ผู้เขียน: ข่าวไอที นวัตกรรมใหม่ๆ

  • ‘ไลน์ ครีเอเตอร์ มาร์เก็ต’ ช่องทางโกอินเตอร์นักออกแบบไทย – ฉลาดสุดๆ

    ‘ไลน์ ครีเอเตอร์ มาร์เก็ต’ ช่องทางโกอินเตอร์นักออกแบบไทย – ฉลาดสุดๆ

    หลังครบรอบ 3 ปี ในการให้บริการของแอพพลิเคชั่นไลน์ (LINE) จนกลายเป็นแอพพลิเคชั่นที่โด่งดังไปทั่วโลกมีจำนวนผู้ใช้งานแล้วในปัจจุบัน 470 ล้านคนทั่วโลก และคาดว่าจะทะลุเกิน 500 ล้านคนในสิ้นปีนี้ ส่วนในประเทศไทยก็มียอดใช้งานสูงถึง 27 ล้านคน และสิ้นปีนี้คาดว่าจะเกิน 30 ล้านคนแน่นอน ทำให้ในแต่ละวันผู้ใช้งานไลน์ มีการส่งข้อความหากันสูงถึง 1 หมื่นล้านครั้งต่อวัน ส่วนการส่งสติกเกอร์และรูปภาพก็มีสูงถึง 1.8 พันล้านครั้งต่อวัน เป็นสิ่งยืนยันได้ถึงความนิยมของผู้ใช้งานทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ทางไลน์ ได้พยายามนำเสนอบริการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 พ.ค. ที่ผ่านมา ได้เปิด ไลน์ ครีเอเตอร์มาร์เก็ต (LINE Creators Market) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถออกแบบสร้างสรรค์และขายผลงานสติกเกอร์ของตัวเองผ่านทางไลน์ สโตร์ (https://store.line.me) หลังจากผ่านการพิจารณาของทีมงานไลน์ โดยรายได้จากการขายประมาณ 50% จะเป็นของผู้ออกแบบสติกเกอร์ น.ส.วารดี วสวานนท์ หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ ไลน์ ประเทศไทย กล่าวว่า หลังเปิดครีเอเตอร์มาร์เก็ตได้ 1 เดือน (ข้อมูลเมื่อ 7 มิ.ย. 57) ปัจจุบันมีนักออกแบบทั่วโลกลงทะเบียนสูงกว่า 100,000 คน และส่งผลงานมากกว่า 14,000 เซต หลังจากเปิดขายเพียง 1 เดือน มีสติกเกอร์ถูกซื้อถึง 1.7 ล้านเซต จาก สติกเกอร์ทั้งหมดที่วางจำหน่าย 1,200 เซต ซึ่งในส่วนของสติกเกอร์ของคนไทยมีวางขายแล้ว 62 เซต และอยู่ให้ระหว่างการพิจารณาของทีมงานสูงถึง 614 เซต  “ยอดขายสติกเกอร์โดยรวมบนครีเอเตอร์มาร์เก็ตเดือนแรกสูงกว่า 47 ล้านบาท หรือ 150 ล้านเยน โดยยอดขายเฉลี่ยของสติกเกอร์ขายดีติด 10 อันดับ อยู่ที่ประมาณ 1.49 ล้านบาท หรือ 4.7 ล้านเยน ติดอันดับ 30 ขายดีอยู่ที่ประมาณ 820,000 บาท หรือ 2.6 ล้านเยน ติดอันดับ 100 ขายดี อยู่ที่ประมาณ 320,000 บาท หรือ 1.2 ล้านเยน แสดงให้เห็นว่ามีกลุ่มผู้ซื้อสติกเกอร์เป็นจำนวนมาก ส่วนอัตราการขายต่อเซต สติกเกอร์ที่ขายยอดซื้อสูงกว่า 10,000 เยน มีสูงถึง 61.7% และผู้ใช้ที่ซื้อและส่งสติกเกอร์จากไลน์ ครีเอเตอร์มาร์เก็ต มีสูงถึงกว่า 81 ล้านครั้ง ส่วนยอดขายในประเทศไทยสูงถึง 3.9 ล้านบาท หรือ12 ล้านเยน ปัจจุบันยอดขายในประเทศไทยเติบโตขึ้นเป็นอย่างมากจาก 300 กว่าบาท ขึ้นสูงกว่า 200,000 บาท และคาดว่าเมื่อถึงสิ้นปีจะมีคนไทยส่งสติกเกอร์ให้ไลน์พิจารณามากกว่า 5,000 เซต” สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งยืนยันว่านักออก แบบหน้าใหม่ก็สามารถประสบความเร็จไม่แพ้สติกเกอร์ที่มีคาแรกเตอร์ดัง ๆ ได้ หากมีความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบผลงานคาแรก เตอร์การ์ตูนให้มีเอกลักษณ์ อย่างเช่น นักออกแบบจากไทย คือ โอ-นายสัญญา เลิศประเสริฐภากร เจ้าของผลงานสติกเกอร์ชุด ติดลม (Tidlom) และ น.