“ดีแทค” ชี้พฤติกรรมผู้ใช้มือถือชอบซื้อโปรเสริมในแต่ละเดือน สบช่องออกโปรเสริมให้ลูกค้าที่ใช้แฮปปี้ 7แพ็กเกจ ทั้งโทร และเล่นเน็ต หวังมีลูกค้าใช้ 13 ล้านรายในสิ้นปีนี้ นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ใช้โทรศัพท์มือถือจะมีพฤติกรรมเลือกซื้อโปรโมชั่นเสริมหรือบริการเพิ่มจากเดิมจำนวนมาก ทั้งในส่วนของ ชั่วโมงและความเร็วอินเทอร์น็ต และค่าโทร ฯลฯ ซึ่งขณะนี้มีลูกค้าแฮปปี้ใช้โปรเสริมอยู่ประมาณ 10 ล้านคนต่อเดือน หรือประมาณ 40 ล้านเพจเกจ ต่อเดือน จากลูกค้าทั้งหมด 25ล้านราย คิดเป็นเงินประมาณ 200-300 ล้านบาทต่อเดือน ทางบริษัทจึงออกโปรโมชั่นเสริมสำหรับลูกค้าแฮปปี้ ด้วยการเปิดตัว “แฮปปี้ สโนว์ไวท์ โปรเสริมเติมสุขทุกวัน” โดยโปรโมชั่นแรก คือ “โปรน่ารักทั้ง 7” โดยงบประมาณการตลดาทั้งสิ้น 50 ล้านบาท ในระยะเวลา 2 เดือน สำหรับแพจเกจ ประกอบด้วย 1.โทรฟรีเบอร์ดีแทค ตี 5 – 5 โมงเย็น ครั้งละ 60 นาที 2. โทรฟรีทุกเครือข่าย10นาทีส่วนเกินนาทีละ 25 สตางค์ นาทีแรก 99 สตางค์ 3.โทรฟรีเบอร์ดีแทค30นาที พร้อมเล่นเน็ตฟรี 30นาที 4. เล่นเฟซบุ๊ก และ ไลน์ได้ไม่จำกัด 5.เล่นเน็ตได้ไม่จำกัด ช่วงตี 5 – 5 โมงเย็น ด้วยความเร็วสูงสุด 384 kbps 6.แฮปปี้เบอร์คนโปรด โทรหา 1 เบอร์คนโปรดในดีแทค ชั่วโมงละ 1 บาท ต่อไปนาทีละ 25 สตางค์ และ 7.ส่งเอ็นเอ็มเอสฟรีทุกเครือข่าย50ครั้ง โดยมีราคา 7 บาท ต่อวัน ด้วยการกด *7575 นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า การออกโปรโมชั่นเสริมนี้ คาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ในส่วนนี้อีก 20-30% และมีลูกค้าใช้เพิ่มขึ้นเป็น 12-13 ล้านคนต่อเดือนภายในสิ้นปีนี้ สำหรับตลาดโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงิน(พรีเพด) คาดว่าจะมีการแข่งขันรุนแรงมากยิ่งขึ้นในต้นปีหน้าเนื่องจากคาดว่าโอปอเรเตอร์แต่ละรายจะหันมาทำตลาดเพิ่มมากขึ้น เพราะคาดว่าการแข่งขันในตลาดแบบรายเดือน(โพสต์เพด) ด้วยการทำโปรโมชั่นผ่านการลดราคาเครื่องพ่วงแพ็จเกจแบบรายเดือนจะถึงจุดอิ่มตัวในสิ้นปีนี้.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “แฮปปี้” ออกโปรเสริมดึงลูกค้าใช้ 13 ล้านราย
ผู้เขียน: ข่าวไอที นวัตกรรมใหม่ๆ
-

“แฮปปี้” ออกโปรเสริมดึงลูกค้าใช้ 13 ล้านราย
-

สัมภาษณ์ start up หน้าใหม่มาแรง (1) – 1001
สวัสดีครับ วันนี้จะขอพูดถึงบริษัท start up ร้อนแรงเจ้าหนึ่งของไทยครับ คำว่า start up นั้นหมายถึงบริษัทเกิดใหม่ทางด้านเทคโนโลยี โดยเน้นที่พัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการขึ้นมา โดยมีวงจรชีวิตคือเริ่มต้นก่อตั้งเป็นบริษัทขนาดเล็กและสามารถสร้างฐานลูกค้าหรือผู้ใช้งานได้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้รับเงินสนับสนุนจนบริษัทใหญ่โตขึ้นมา อย่าง เฟซบุ๊ก เองนั้นก็เริ่มต้นด้วยการเป็น start up และผ่านการระดมทุนหลายรอบกว่าจะกลายมาเป็นบริษัทขนาดใหญ่ดังปัจจุบัน คุณ รวิวร มะหะสิทธิ์ และคุณกิตติพงษ์ ลิ้มผู้บริหารบริษัท เมพ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัท start up แห่งหนึ่งของไทยที่มีผลิตภัณฑ์เป็น Apps สำหรับอ่าน ebook