นายสันติ หอกิตติกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดให้บริการสินเชื่อรถเกี่ยวนวดข้าวมือสอง หลังจากลงนามบันทึกข้อตกลงการทำธุรกิจกับบริษัทในนามีข้าว จำกัด ผู้ผลิตรถเกี่ยวนวดข้าวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นรายแรกของตลาด ที่ให้บริการในรูปแบบดังกล่าวเนื่องจากประเมินว่าสินเชื่อรถใหม่ทางการเกษตรปีนี้ คาดว่าจะปรับตัวลดลง 10-20 % เพราะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และสภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ทำให้เกษตรกรชะลอการตัดสินใจซื้อเครื่องจักรใหม่พอสมควร ทั้งนี้ คาดว่าจะบริการใหมม่ดังกล่าวนี้ จะส่งผลให้รายได้ของบริษัทเติบโตขึ้น 15-20% เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้“ปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมรถนวดเกี่ยวข้าวมือสอง อยู่ที่ 200-300 ล้านบาท ซึ่งบริษัทประเมินว่าเป็นโอกาสในการเข้าให้บริการธุรกิจสินเชื่อในกลุ่มดังกล่าว และช่วยเหลือลูกค้าในกลุ่มที่ไม่มีกำลังซื้อรถเกียวข้าวคันใหม่ ให้มีเครื่องมือทางการเกษตรในการประกอบอาชีพ แต่มีขอบเขตเรื่องประเภทของรถ และต้องมีอายุไม่เกิน 5 ปี รวมทั้งยังเจรจาให้บริการสินเชื่อรถมือสอง กับบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายรถแทร็กเตอร์อีก 2-3 ราย คาดว่าจะลงนามได้ช่วงต้นไตรมาส 4 ปีนี้”สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ช่วงไตรมาสแรกอยู่ที่ 7% ไตรมาส 2 เพิ่มเป็น 11%เนื่องจากเป็นช่วงที่ลูกค้ายังไม่มีงานเกี่ยวข้าว และเป็นช่วงรอยต่อของฤดูฝน ซึ่งเป็นปกติของธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตาม มองว่าสิ้นปีนี้ บริษัทจะรักษาสัดส่วนหนี้เอ็นพีแอลไว้ที่ 6-7% โดยมั่นใจว่าพอร์ตสินเชื่อจะขยายตัวได้ดีในครึ่งปีหลังนี้ และช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. นี้ เป็นฤดูข้าวนาปี ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของบริษัท คาดว่าจะส่งผลให้เอ็นพีแอลลดลงเหมือนทุกปีที่ผ่านมา
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บุกสินเชื่อรถเกี่ยวนวดข้าวมือสอง
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

บุกสินเชื่อรถเกี่ยวนวดข้าวมือสอง
-

อสังหาฯโค้งสุดท้ายคีกคัก
นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยว่า แนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ คาดว่าจะดีขึ้นอย่างแน่นอน โดยสะท้อนได้จากผลจากการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 จาก 43.7 ขึ้นมาเป็น 56-57 ในไตรมาส 2 และเดือนมิ.ย. – ก.ค.ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีการเปิดโครงการมากขึ้น โดยในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา มีโครงการบ้านจัดสรรเปิดใหม่ 26,000-27,000หน่วย ส่วนคอนโดมิเนี่ยมนั้น คาดว่าปีนี้จะมีเปิดตัวใหม่ 35,000 หน่วย ลดลงมากเมื่อเทียบกับปีที่แล้วอย่างไรก็ตาม มองว่าการที่ปีนี้มีคอนโดฯ เปิดโครงการไม่มาก ถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีคอนโดฯ เปิดตัวเป็นจำนวนมาก ขณะที่การจัดงานมหกรรมบ้านเมื่อเดือนที่ผ่านมา พบว่ายอดจองบ้าน และสินเชื่อได้รับความสนใจอย่างมาก อีกทั้งงานมหกรรมบ้านและคอนโดฯ ที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนต.ค.นี้บูธงานแสดงได้ถูกจองเต็มหมดแล้ว ดังนั้นจึงน่าจะรับประกันได้ว่าความเชื่อมั่น ในภาคอสังหาริมทรัพย์กลับมาแล้ว ส่วนมาตรการช่วยเหลือจากทางภาครัฐนั้น ภาคเอกชนต้องการให้เป็นตามกลไกตลาดมากกว่า เนื่องจากมาตรการของภาครัฐ จะเป็นปัจจัยชะลอการซื้อของประชาชนส่วนรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นั้น น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เนื่องจากบุคคลเป็นผู้มีความรู้ อาทิ นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ซึ่งเป็นข้าราชการเก่า อีกทั้งนโยบายการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ สอดรับกับการพัฒนาประเทศ การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ทั้งรถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าสีต่าง ๆ ที่เชื่อมการเดินทาง ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างมากอยู่แล้วในตัว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อสังหาฯโค้งสุดท้ายคีกคัก -

