วันนี้ (23 ก.พ.) นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. เปิดเผยว่า วันที่ 24 ก.พ.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ซึ่งสำนักงานฯ ได้สรุปรายงานผลการจัดอบรมของสำนักงาน กสทช. ที่จัดขึ้นตลอดปี 56 มีทั้งหลักสูตรที่จัดอบรมภายในประเทศ หลักสูตรที่จัดอบรมในต่างประเทศ และหลักสูตรที่ร่วมอบรมกับหน่วยงานภายนอก ที่ใช้งบประมาณทั้งสิ้นกว่า 40 ล้านบาท โดยมีการรายงานผลที่ได้รับจากการจัดอบรม รวมทั้งประเมินข้อดี ข้อเสีย รวมถึงข้อเสนอแนะสำหรับการจัดอบรมในอนาคต ให้บอร์ดทราบ นอกจากนี้ ยังมีวาระที่บอร์ดต้องพิจารณาการร่วมประชุม อบรม สัมมนาในต่างประเทศและการจัดอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรในปี 57 นี้ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ประสบการณ์ และเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และแวดวงอุตสาหกรรมสื่อ โดยในแต่ละปีองค์กรระหว่างประเทศที่ กสทช.เป็นสมาชิก จะมีจัดอบรมและสัมมนาการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานของแต่ละประเทศ การจัดแสดงผลงาน การประชุมประจำปี ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อให้รับรู้ถึงข้อมูลที่ทันสมัย ซึ่งสำนักงาน กสทช.ได้รวบรวมขึ้นมา เพื่อเสนอให้บอร์ดพิจารณา“โดยส่วนตัวคิดว่าการจัดอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรพนักงาน กสทช. เป็นสิ่งที่ดี เพราะทุกวันนี้เทคโนโลยี อุตสาหกรรมสื่อ หรือสภาพสังคมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาก พนักงาน กสทช. จึงต้องติดตาม และทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่ทั้งในระดับพนักงานและผู้บริหารควรมีความระมัดระวัง ในการใช้งบประมาณให้คุ้มค่าและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ รวมถึงบอร์ด กสทช.ควรเปิดเผยรายละเอียดการใช้งบรายบุคคล เพื่อความโปร่งใส และตรวจสอบได้” นางสาวสุภิญญา กล่าวนางสาวสุภิญญา กล่าวว่า ยังมีวาระการพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคให้ตรวจสอบการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริงว่าสามารถรักษาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงได้ สลับกับการเปิดเพลงทางสถานีวิทยุกระจายเสียง ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นสถานีวิทยุที่ไม่ได้รับสิทธิ์ทดลองประกอบกิจการ ที่ผ่านมาพบสถานีวิทยุกระจายเสียงหลายแห่งที่ดำเนินการเช่นนี้ แต่ยังไม่มีผู้ร้องเรียนเข้ามา ดังนั้นวันที่ 25 ก.พ.กสทช. กับ อย.จะหารือกันเพื่อจับมือกันหาวิธีการมอนิเตอร์การโฆษณาอาหารและยาที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ทั้งในดาวเทียม เคเบิ้ลทีวี และสถานีวิทยุกระจายเสียง ผลเป็นอย่างไรติดตามได้ภายในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้ ได้เตรียมหารือกับบอร์ดเกี่ยวกับทีวีดิจทัล เนื่องจากในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาได้พูดคุยกับผู้ประกอบการหลายราย ซึ่งมีความห่วงกังวลกับประเด็น Must Carry ทีวีดิจิทัล 24 ช่อง ทั้งเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่น