันยังไม่มีรายใดขอข้าวคืน” แหล่งข่าวจากโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า แนวโน้มราคาข้าวหลังสิ้นสุดโครงการยังอยู่ในภาวะทรงและปรับลดลงเล็กน้อย เพราะราคาอ้างอิงในตลาดอ่อนตัวลง เนื่องจากจะมีชาวนาบางส่วนนำข้าวออกขายเพื่อต้องการเงินหมุนเวียน และเชื่อว่าราคาข้าวในฤดูกาลหน้าอีก 2-3 เดือน หากไม่มีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเจ้าราคาก็ไม่เกินตันละ 8,000-8,500 บาท จากปัจจุบันเฉลี่ยตันละ 11,000-11,500 บาท ขณะที่ข้าวสารจาก กก. ละ 14-16 บาท จะต่ำกว่าก.ก. ละ 13 บาท “ ภายใน 1-2 เดือนนี้ หากการเมืองยังไม่ได้ข้อยุติ และมีรัฐบาลเข้ามาบริหาร เชื่อว่าปัญหาราคาข้าวตก จนชาวนาออกมาร้องเรียนอีกครั้ง “ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะนี้ข้าวในสต็อกของรัฐบาลน่าจะอยู่ที่ประมาณ 18 -20 ล้านตัน ซึ่งจะเป็นข้าวสารในปีการผลิต 54/55, 55/56 และ 56/57 โดยในปี 57 กระทรวงกระทรวงพาณิชย์กำหนดเป้าหมายเฉพาะในการส่งออกข้าวประมาณ 8 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.4 แสนล้านบาท ขณะที่กระทรวงเกษตรของประเทศสหรัฐฯ คาดการณว่า การนำเข้าและส่งออกข้าวในปี 57 มีประมาณ 40.23 ล้านตัน ประเทศไทยจะสงออกเป็นนอันดับที่ 2 ที่ปริมาณส่งออก 8.5 ล้านตันจากสต็อกข้าวทั้งหมดของไทยที่มี 20 ล้านตัน ส่วนประเทศอินเดียคาดวาจะยังคงส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลกที่ปริมาณ 10 ล้านตันจากสต็อกทั้งหมด 30 ล้านตัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อคส. กำชับเจ้าหน้าที่ดูแลรับจำนำข้าววันสุดท้าย -

เศรษฐกิจไทยยังซึม
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ เศรษฐกิจไทย เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา มีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง ทั้งในด้านการใช้จ่ายภายในประเทศและการผลิตภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง ขณะที่ภาคการส่งออกสินค้ากลับมาหดตัวเล็กน้อย แต่การส่งออกไปยังตลาดประเทศคู่ค้าหลักสามารถขยายตัวได้ ทั้งนี้ การบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง สะท้อนได้จากปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่ง เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ติดลบต่อเนื่องอยู่ที่ 55.9% ต่อปี ปริมาณจำหน่ายรถจักรยานยนต์หดตัวทั้งจากในส่วนภูมิภาคและในเขต กทม. โดยภาพรวม ติดลบ 30.3% ต่อปี ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ระดับ 61.4 และถือเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ซึ่งอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 26 เดือน นับตั้งแต่เดือนธ.ค.54 เนื่องจากผู้บริโภคกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง และการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ดี ยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ยังคงขยายตัวได้ 2.7% ต่อปี ส่วนหนึ่งมาจากฐานอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ต่ำ สำหรับการลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณหดตัวลงทั้งในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรและการก่อสร้าง โดยการลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณนำเข้าสินค้าทุนติดลบ 19.3% ต่อปี และปริมาณจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ติดลบ 36.2% ต่อปี ขณะที่การลงทุนในหมวดก่อสร้าง วัดภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ติดลบ 5.5% ต่อปี ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 9.1% ต่อปี สะท้อนถึงภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มหดตัว นอกจากนี้ ภาคบริการสะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ มีจำนวน 2.3 ล้านคน ขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.1% ต่อปี
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เศรษฐกิจไทยยังซึม