ส.วาสิกา อุดมธนสกุล เจ้าของผลงานสติกเกอร์ บ่นบ่นมอนจา ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้  โอ-นายสัญญา เลิศประเสริฐภากร กล่าวว่า ประกอบอาชีพ คาแรกเตอร์ ดีไซน์ อยู่แล้ว เมื่อไลน์เปิดให้นักออกแบบทำสติกเกอร์มาขายในไลน์ได้ก็สนใจ จึงมีแนวคิดจะดึงเอกลักษณ์แบบไทย ๆ มาใช้ ในการออกแบบ ตอนแรกคิดว่าจะนำว่าวไทย ๆ มาใช้ แต่สุดท้ายแล้วก็เลือก ควายมาเป็นสัตว์ที่ใช้ในการออก แบบให้มีเอก ลักษณ์แบบไทย ๆ โดยใช้ชื่อว่า ติดลม ซึ่งหลังจากได้รับการคัดเลือกและมียอดดาวน์โหลดที่สูงก็รู้ สึกงง เพราะไม่คิดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีขนาดนี้ ซึ่งหากไลน์ยังเปิดโอกาสให้อยู่ก็จะมี ติดลมชุดสอง และคาแรกเตอร์อื่น ๆ ออกมาอย่างแน่นอน “การจะประสบความสำเร็จในการออกแบบสติกเกอร์ คือ ความแตกต่างจากในตลาด เช่น สัตว์พวก หมา แมว มีการใช้ออกแบบกันเยอะแล้วเราต้องหาสิ่งใหม่ ๆ พิจารณาว่าคนใช้ต้องการอะไร อยากสื่อสารแบบไหน ซึ่งคำพูดหรือข้อความในสติกเกอร์ต้องสื่อแล้วโดนใจคนใช้ ท่าทางของคาแรกเตอร์ในสติกเกอร์ต้องมีความหลากหลาย ครีเอเตอร์มาร์เก็ต ถือเป็นช่องทางที่ให้นักออกแบบสามารถนำเสนอผลงานไปยังคนทั่วโลกที่ใช้ไลน์ได้” ด้าน นายนาโอโตโม วาตานาเบ ผู้จัดการฝ่ายครีเอทีฟสติกเกอร์ และ นายแดซอก คิม เจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายครีเอทีฟ ซึ่งเป็นผู้ออกแบบสติกเกอร์ของไลน์ ที่บินตรงมาจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมเปิดตัวไลน์ ครีเอเตอร์มาร์เก็ต ในไทย ร่วมกันกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศที่มีการส่งสติกเกอร์ในครีเอเตอร์มาร์เก็ต มากที่สุด คือ ญี่ปุ่น รองมาคือ ไทย สำหรับเกณฑ์ในการคัดเลือกจะพิจารณาจากลำดับการส่งผลงานเข้ามาหากส่งเร็วก็จะพิจารณาได้เร็ว โดยต้องเป็นคาแรกเตอร์ ที่ไม่โป๊ และไม่สื่อถึงความรุนแรง ต้องใช้งานได้ตั้งแต่เด็กจนถึงคนแก่เพราะไลน์มีคนใช้ทุกเพศทุกวัย สำหรับสติกเกอร์จากไทยที่มีคำพูดด้วย หากผ่านการคัดเลือกจะส่งให้ทางทีมงานไทยตรวจดูว่าคำพูดในสติกเกอร์มีคำที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ ทีมงานพิจารณาที่ญี่ปุ่นมีจำนวน 20 คน และจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 1 เดือน ถ้าผ่านและถูกนำไปขายจะมีการจ่ายเงินให้นักออกแบบในทุก 2 เดือน ขั้นตอนทั้งหมดตั้งแต่การส่งผลงานถึงจ่ายผลตอบแทนจะผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ทั้งหมด “สติกเกอร์ที่อยากได้จากนักออกแบบชาวไทย คือ ต้องการดีไซน์ที่เป็นไทย มีเอกลักษณ์ แต่สามารถขายได้ทั่วโลก ผลงานที่ส่งมาในปัจจุบันยังมีความเป็นไทยไม่มาก จึงแนะนำนักออกแบบไทยว่าให้คิดว่าเป็นการออกแบบให้เพื่อน เพื่อให้สนุก เป็นภาพและข้อความที่สื่อถึงความเป็นไทย” ประตูโกอินเตอร์ของนักออกแบบไทยเปิดขึ้นอีกช่องทางหนึ่งแล้วที่ creator.line.me รีบลงทะเบียนแสดงฝีมือกันได้เลย. จิราวัฒน์ จารุพันธ์ JirawatJ@dailynews.co.th