ที่มีปัญหาเรื่องศักยภาพทางเทคนิค หรือแม้แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่บางรายก็มีข้อจำกัดทางเทคนิคในการที่จะทำตามประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป ( Must Carry) จึงจะเสนอบอร์ด กสท. เพื่อหารือถึงความชัดเจนในข้อปฏิบัติที่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆ ที่อาจตามมา หรือทำไม่ได้จริงตามประกาศดังกล่าว รวมทั้งตรวจสอบความพร้อมที่จะให้บริการทันวันที่ 1 เม.ย.นี้หรือไม่ รวมถึงติดตามสอบถามความคืบหน้าการรณรงค์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับทีวีดิจิทัลกับประชาชนด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บอร์ด กสท.ถกงบพัฒนาบุคลากรปี57
ผู้เขียน: ข่าวไอที นวัตกรรมใหม่ๆ
-

บอร์ด กสท.ถกงบพัฒนาบุคลากรปี57
-

“เอไอเอส”ยอมรับลูกค้าย้ายค่ายเพิ่มขึ้นขอความเห็นใจสื่อสารผิดพลาด
วันนี้( 22 ก.พ. ) นายวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวถึงกรณี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เชิญชวนผู้ชุมนุมทางการเมืองที่ใช้โทรศัพท์มือถือเอไอเอสย้ายค่ายไปใช้บริการค่ายอื่น ว่า ยอมรับว่ามีความกังวล แต่ยังไม่สามารถบอกจำนวนลูกค้าได้ แต่จากสถิติมีการโอนย้ายเพิ่มขึ้นจริง ทั้งนี้ เนื่องจากเอไอเอสจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การให้รายละเอียดการดำเนินงานและจำนวนลูกค้าจะต้องชี้แจงเป็นรายไตรมาสไป อย่างไรก็ตาม อยากให้ประชาชนและผู้รับฟังข่าวสารเข้าใจ โดยเฉพาะวันที่ตนให้ข่าวว่าไม่กลัว กรณีว่าเอไอเอสไม่มีผลกระทบหากลูกค้าย้ายค่าย ซึ่งในความหมายนั้นคือผลกระทบในเวลานั้นที่ยังไม่สามารถรับรู้ได้ เพราะเป็นเวลาอันสั้น ทั้งนี้อยากให้ทุกฝ่ายมีเหตุผล และเข้าใจ แม้จะไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าผู้ถือหุ้นในอดีตนั้นมีความเกี่ยวเนื่องในทางการเมือง แต่ขอยืนยันว่าปัจจุบันเอไอเอสดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแต่อย่างใด "อยากให้ความเข้าใจกับทุกฝ่ายถึงความเข้าใจผิด อยากให้เห็นใจ และอยากจะขอโทษที่ทำให้เข้าใจผิดในการสื่อสารข่าวออกไป จึงทำให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างที่เห็นในขณะนี้ สำหรับแผนรองรับกรณีดังกล่าวนั้น เอไอเอสอยู่ระหว่างชี้แจง และอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจ เพื่อรับทราบในประเด็นทุกอย่างที่เอไอเอสทำวันนี้ เพื่อผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและพนักงานบริษัทหลักหมื่นคนที่ต้องมีครอบครัวดูแล" นายวิเชียร กล่าว สำหรับในการโอนย้านลูกค้าจากระบบ 2 จี มาเป็นระบบ 3จี คลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ และบริการคงสิทธิเลขหมาย หรือโอนย้ายค่ายเบอร์เดิม (นัมเบอร์พอร์ตทิบิลิตี้) ตามปกติทางเอไอเอสสามารถรองรับการดำเนินงานได้ราว 60,000 รายต่อวัน ขณะนี้ สามารถโอนย้ายไปได้มากกว่า 10 ล้านรายแล้ว ทั้งนี้ในช่วงไตรมาสที่ 4/56 เอไอเอสประกาศว่ามีลูกค้าทั้งสิ้น 41 ล้านราย แบ่งเป็นลูกค้า 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิร์ตซ จำนวนประมาณ 16.4 ล้านราย และลูกค้า 2จี บนคลื่น 900 เมกะเฮิร์ตซ จำนวนประมาณ 