สพธอ. จับมือ แซนส์ ดันคนไทยสู่หลักสูตรสกัดภัยไซเบอร์ระดับโลก ผสานความร่วมมือ 5 ข้อ หวังยกระดับความสามารถคนไทยให้เป็นผู้นำไซเบอร์ระดับภูมิภาค
วันนี้ (21 ต.ค.) ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ 80 พรรษา แจ้งวัฒนะ นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์กรมหาชน) หรือ สพธอ. กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย หรือ ไทยเซิร์ท (ThaiCERT) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ เอ็มโอยู กับสถาบัน แซนส์ (SANS Institute) ซึ่งเป็นสถาบันอบรม ออกใบรับรอง และวิจัยระดับนานาชาติ ด้านความมั่นคงปลอดภัยคอมพิวเตอร์ระดับสูง โดยมีนายเมสัน บราวน์ ประธานและผู้บริหารสูงสุด เป็นผู้ลงนาม เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ของชาติ
ทั้งนี้ การลงนามดังกล่าวได้มุ่งเน้นใน 5 เรื่อง คือ 1. ค้นหาผู้ที่มีความสามารถพื้นฐานและมีศักยภาพในการอบรมหลักสูตร 2.อบรมด้วยเนื้อหาที่ทันสมัย และผ่านการรับรองว่าเชื่อถือได้ 3.คัดเลือกผู้ฝึกอบรมที่มีความสามารถและทักษะการสอนดีเลิศ 4.รับรองผู้เข้าอบรมว่าเข้าใจเนื้อหาอย่างแท้จริง โดยประเมินจากการลงมือปฏิบัติจริง และ 5.ตั้งกลุ่มผู้มีความสามารถที่จัดโปรแกรมอบรมได้ด้วยตนเองและพัฒนาให้มีความสามารถต่อไปได้ โดยสถาบันแซนส์มีหลักสูตรอบรมกว่า 50 หลักสูตรและมีใบรับรองด้านความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ระดับสูงกว่า 25 ประเภท
"การรับมือภัยคุกคามอย่างมีประสิทธิภาพ เราจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนบุคคลากรและยกระดับความสามารถของบุคคลากรให้ทัดเทียมสากล เพราะปัจจุบันมีภัยคุกคามทางคอมพิวเตอร์จำนวนมาก นอกจากนี้ จากสถิติ เดือนมิ.ย.56 ที่ผ่านมา มีผู้ได้รับรองจากแซนส์ เป็นของสิงคโปร์ 375 คน มาเลเซีย 206 คน ขณะที่มีคนไทยได้รับเพียง 38 คน ซึ่งการร่วมมืออย่างจริงจังครั้งนี้จะกระตุ้นให้มีการเพิ่มของบุคลากรด้านนี้มากขึ้น" นางสุรางคณา กล่าว.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : "สพธอ."ดันคนไทยผ่านหลักสูตรรับมือภัยไซเบอร์ระดับโลก
ผู้เขียน: ข่าวไอที นวัตกรรมใหม่ๆ
-

"สพธอ."ดันคนไทยผ่านหลักสูตรรับมือภัยไซเบอร์ระดับโลก
-

เตรียมพร้อมเทคโนโลยี 4.5จี
อาจจะเป็นเรื่องจริงซะแล้ว… เมื่อเทคโนโลยี แอลทีอี แอดวานซ์ ที่มีคุณภาพสูงกว่า 4จี หรือที่เราเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า 4.5จี นั้น กำลังมีบทบาทในแวดวงอุตสาหกรรมโทร คมนาคม โดยมีการใช้งานแล้วที่ประเทศออสเตรเลีย และกำลังจะเริ่มใช้งานใน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และมาเลเซีย เพื่อก้าวให้ทันเทคโนโลยี พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)และประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.) จึงให้สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ไปศึกษา หาข้อมูลเพิ่มเติม เผื่ออนาคตประเทศไทยต้องเปิดให้ประมูลด้วย เทคโนโลยี แอลทีอี แอดวานซ์ ที่ถือว่าเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีให้รองรับกับอุปกรณ์มือถือ ซึ่งตลาดเริ่มมีการผลิตอุปกรณ์ออกมารองรับเทคโนโลยีนี้แล้ว สำหรับเทคโนโลยีแอลทีอี แอดวานซ์ ถือเป็นการหลอมรวม คลื่นความถี่ 2 ย่านคือ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่เรียกคืนคลื่นจากบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ที่หมดสัญญาสัมปทานไปเมื่อ 15 ก.ย. 56 และคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่ทำร่วมกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ที่สัญญาสัมปทานจะหมดในปี 2558 ให้มาใช้งานบนคลื่นความถี่เดียวกัน ทั้งนี้หากประเทศไทยประมูลสำเร็จ นอกจากจะทำให้ไทยมีเทคโนโลยีเท่าเทียมกับประเทศอื่น ๆ แล้วยังช่วยให้ผู้บริโภคสามารถใช้บริการผ่านมือถือได้อย่างสะดวกรวดเร็วขึ้นทั้ง การอัพโหลด ดาวน์โหลด เปรียบเสมือนการขยายถนน ที่ทำให้ผู้บริโภคมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือมากขึ้นตามไปด้วย ปัจจุบันเริ่มมีผู้ผลิตขอนำเข้าอุปกรณ์ที่รองรับ 2 ย่านความถี่ ในขณะที่ตลาดโลกใน 5-6 ปีข้างหน้าจะเริ่มมีการยุติการผลิตอุปกรณ์สื่อสารในระบบ 2จี เดิม แต่สำหรับประเทศไทยแล้วยังไม่สามารถที่จะยุติระบบ 2จี ได้เนื่องจากคนไทยยังมีการใช้งานอยู่เป็นจำนวนมาก ด้วยกระแสเทคโนโลยี และการแข่งขันในตลาดมือถือ หากประมูลเฉพาะคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ หรือ4จี นั้น อาจจะดูธรรมดาไปเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ แต่หากไทยสามารถนำคลื่น 2 ย่านอย่าง 1800 เมกะเฮิรตซ์ บวก 900 เมกะเฮิรตซ์ มาใช้งานควบกัน ก็จะพลิกสถานการณ์ให้ไทยอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้ แต่ท้ายที่สุด แอลทีอี แอดวานซ์ จะเกิดได้เร็วหรือไม่ คงต้องดูผลการศึกษาของไอทียู และการยินยอม จากทีโอทีและเอไอเอส เนื่องจากสัญญาสัมปทานยังไม่หมด และ กสทช.ก็ไม่สามารถไปแตะต้องสัญญาดังกล่าวได้ อย่างไรก็ดีเทคโน โลยีก้าวหน้า คงไม่ใช่ตัวกำหนดทุกอย่าง เพราะ สิ่งที่สำคัญก็คือ ผู้บริโภคคนไทยและประเทศชาติจะต้องได้รับประโยชน์จากคลื่นความถี่.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เตรียมพร้อมเทคโนโลยี 4.5จี -

