8 เมษายนนี้ ดีเดย์การหยุดให้บริการสนับสนุนระบบปฏิบัติการวินโดว์ส เอ็กซ์พี และชุดโปรแกรมสำนักงาน ออฟฟิศ 2003 ซึ่งไมโครซอฟท์ออกประกาศแจ้งเตือนผู้ใช้มาก่อนหน้านี้แล้วเกือบ 2 ปี โดยเฉพาะกับผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการ วินโดว์ส เอ็กซ์พี ที่เปิดให้บริการมานานกว่า 12 ปี และมีผู้ใช้งานในประเทศไทยมากถึง 2.5 ล้านคน และในจำนวนนี้มีถึง 25.32% ที่ยังคงใช้งานอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าไมโครซอฟท์ประกาศจะหยุดการให้บริการสนับสนุนแล้วก็ตาม นายรชฏ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจและการตลาดวินโดว์สและเซอร์เฟซ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า วิถีชีวิตและรูปแบบการทำงานของเราทุกวันนี้ ได้เปลี่ยนแปลงไปจนแตกต่างจากสมัยเมื่อ 12 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง ไมโครซอฟท์ซึ่งเปิดตัววินโดว์ส เอ็กซ์พี และ ออฟฟิศ 2003 ออกสู่ตลาดในปี 2544 และ 2546 ตามลำดับ ในยุคที่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตยังคงเป็นเรื่องใหม่อยู่ ในขณะที่สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์มีความสามารถที่เทียบไม่ได้กับอุปกรณ์ในปัจจุบัน ดังนั้น ซอฟต์แวร์ทั้งสองจึงไม่สามารถรับมือกับความต้องการของผู้ใช้ในปัจจุบันได้อย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานผ่านระบบคลาวด์ การใช้งานในรูปแบบทัชสกรีน หรือการใช้ดีไวซ์แบบพกพาที่หลากหลาย ในขณะที่ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ ๆ ไม่อาจรองรับวินโดว์ส เอ็กซ์พี ได้อีกต่อไป อย่างไรก็ดี การหยุดให้บริการสนับสนุนระบบปฏิบัติการดังกล่าว ไม่ใช่การหยุดระบบหรือทำให้ทำงานต่อไปไม่ได้ เพียงแต่จะไม่มีการอัพเดทซอฟต์แวร์ หรืออุดช่องโหว่ที่เกิดขึ้นอีกต่อไป ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยง ต่อการโจมตีของอาชญากรไซเบอร์ แม้ว่าจะมีแอนตี้ไวรัสก็ตาม นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงด้านความปลอดภัยและเสถียรภาพ ยังอาจทำให้ผู้ใช้วินโดว์ส เอ็กซ์พี ในภาคธุรกิจ ต้องประสบกับความเสียหายที่มีมูลค่ามหาศาล ดังนั้นการอัพเกรดระบบสู่วินโดว์สและ ออฟฟิศ รุ่นใหม่ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรให้พร้อมกับการแข่งขันโดยเฉพาะในยุคของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2558 ไมโครซอฟท์ บอกว่าสำหรับผู้ใช้งานวินโดว์ส เอ็กซ์พีและ ออฟฟิศ 2003 ที่ต้องการอัพเกรดมาใช้ดีไวซ์และซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ล่าสุด มีข้อเสนอพิเศษ คือ ส่วนลด 20% สำหรับลูกค้าภาคธุรกิจที่อัพเกรดสู่วินโดว์ส 8.1 Pro หรือสมัครสมาชิก ออฟฟิศ 365 เป็นเวลาหนึ่งปี โดยผู้สนใจสามารถติดต่อตัวแทนจำหน่ายของไมโครซอฟท์ได้ทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีการทำโปรโมชั่นร่วมกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบรนด์ต่าง ๆ ในการจำหน่ายอุปกรณ์พร้อมกับซอฟต์แวร์อีกด้วย ส่วนผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการติดตั้งวินโดว์ส 7 หรือ 8.1 ลงบนดีไวซ์ที่ใช้งานอยู่ สามารถใช้งานสองเครื่องมือฟรีจากไมโครซอฟท์เพื่ออำนวยความสะดวกได้ โดยเริ่มจากตรวจสอบรุ่นระบบปฏิบัติการที่ใช้งานอยู่ที่เว็บไซต์ http://amirunningxp.com/ ก่อนจะโอนย้ายข้อมูลจากวินโดว์ส เอ็กซ์พี ไปสู่วินโดว์สเวอร์ชั่นใหม่ด้วยเครื่องมือ PC mover Express ซึ่งดาวน์โหลดได้ที่ http://bit.ly/1nmgL3c ขณะที่กลุ่มลูกค้าองค์กร ก็สามารถค้นหาผู้ให้บริการด้านไอทีที่รับรองโดยไมโครซอฟท์ได้ด้วยบริการ Pinpoint ที่เว็บไซต์ http://bit.ly/1olsDX2 อยากลองเทคโนโลยีใหม่ ๆ พร้อมบอกลาวินโดว์ส เอ็กซ์พี ก็อัพเกรดกันได้เลย.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บอกลาวินโดว์ส เอ็กซ์พี
ผู้เขียน: ข่าวไอที นวัตกรรมใหม่ๆ
-

บอกลาวินโดว์ส เอ็กซ์พี
-

ซิสโก้ซื้อซอร์สไฟร์ แล้วเสร็จ ก.ค.นี้ ลุยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเน็ตเวิร์กซีเคียวริตี้
ซิสโก้ ชี้รวมกิจการซอร์สไฟร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกลุ่มธุรกิจซีเคียวริตี้ในไทยเสร็จสิ้นเดือน ก.ค.นี้ ทำให้มีผลิตภัณฑ์ระบบรักษาความปลอดภัยครอบคลุมมากขึ้น ตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 23% นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การรวมซอร์สไฟร์เข้ามาเป็นส่วนของซิสโก้หลังได้เข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ การดำเนินการได้เสร็จสิ้นแล้ว ส่วนในไทยคาดว่ากระบวนการต่าง ๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคู่ค้าและช่องทางการจัดจำหน่ายจะดำเนินการเสร็จภายในเดือน ก.ค. นี้ โดยซอร์สไฟร์จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจซีเคียวริตี้ของซิสโก้ ทำให้ซิสโก้มีผลิตภัณฑ์เครือข่ายรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นเพื่อนำเสนอกับลูกค้าในตลาด เนื่องจากปัจจุบันภัยคุกคามจะมีความซับซ้อนมากขึ้นจากอุปกรณ์เชื่อมต่อที่มีความหลากหลาย ปัญหาภัยคุกคามระบบคอมพิวเตอร์จึงแตกต่างจากเดิม “ในปีนี้ตามตัวเลขคาดการณ์ของไอดีซี ตลาดเน็ตเวิร์กซิเคียวริตี้ไม่รวมแอนตี้ไวรัสของไทยจะมีมูลค่าประมาณ 44 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยทางซิสโก้เป็นผู้นำในตลาดด้วยส่วนแบ่งประมาณ 23% การได้ซอร์สไฟร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งเชื่อว่าจะทำให้มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอน” ด้านนายสุธี อัศวสุนทรางกูร ผู้จัดการประจำประเทศไทยและอินโดจีน ซอร์สไฟร์(ประเทศไทย) ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของซิสโก้ กล่าวว่า การทำตลาดจะเน้นกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมองค์กรธุรกิจในเซ็กเมนท์ เนื่องจากปัจจุบันทุกองค์กรจะให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งผลิตภัณฑ์ก็มีครอบคลุมในทุกแพลตฟอร์ม ทั้งระบบเน็ตเวิร์ก ระบบคลาวด์ โมบายดีไวซ์ และอื่น ๆ โดยจะเน้นนำเสนอรูปแบบการรักษาความปลอดภัยที่ป้องกันเครือข่ายทั้งก่อนโจมตี ระหว่างโจมตี และหลังการโจมตี ผ่านโซลูชั่นใหม่ ๆ อาทิ แอพพลิเคชั่น โอเพ่นแอพไอดีที่มีระบบตรวจจับและบุกรุกเครือข่ายบนโอเพ่นซอร์ส ฯลฯ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ซิสโก้ซื้อซอร์สไฟร์ แล้วเสร็จ ก.ค.นี้ ลุยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเน็ตเวิร์กซีเคียวริตี้ -

