หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 26 สิงหาคม 2557 ปิดตลาดภาคเช้าบวก 0.83 จุด

    ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 26 สิงหาคม 2557 ปิดตลาดภาคเช้าบวก 0.83 จุด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (26ส.ค.) ดัชนีเคลื่อนไหวผันผวน สลับบวกลบ ตลอดภาคเช้า โดยมีแรงขายทำกำไรเป็นระยะ ๆ หลังจากดัชนีปรับตัวสูงขึ้น 5 วันต่อเนื่อง แต่ยังได้รับอานิสงส์จากปัจจัยภายนอกด้านเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปเติบโตได้ไม่ต่อเนื่อง รวมทั้งความเชื่อมั่นในประเทศที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้าที่1,563.96 จุด เพิ่มขึ้น0.83 จุด หรือ0.05%ด้วยมูลค่าการซื้อขาย23,765.60 ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 26 สิงหาคม 2557 ปิดตลาดภาคเช้าบวก 0.83 จุด

  • ราคาทองคำ 26 ส.ค.57 ปรับครั้งที่ 2 ขึ้น50 บาท

    ราคาทองคำ 26 ส.ค.57 ปรับครั้งที่ 2 ขึ้น50 บาท

    วันที่ 26 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.15น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 2 โดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ19,800 บาท รับซื้อ 19,025.80บาท ทองแท่งขาย 19,400 บาท รับซื้อ 19,300 บาทราคาทองคำและครั้งที่ปรับราคาทองคำปรับครั้งที่ 2ขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ19,800 บาท รับซื้อ 19,025.80บาท ทองแท่งขาย 19,400 บาท รับซื้อ 19,300 บาท เวลา 10.15น.ราคาทองคำปรับครั้งที่ 1ลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ19,750 บาท รับซื้อ 18,965.16 บาท ทองแท่งขาย 19,350 บาท รับซื้อ 19,250 บาท เวลา 09.31น.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทองคำ 26 ส.ค.57 ปรับครั้งที่ 2 ขึ้น50 บาท

  • มรสุมรุมกระหน่ำท่องเที่ยว ดับฝันเพิ่มรายได้ช่วยศก.

    มรสุมรุมกระหน่ำท่องเที่ยว ดับฝันเพิ่มรายได้ช่วยศก.