พาณิชย์เร่งพัฒนาโอทอปเป็นของขวัญที่ระลึก
นางสาวพิรมล เจริญเผ่า รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการอบรมสัมมนาโครงการ “พัฒนามูลค่าสินค้าโอทอป” ว่า ขณะนี้สินค้าโอทอปไทย เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศอย่างมาก แต่ส่วนใหญ่ยังไม่มีรูปแบบที่โดนเด่น หรือยังขาดเอกลักษณ์เฉพาะ และไม่ตรงตามความต้องการของผู้ซื้อเพราะส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดความรู้ความเข้าใจ และทักษะในการพัฒนารูปแบบสินค้าที่ถูกต้อง ดังนั้นผู้ผลิตต้องเร่งพัฒนาคุณภาพ และรูปแบบสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้ซื้อเฉพาะกลุ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าของขวัญ ของที่ระลึกที่มีช่องว่าง และศักยภาพทางการตลาดสูงทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์จึงเล็งเห็นถึงข้อจำกัด และโอกาสดังกล่าว จึงจัดทำโครงการพัฒนามูลค่าสินค้าโอทอป ร่วมสร้างสังคมแห่งการให้ ด้วยผลิตภัณฑ์โอทอป โดยจัดจ้างศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นที่ปรึกษาพัฒนาสินค้าในสายกิจกรรมหลัก คือ 1 การศึกษาวิเคราะห์ความต้องการของตลาดเพื่อนำมาจัดทำหลักสูตรพัฒนามูลค่าสินค้าโอทอป ด้วยการจัดอบรมพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ให้มีความรู้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ รวม 310 รายการ ครอบคลุมพื้นที่4 ภาคของประเทศ2. การคัดเลือกผู้ประกอบการที่ผ่านการพัฒนาหลักสูตรที่1 และมีศักยภาพจำนวน 50 รายเพื่อเข้าร่วมบ่มเพาะ ด้านการออกเเบบ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในเชิงลึก 3. ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลผู้ประกอบการ และผลิตภัณฑ์เพื่อให้คำปรึกษาเเนะนำ และร่วมออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ของผู้ประกอบการซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบที่เหมาะสมเป็นของขวัญที่ระลึกอย่างน้อย 100 รายการอย่างไรก็ตาม ในแง่ของการสร้างมูลค่าของสินค้าโอทอปโดยในปี 56 มีมูลค่าเกินกว่า 8.6 หมื่นล้านบาท และส่งออกกว่า 1 หมื่นล้านบาท ต่อปีเชื่อว่าในปีนี้ สินค้าโอทอปไทย น่าจะสามารถสร้างมูลค่าเกินกว่า 9 หมื่นล้านบาท และมียอดการส่งออกถึง 1.5 หมื่นล้านบาทแต่สิ่งที่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือทุกฝ่ายที่จะต้องมีความตั้งใจในการปรับปรุง และพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์เร่งพัฒนาโอทอปเป็นของขวัญที่ระลึก