ที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อ MEB พร้อมตลาดหนังสือออนไลน์ www.mebmarket.com สำหรับนักอ่านนักเขียนคนไทย โดย บ. เมพ คอร์ปอเรชั่นนั้นพึ่งจะได้รับการเข้าร่วมลงทุนจากทาง B2S ที่ได้เข้าซื้อหุ้นจำนวน 75% ไปในราคา 52 ล้านบาทเมื่อเร็ว ๆ นี้เองครับ ก่อนอื่นเลยช่วยแนะนำตัวเอง, บ. เมพ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ App MEB หน่อยครับ ตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ เพื่อนๆ ที่วิศวฯ ก็มีความคิดอยากจะเปิดบริษัท Start up ของตัวเองขึ้นมา (สมัยนั้นหนังสือพ่อรวยสอนลูกกำลังดัง) หลังทำงานกันไปได้สักระยะเราจึงออกมาร่วมกันเปิดบริษัทเอเอสเค มีเดีย โดยมีงานหลักคือทำซอฟต์แวร์ ทั้งรับจ้างทำและทำ Retail software ขายเอง โดยควบไปกับการพิมพ์นิยายวิทยาศาสตร์เป็นงานอดิเรก ระหว่างนั้นเราก็ได้เรียนรู้ขั้นตอนต่างๆ ของวงการหนังสือ ทำให้ได้รู้เรื่องหลายๆ อย่างรวมถึงความลำเค็ญของคนทำหนังสือ ด้วยความที่เราเป็นบริษัทของวิศวกร เลยเลือกแก้ปัญหาที่เจอด้วยการสร้างเครื่องมือมาช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้น ออกมาเป็นซอฟต์แวร์ช่วยจัดหน้าหนังสือ ASK Square และซอฟต์แวร์ช่วยตรวจคำผิด ASK Proof (ซึ่งอันหลังนี่ตั้งแต่วันที่เปิดตัวจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครทำมาขายแข่ง) จนกระทั่งถึงยุคที่ Apple คลอด iPad ออกมา เราก็รู้ว่าถึงเวลาที่จะแก้ปัญหาใหญ่ในวงการนี้อีกอย่าง นั่นก็คือปัญหาการกระจายหนังสือ, หนังสือหลุดแผงหลังวางแผงไวมาก หรือปัญหาสต็อกล้นโกดัง (ที่เอเอสเคเคยเผชิญ เพราะดันพิมพ์นิยายวิทยาศาสตร์ด้วยความบ้าส่วนตัว) เพราะ e-book จะช่วยตอบโจทย์สำหรับคนทำหนังสือ แม้หนังสือที่ไม่ใช่แนวตลาดก็ขายไปได้ตลอด หนังสือที่เคยขาดตลาดไปนานแล้วก็สามารถนำกลับมาขายได้ นักอยากเขียนก็มีที่ขายของ และตอบโจทย์นักอ่านที่ซื้อง่ายพกสะดวก ไม่มีปัญหาเรื่องที่เก็บ รวมถึงนักอ่านที่อยู่ต่างประเทศก็สามารถหาซื้อได้ง่าย เราจึงสร้างระบบ MEB ขึ้นมา จนสุดท้ายเมื่อ MEB ไปได้ดี เราจึงตัดสินใจเปิดเป็นบริษัทใหม่ที่ดูแลธุรกิจส่วนนี้โดยตรง คือ บจก. เมพ คอร์ปอเรชั่น นี่แหละครับ ตลาด e-book reader มีคู่แข่งเยอะมาก ช่วยเล่าถึงวิสัยทัศน์หน่อยว่าทำไมถึงกระโดดเข้ามาทำ app นี้ และมีแนวทางกับจุดแข็งเป็นอย่างไร อย่างที่บอกว่าเราอยู่วงการหนังสือมานาน เราเริ่มทำน่าจะเวลาใกล้เคียงกับคู่แข่ง แต่เราตั้งใจวางระบบไว้เป็น eco-system ที่ครบวงจรแต่แรก มีทั้งคนอ่าน คนขาย และนักเขียน จึงวางตลาดช้าไปนิด (ดังนั้นตอนที่เราเริ่มทำ คู่แข่งยังไม่เยอะ แต่ตอนเราออกแอปก็มีคู่แข่งออกมาพอควรแล้ว) และเป้าหมายที่เราตั้งใจคือ ตลาด e-book ซึ่งต่างจากคู่แข่งรายอื่นๆ ที่เน้น e-magazine เมื่อ MEB ออกมา เราจึงมีที่ยืนในตลาดชัดเจนและเติบโตมาได้อย่างดีแม้ไม่มี Operator หรือมีผู้เล่นรายใหญ่ในวงการหนุนหลัง โดยมี eco-system ที่ครบวงจรสำหรับทั้งนักอ่าน นักเขียน/สำนักพิมพ์ แอปของเรามีหลากหลาย platform และเน้นการใช้งานได้จริง จึงทำให้ถูกใจทั้งนักอ่านและนักเขียน จนมาถึงตอนนี้เรากลายเป็นผู้ให้บริการ e-book อันดับต้นๆ ของเมืองไทย และอยู่เบื้องหลังของร้าน e-book หลายๆ ร้าน สัปดาห์หน้า มาต่อกันที่บทสัมภาษณ์เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บน e-book นัทที นิภานันท์ (nattee.n@chula.ac.th) ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สัมภาษณ์ start up หน้าใหม่มาแรง (1) – 1001 -