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ไลน์ ครีเอเตอร์ มาร์เก็ต’ ช่องทางโกอินเตอร์นักออกแบบไทย – ฉลาดสุดๆ

  • ซิสโก้ลุยสร้าง ‘อินเทอร์คลาวด์’ ใหญ่สุดในโลก

    ซิสโก้ลุยสร้าง ‘อินเทอร์คลาวด์’ ใหญ่สุดในโลก

    ซิสโก้จับมือคู่ค้าประกาศแผนสร้างอินเทอร์คลาวด์ หรือเครือข่ายคลาวด์ใหญ่ที่สุดในโลก เน้นเชื่อมต่อคลาวด์ได้ทุกระบบ คาดมีพาร์ทเนอร์ในไทยอย่างน้อย 1 รายในปีนี้นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย และอินโดจีน ของซิสโก้ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการใช้ระบบคลาวด์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐ ธุรกิจโทรคมนาคม วงการแพทย์ และธุรกิจค้าปลีก ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (EGA) ระบุปีที่ผ่านมา ตลาดคลาวด์ในประเทศไทยมีมูลค่า 2,300 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 25% เป็น 2,800 ล้านบาทในปีนี้ แต่อย่างไรก็ดีซิสโก้เชื่อว่าตลาดคลาวด์ในเมืองไทยจะเติบโตมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากที่ผ่านมาการคาดการณ์ยังไม่ครอบคลุมบริการคลาวด์ทั้งหมด ซึ่งมีทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน แพลตฟอร์ม และซอฟต์แวร์ทั้งนี้ที่ผ่านมาองค์กรธุรกิจหันมาใช้ระบบ คลาวด์อย่างแพร่หลาย แต่ยังขาดการเชื่อมต่อระบบเข้าด้วยกัน ซิสโก้ จึงประกาศแผนสร้างระบบ “อินเทอร์คลาวด์” (Intercloud) หรือเครือข่ายคลาวด์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกขึ้น เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางในการเชื่อมต่อคลาวด์จากทุกระบบให้สามารถคุยกันได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการใช้งานร่วมกัน รวมถึงเกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ได้เบื้องต้น ซิสโก้จะทำตลาดคลาวด์ ทั้งในส่วนของลูกค้า ผู้ให้บริการ และคู่ค้าหรือตัวแทนจำหน่าย โดยมีผลิตภัณฑ์หลักคือซอฟต์แวร์ อินเทอร์คลาวด์ แฟบริค (Intercloud Fabric)เพื่อนำไปสู่การสร้างอินเทอร์คลาวด์ ที่สามารถขยายขนาดได้อย่างยืดหยุ่นและปลอดภัย โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือองค์กรขนาดใหญ่ที่มีระบบคลาวด์เป็นของตนเอง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญากับพาร์ทเนอร์ในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะมีอย่างน้อย 1 ราย ภายในปีนี้อย่างไรก็ดี อินเทอร์คลาวด์ของซิสโก้ ได้รับการออกแบบเพื่อรองรับการเกิดขึ้นของแนวคิด อินเทอร์เน็ต ออฟ เอเวอร์ธิง ( Internet of Everything) ด้วยเครือข่ายแบบกระจาย มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับเวิร์กโหลดแอพพลิเคชั่น มีระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ และ สามารถปรับขนาดได้อย่างไม่จำกัด.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ซิสโก้ลุยสร้าง ‘อินเทอร์คลาวด์’ ใหญ่สุดในโลก