    อีกไม่ถึง 2 เดือน… เมืองไทยจะก้าวเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซั่น ซึ่งเป็นฤดูกาลที่บรรดาภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง และภาครัฐเองต่างเฝ้ารอ เพราะคาดหวังว่าเป็นช่วงที่มีเงินตราต่างประเทศจากนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ต้องหยุดชะงักไปจากเหตุปัจจัยการเมืองในประเทศ  แต่ความคาดหวังที่ว่า…อาจไม่ง่ายนัก… ที่จะได้ดั่งใจหวังไว้ เพราะในเวลานี้ “เค้าลาง” สารพันปัญหาด้านการท่องเที่ยวกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากปัจจัยลบในประเทศ และปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎเหล็กอย่าง “กฎอัยการศึก” ที่ ณ วันนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช.ได้ชี้แจงว่ายังเป็นเรื่องจำเป็นต่อการทำงาน ที่สำคัญไม่ได้มีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน รวมถึงมั่นใจว่าชาวต่างชาติส่วนใหญ่ก็เข้าใจอยู่แล้ว ในมุมมองของ คสช. เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยวมากนัก แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ทุกวันนี้ยังมีรัฐบาลต่างประเทศอีก 60 ประเทศ ที่ยังไม่ได้ยกเลิกการออกประกาศเตือนพลเมืองของตัวเองในการเดินทางท่องเที่ยวเมืองไทยเลย และมีเพียงส่วนน้อยเพียง 7 ประเทศเท่านั้น ที่ได้ยกเลิกประกาศเตือน สอดคล้องกับตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าไทย ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ค. ที่ผ่านมา ยังคงติดลบถึง 10.47% โดยมีเพียง 13.62 ล้านคน  จริงอยู่แม้ว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา การทำงานของ คสช. จะได้ใจคนไทยไปในหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นชาวนา บรรดาผู้ใช้รถโดยสาร ทั้งรถแท็กซี่ รถตู้ รถจักรยานยนต์ ลูกหนี้นอกระบบ บรรดาข้าราชการชั้นผู้น้อย หรือแม้แต่การแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น เรื่องของมาเฟียตามสถานที่ท่องเที่ยวในทุกรูปแบบ หรือการกวาดล้างชายหายที่บดบังทัศนียภาพของแหล่งท่องเที่ยว รวมไปถึงการดึงดูดการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวไทยอีกครั้ง ด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าให้นักท่องเที่ยวจีนและไต้หวัน เป็นเวลา 3 เดือนในช่วงไฮซีซั่นนี้ หลังจากที่นักท่องเที่ยวจีนหดหายไปมาก ตลอดจนการอนุมัติงบประมาณให้อีก 200 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งกองทุนในการรับประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยว โดยให้วงเงินคุ้มครองสูงสุดถึง 1 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นแคมเปญเด็ดที่จะดึงดูดและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น แต่การที่ประเทศไทยยังอยู่ในภาวะที่ไม่เป็นสากล ทำให้นักท่องเที่ยวจากหลายประเทศกลับยังไม่ยอมรับ แม้จะเข้าใจถึงสภาพการณ์ของปัญหาที่เกิดขึ้นก็ตาม จึงส่งผลให้ไทยอาจต้องพลาดโอกาสสำคัญ และทำให้แผนการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวอาจไม่เป็นอย่างใจหวังไว้..    เพราะไม่เพียงแค่ปัจจัยภายในประเทศเท่านั้น ปัจจัยลบภายนอก อย่างเรื่องของนักท่องเที่ยวรัสเซีย ที่เป็นตลาดหลักอันดับ 2 รองจากประเทศจีน ที่ได้รับผลกระทบการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากทางชาติตะวันตก ทำให้เศรษฐกิจในประเทศถดถอยเป็นอย่างมาก นักท่องเที่ยวจากที่เคยท่องเที่ยวข้ามทวีป ต้องชะลอการเดินทางทันที หรือ แม้จะต้องการเที่ยว แต่บริษัททัวร์บางบริษัท ที่แบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านต่าง ๆ ไม่ไหว ได้ทยอยปิดกิจการลง และบางแห่งถึงขั้นลอยแพ นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ต่างประเทศ เพราะต้นทุนสำหรับรับผู้โดย สารลำเลียงกลับมาไม่คุ้มค่า   ขณะที่ความคาดหวังการพึ่งพิงตลาดนักท่องเที่ยวยุโรป ซึ่งเป็นตลาดศักยภาพที่ใช้จ่ายสูงก็เริ่มยากขึ้นเพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังไม่คลายกังวลในเรื่องความปลอดภัยอยู่ ชาวยุโรปจึงหนีหาย และตัดสินใจเดินทางไปเที่ยวประเทศอื่นแทนโดยเฉพาะ “เพื่อนบ้านอาเซียน” ทั้งเวียดนาม เมียน มาร์ ที่แม้สาธารณูปโภคพื้นฐานอาจไม่พร้อมเท่าไทย แต่ด้วยความสดใหม่ ความปลอดภัยในแง่การเมือง ถือว่าได้เปรียบ กว่ามาก ดังนั้น… นักท่องเที่ยวที่เคยเลือกอยู่เมืองไทยเป็นเวลานานถึง 15 วัน ก็เลือกที่จะเดินทางไปเที่ยวเวียดนามมากขึ้น โดยลดจำนวนวันที่จะอยู่เมืองไทยลง นั่นหมายความว่า รายได้จากการท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศก็ย่อมน้อยลงไปด้วย ด้วยปัจจัยลบและกระแสต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามา ถือว่าเป็นช่วงเวลาไฮซีซั่นที่น่าหวั่นใจอย่างยิ่ง และต้องลุ้นกันว่า ปีนี้ภาคท่องเที่ยวไทยจะออก “หัวหรือก้อย” เพราะต้องยอมรับว่า การคาดหวังให้จำนวนนักท่องเที่ยวพุ่งทะยานได้เท่าปีที่แล้วหรือมากกว่าปีที่แล้ว ก็คงหวังได้จากในช่วงไฮซีซั่นที่กำลังจะมาถึงนี้เท่านั้น! หากยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวหรือฉกฉวยโอกาสนี้กลับมาได้อีก อาจทำให้เป้าหมายรายได้ที่ทุกฝ่ายลดลงมาแล้วเหลือเพียง 1.9 ล้านล้านบาท ไปไม่ถึงฝั่งฝันก็เป็นได้  แม้ช่วงเวลานี้…คนไทยทุกคนกำลังรอคอยหน้าตาของรัฐบาลชุดใหม่อยู่ก็ตาม แต่เรื่องของนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นเรื่องที่อ่อนไหวและเกี่ยวข้องกับเหตุปัจจัยหลายด้าน ดังนั้นจึงต้องจับตาดูและวัดฝีมือรัฐบาลชุดใหม่ว่า จะเรียกนักท่องเที่ยวกลับคืนมาได้มากน้อยหรือไม่!!.  เอวิกานต์ บัวคง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : มรสุมรุมกระหน่ำท่องเที่ยว ดับฝันเพิ่มรายได้ช่วยศก.