24.5 ล้านราย ขณะที่ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิเสรีภาพของประชาชน กล่าวว่า ปัจจุบันบริการคงสิทธิเลขหมาย หรือโอนย้ายค่ายเบอร์เดิม ของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้ง 5 ราย สามารถรองรับการโอนย้ายรวมกันได้วันละ 3 แสนเลขหมาย หรือเฉลี่ยแล้วแต่ละรายสามารถทำการโอนย้ายได้วันละ 6 หมื่นเลขหมายเท่านั้น โดยจะต้องเสียค่าธรรมเนียมโอนย้าย 29 บาทต่อเลขหมาย ด้านนางวิไล เคียงประดู่ โฆษกกลุ่มอินทัช ชี้แจงว่า กลุ่มอินทัชไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมือง ปัจจุบันผู้ก่อตั้งไม่ได้ถือหุ้นในกลุ่มบริษัท จึงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มบริษัทแต่อย่างใด และเชื่อว่านักลงทุนและผู้ถือหุ้นจะลงทุนในบริษัทใดย่อมทำการตรวจสอบการดำเนินงาน ความโปร่งใส ความแข็งแกร่งของบริษัทก่อนที่จะทำการลงทุน สำหรับหุ้นของกลุ่มบริษัท ได้แก่ อินทัช เอไอเอส ไทยคม ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯโดยผู้ก่อตั้งได้ขายหุ้นทั้งหมดให้กับกลุ่มเทมาเส็กแห่งสิงคโปร์ ตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค. 49
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “เอไอเอส”ยอมรับลูกค้าย้ายค่ายเพิ่มขึ้นขอความเห็นใจสื่อสารผิดพลาด -

ไปรษณีย์ไทย ตั้งเป้ารายได้ปี57 ทะลุ 2หมื่นล.
วันนี้ (21 ก.พ.) ที่ ไปรษณีย์กลาง บางรัก นางสาวอานุสรา จิตต์มิตรภาพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ตั้งเป้ารายได้ปี57 อยู่ที่ 20,647 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี56 ที่ 6.38% โดยมีกำไรสุทธิประมาณ 1,700 ล้านบาท ทั้งนี้ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะเป็นรายได้หลักจากไปรษณียบัตรบอลโลกที่ร่วมมือกับไทยรัฐ คิดเป็นมูลค่า 300-400 ล้านบาท และบัตรการเลือกตั้งประมาณ 200-300 ล้านบาทสำหรับธุรกิจหลักปีนี้จะต่อยอดขีดความสามารถของไปรษณีย์ไทย โดยขยายจุดให้บริการลูกค้าเพื่อเพิ่มความสะดวก เช่น บริการ อีซี่แพค หรือการให้บริการแพคและส่งสินค้าในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น โดยวันที่ 24 ก.พ.นี้ จะเปิดให้บริการ จำนวน 24 และจะขยายไปเป็น 60 แห่ง ในกรุงเทพฯ และอริมณฑล ก่อนจะขยายออกไปทั่วประเทศส่วนผลการดำเนินงานในปี 2556 ที่ผ่านมา มีรายได้รวมทั้งสิ้น 1หมื่น 9พัน 391 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 2546 โดยมีกำไรสุทธิ 1,250 ล้านบาท เทียบกับปี 55 สามารถทำผลกำไรเพิ่มขึ้น 115 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจสื่อสารครองรายได้สูงสุด 8,690 ล้านบาท ธุรกิจขนส่ง 8,150 ล้านบาท ธุรกิจค้าปลีกมีรายได้ 1,064.69 ล้านบาท ตามด้วยธุรกิจการเงิน 781.59 ล้านบาทนอกจากนี้ ในวันดังกล่าว นางสาวนงลักษณ์ พินัยนิติศาสตร์ ประธานกรรมการไปรษณีย์ไทย และทีมผู้บริหารจากทั่วประเทศกว่า 1,600 คน ได้รวมพลังเครือข่ายคนไปรษณีย์ครั้งแรก พร้อมเป็นเครือข่ายชีวิตและเศรษฐกิจไทย เดินหน้าพัฒนาศักยภาพบริการและบุคลากรเตรียมพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไปรษณีย์ไทย ตั้งเป้ารายได้ปี57 ทะลุ 2หมื่นล.