  • โครงข่ายทีวีดิจิตอลติดตั้งล่าช้าจี้ 2 รายแจ้งผลดำเนินงานด่วน

    โครงข่ายทีวีดิจิตอลติดตั้งล่าช้าจี้ 2 รายแจ้งผลดำเนินงานด่วน

    วันนี้(7ก.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช.และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กสท.ได้รับรายงานผลการดำเนินงานการติดตั้งการให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิตอล โดยโครงข่ายกองทัพบกจำนวน 2 โครงข่าย แจ้งว่า การติดตั้งมีความล่าช้าประมาณ 1-3 สัปดาห์ ส่วนโครงข่ายไทยพีบีเอสการติดตั้งมีความล่าช้าประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ทั้ง 2 ราย ได้ดำเนินการติดตั้งครอบคลุม 50 % ของจำนวนครัวเรือนตามที่กำหนดไว้ ซึ่งได้ครอบคลุมแล้วจำนวน 11 สถานีหลัก ส่วนโครงข่ายอีก 2 ราย ได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์และบริษัท อสมท จำกัด(มหาชน) ยังไม่ได้รายงานผลการดำเนินงาน โดยคาดว่าทั้ง 2 รายจะส่งรายงานมาให้ กสทช.ทราบโดยเร็วที่สุดสำหรับการติดตั้งโครงข่ายในระยะแรกพบว่ามีความล่าช้า ดังนั้นระยะที่ 2 จึงอยากกำชับให้การติดตั้งเป็นไปตามแผนการดำเนินงานมีความชัดเจน ไม่เกิดความล่าช้ามากจนเกินไป ทั้งนี้หากการติดตั้งโครงข่ายยังไม่มีความเรียบร้อย กสทช.อาจต้องกำหนดมาตรการบังคับใช้ทางปกครองโดยเริ่ม ตักเตือน ปรับ พักใช้ ตลอดจนเพิกถอนใบอนุญาตต่อไปพ.อ.ดร.นที กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีผู้ประกอบฟรีทีวีรายเดิมอย่างไทยพีบีเอส ได้ร้องสอดในคดี ที่บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด (ช่อง 3 ) ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ให้ยกเลิกมติของ กสท. ที่ให้ผู้รับอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ตามบทเฉพาะกาล ของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551สิ้นสุดการเป็นผู้ให้บริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป(มัสต์แครี่) นั้น ไทยพีบีเอสมองว่าอาจจะส่งผลให้การเปลี่ยนผ่านจากระบบอะนาล็อกไปสู่ดิจิตอลมีระยะยาวนานขึ้นประกอบกับทำให้เกิดความเสียหาย มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการออกอากาศคู่ขนานจากเดิมที่ไทยพีบีเอสได้กำหนดยุติการออกอากาศระบบอะนาล็อกภายใน 3 ปี หรือประมาณปี 2559 เท่านั้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โครงข่ายทีวีดิจิตอลติดตั้งล่าช้าจี้ 2 รายแจ้งผลดำเนินงานด่วน