พบวัยเด็กมีอัตราการอ่านหนังสือสูงสุด
สำนักงานสถิติฯ เผยผลสำรวจการอ่านหนังสือของประชากรในประเทศไทย พบว่าวัยเด็กเป็นวัยที่มีการอ่านหนังสือสูงสุด อีกทั้ง อัตราการอ่านหนังสือปี 56 สูงกว่าปี 54 ระบุ หนังสือที่อ่านมากที่สุดคือหนังสือพิมพ์ คิดเป็นสัดส่วน 73.7% ส่วนตำราเรียนอยู่ที่ 29.5% นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่าผลการสํารวจการอ่านหนังสือของประชากร โดยเก็บรวบรวมข้อมูลในระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ค. 56 จากจำนวนครัวเรือนตัวอย่าง 55,920 ครัวเรือน พบประชากรอายุตั้งแต่ 6 ขวบขึ้นไป มีอัตราการอ่านหนังสือนอกเวลาเรียน/นอกเวลาทำงาน 81.8% ผู้ชายมีอัตรา การอ่านหนังสือสูงกว่าผู้หญิงเล็กน้อย 82.8% และ 80.8% ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบกับการสำรวจที่ผ่านมา ทั้งผู้ชายและผู้หญิงอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นมากกว่า 10.0% จากปี 54 อย่างไรก็ตาม การอ่านหนังสือของประชากรมีความแตกต่างกันตามวัย กลุ่มวัยเด็กมีอัตราการอ่านหนังสือสูงสุดถึง 95.1% รองลงมาคือ กลุ่มเยาวชน กลุ่มวัยทำงาน และต่ำสุดคือ กลุ่มวัยสูงอายุ 90.1% 83.1% และ 57.8% ตามลำดับ ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบอัตราการอ่าน พบว่า ในปี 56 ทุกกลุ่มวัยมีการอ่านเพิ่มขึ้นจากปี 54 ส่วนเด็กเล็ก (อายุต่ำกว่า 6 ขวบ) มีอัตราการอ่านหนังสือ 58.9% เด็กผู้หญิงมีอัตราการอ่านหนังสือสูงกว่าเด็กผู้ชายเล็กน้อย 60.5% และ 57.3% ตามลำดับ เด็กเล็กในกรุงเทพฯ มีอัตราการอ่านหนังสือสูงสุด 70.1% เด็กเล็กในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการอ่านหนังสือต่ำสุด 53.5% สำหรับประเภทของหนังสือที่ประชากรอายุ 6 ขวบขึ้นไป อ่านนอกเวลาเรียน/นอกเวลาทำงานมากที่สุด คือ หนังสือพิมพ์ 73.7% รองลงมาคือ วารสาร/เอกสารประเภทที่ออกเป็นประจำ 55.1% ตำรา/หนังสือ/เอกสารที่ให้ความรู้ 49.2% นิตยสาร (ร้อยละ45.6) และหนังสือ/เอกสารเกี่ยวกับคำสอนทางศาสนา 41.2% สำหรับนวนิยาย/การ์ตูน/หนังสืออ่านเล่น และแบบเรียน/ตำราเรียนตามหลักสูตรมีผู้อ่านน้อยกว่า 40.0% 38.5% และ 29.5% ตามลำดับ และหนังสือประเภทอื่นๆ มีผู้อ่านเพียง 5.4% ในส่วนของเนื้อหาสาระที่ผู้อ่านหนังสือชอบอ่านมากที่สุดคือ ข่าว 54.3% รองลงมาคือ สารคดี/ความรู้ทั่วไป บันเทิง ความรู้วิชาการ และคำสอนทางศาสนา 36.4% 32.2% 23.2% และ 13.4% ตามลำดับ ส่วนโฆษณาเนื้อหาสาระประเภทความคิดเห็น/วิเคราะห์ และอื่นๆ มีผู้อ่านเพียงเล็กน้อย “ส่วนข้อเสนอแนะเกี่ยวกับวิธีการรณรงค์ให้คนรักการอ่านหนังสือ 5 อันดับแรก คือ หนังสือควรมีราคาถูกลง 39.0% ปลูกฝังให้รักการอ่านผ่าน พ่อแม่/ครอบครัว 26.3% ให้สถานศึกษารณรงค์ส่งเสริมการอ่าน และส่งเสริมให้มีห้องสมุด/ห้องสมุดเคลื่อนที่/มุมอ่านหนังสือในชุมชน/พื้นที่สาธารณะ 25.2% เท่ากัน และรูปเล่ม/เนื้อหาน่าสนใจหรือใช้ภาษาง่าย ๆ 23.2%” นายวิบูลย์ทัต กล่าว.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พบวัยเด็กมีอัตราการอ่านหนังสือสูงสุด