สรอ.พร้อมสแกนความปลอดภัยการใช้คลาวด์

สรอ.สั่งลุยระบบรักษาความปลอดภัยบนจีคลาวด์ หลังสอบผ่านใบประกาศจาก CCSK รายแรกของไทย พร้อมเพิ่มระบบสแกนร่วมกับหน่วยงานรัฐหวังสร้างความเชื่อมั่น น.ส.นันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมและปฏิบัติการโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สรอ. เปิดเผยว่า หลังจาก สรอ.เปิดระบบคลาวด์คอมพิวติ้งภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากหน่วยงานต่าง ๆ จำนวนมาก สรอ.ได้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มบริการด้านต่าง ๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นในระบบรักษาความปลอดภัยบนระบบคลาวด์ ซึ่งขณะนี้ มีบุคลากร สรอ.สอบผ่าน Certificate Cloud Security Knowledge (CCSK) ของ Cloud Security Alliance (CSA) แล้ว 1 คน ทั้งนี้ จากการที่ สรอ.ได้ มาตรฐานดังกล่าว จะทำให้มีศักยภาพในการบริหารงานด้านระบบรักษาความปลอดภัยบนระบบคลาวด์สาธารณะมากขึ้นตั้งแต่การทำการฝึกอบรมให้กับพนักงานและหน่วยงานรัฐอื่นที่สนใจ โดยสิ่งที่เปลี่ยนแปลงต่อจากนี้ไปก็คือ เดิมหน่วยงานรัฐที่เข้ามาใช้บริการคลาวด์จะสามารถใส่โปรแกรมและไฟล์ต่าง ๆ เข้ามาในโครงสร้างพื้นฐานได้โดยทันที โดยที่ สรอ.จะไม่เข้าไปยุ่ง เพราะถือเป็นสิทธิของผู้ใช้งาน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันมีการโจมตีทางเครือข่ายตลอดเวลา การปล่อยให้หน่วยงานดูแลรักษาความปลอดภัยเองถือเป็นเรื่องยาก เพราะบุคลากรด้านนี้มีค่าใช้จ่ายสูง และต้องการดูแลระบบตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้น CCSK จะทำให้ สรอ.สามารถตรวจสอบความปลอดภัยของไฟล์หรือโปรแกรมที่จะใส่เข้ามาในระบบคลาวด์ตั้งแต่เริ่ม โดยมีทั้งเครื่องมือ และมาตรฐานทั้งทางเทคนิคและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในระดับโลก เพื่อทำให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้อง จากนี้ไประบบคลาวด์จะทำงานควบคู่กับหน่วยงานรัฐ ตั้งแต่การวางแผนการตรวจสอบการเขียนโปรแกรมและตรวจสอบตัวระบบ ก่อนที่จะนำไฟล์เข้ามาในระบบ ซึ่งระยะเวลาการตรวจสอบจะขึ้นอยู่กับขนาดของไฟล์ที่จะนำมาไว้บนคลาวด์ ทั้งนี้ ตั้งเป้าพนักงาน สรอ.จะสอบผ่านอีก 5 คนในปีนี้ น.ส.นันทวัน กล่าว.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สรอ.พร้อมสแกนความปลอดภัยการใช้คลาวด์