เปิด”คอมมาร์ตเน็กซ์เจน”คึกคักหวังกระตุ้นตลาดไอทีไทย
วันนี้(19 มิย.57)ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บริษัทเออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) เปิดงานแสดงสินค้าไอที“คอมมาร์ต เน็กซ์เจน 2014” ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Digital DNA : สัมผัสโลกดิจิตอลที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ” นายพรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการธุรกิจสื่อไอที เออาร์ไอพีเปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดสินค้าไอทีคาดว่าจะดีขึ้น หลังจากการเมืองเริ่มมีสัญญาณที่นิ่งขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย ขณะเดียวกันผู้ประกอบการหลายๆแบรนด์เริ่มมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ มากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดสีสันในตลาดหลังจากซบเซามาตั้งแต่ต้นปี ทั้งนี้ตั้งเป้ายอดขายในงานคอมมาร์ตเน็กซ์เจนครั้งนี้ประมาณ2,000 ล้านบาท หรือใกล้เคียงกับยอดขายคอมมาร์ตครั้งที่จัดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาซึ่งมียอดขายประมาณ 2,200 ล้านบาท อย่างไรก็ดีถือว่าเป็นยอดขายที่ต่ำกว่าในช่วงเดียวกันของปี2556ซึ่งอยู่ที่ 2,800 ล้านบาท อย่างไรก็ดีคาดว่ายอดขายหลักยังคงมาจะมาจากโน้ตบุ๊คประมาณ50%แท็บเล็ต-สมาร์ทโฟน 30%,ทีวีดิจิตอล10% และอื่นๆ อีก10% โดยในส่วนของทีวีดิจิตอล ถือเป็นกลุ่มสินค้าใหม่ที่นำเข้ามาตามกระแสการเติบโตและอยู่ในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกซึ่งในงานผู้ให้บริการทีวีดิจิตอล ได้มีการจัดกิจกรรมถ่ายทอดประสบการณ์จริงด้วยสตูดิโอโชว์การถ่ายทำให้เห็นความคมชัดของดิจิตอลทีวีแบบเต็มรูปแบบ อีกด้วย นายพรชัย กล่าวอีกว่า จุดเด่นของงานคอมมาร์ตยังคงเน้นสินค้าไอทีราคาถูกคุณภาพดี และมีโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมมากมาย นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มานำเสนอและเปิดให้ประมูลในวันสุดท้ายด้วยราคาเริ่มต้นที่1 บาท เช่น แว่นตาแว่นตา อัจฉริยะ “Google Glass”, อุปกรณ์วัดสมรรถนะร่างกายส่วนบุคคล “ Misfit Shine ActivityTracker ”, ปากกาวาดภาพ 3มิติ ตัวแรกของโลก“3D Doodler”, MyKronoz ZeNano Smart Watch ที่รองรับทั้ง ระบบแอนดรอยด์และไอโอเอสและ Storm Shadow บริการเคลือบอุปกรณ์มือถือเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากน้ำ สำหรับงาน “คอมมาร์ตเน็กซ์เจน 2014″จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 มิถุนายน 2557 ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ดูรายละเอียดได้ที่ www.commartthailand.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิด”คอมมาร์ตเน็กซ์เจน”คึกคักหวังกระตุ้นตลาดไอทีไทย