นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความเหมาะสมที่สุดที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเอกชนหวังว่า หลังจากมีรัฐบาลใหม่แล้วจะมีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณต่างๆ ที่ค้างอยู่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะแรงซื้อในช่วงไตรมาสสุดท้ายและเตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ การแก้ไขกฎหมายและอุปสรรคการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี) ให้เป็นรูปธรรม , การเร่งเจรจาเขตการค้าเสรี ไทย-อียูเนื่องจากไทยถูกตัดสิทธิพิเศษอัตราภาษีศุลกากร (จีเอสพี)รวมถึงมาตรการส่งเสริมการใช้สินค้าไทย ( เมด อินไทยแลนด์)สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)ปีนี้ คาดว่า ขยายตัว 2% ขณะที่การส่งออกขยายตัว 2.5 % ส่วนจีดีพีปีหน้าคาดว่า ขยายตัว 4.5– 5% เนื่องจากฐานปีนี้อยู่ในระดับต่ำรวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆและการมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นซึ่งต้องติดตามนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่เป็นอย่างไรจะสามารถกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคของประชาชนได้หรือไม่ ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมไทย(ทีไอเอสไอ) เดือนก.ค. อยู่ที่ 89.7 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 8 เดือน นับตั้งเดือนธ.ค. 56 อยู่ที่ 88.3 เนื่องจากผู้ประกอบการเริ่มมั่นใจภาวะเศรษฐกิจที่จะขยายตัวดีขึ้นหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ และเชื่อว่าจะทำให้ยอดขายปรับตัวดีขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการภาคเอสเอ็มอี มีผลประอบการดีขึ้นชัดเจนขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่น ฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 103.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนมิ.ย. อยู่ที่ 101.9 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการแยกเป็นรายภาคพบว่า ปรับตัวดีขึ้นทุกภาค ยกเว้นภาคใต้เพราะราคาสินค้าเกษตรปรับลดลง โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน และยางพาราทำให้ผู้ประกอบการมองว่าจะกระทบต่อรายได้ของตน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สอท.หนุนบิ๊กตู่นั่งนายกฯ
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

สอท.หนุนบิ๊กตู่นั่งนายกฯ
-

“ศุภชัย”แนะพัฒนานโยบายเศรษฐกิจ 4 ด้าน
นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก(ดับบลิวทีโอ)และเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด)กล่าวปาฐกถาเรื่อง “ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจยุคใหม่สู่การค้าที่ยั่งยืน”ว่า ต้องการเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับ4 นโยบายเศรษฐกิจหลักในการสร้างเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืนประกอบด้วยการพัฒนาแรงงาน,การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค,การพัฒนากฎระเบียบต่างๆและการสร้างความโปร่งใส และการเร่งผลักดันการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของไทยกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)และความร่วมมืออาเซียน + 6“แนวทางในการพัฒนาแรงงานนั้นยอมรับว่าแรงงานไทยยังมีมาตรฐานที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียซึ่งรัฐบาลควรให้ความสำคัญเรื่องแรงงานฝีมือให้มากขึ้นพร้อมทั้งกำหนดรายได้หรือเงินเดือนของแรงงานที่จบการศึกษาทางวิชาชีพให้เท่ากับผู้ที่จบปริญญาตรีจากอุดมศึกษาเพื่อรองรับความต้องการของภาคธุรกิจ ส่วนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนั้นนอกจากให้ความสำคัญการลงทุนในโครงการต่างๆที่มีอยู่ก็ต้องแก้ไขปัญหาเรื่องด่านตามชายแดนที่ยังมีอุปสรรค์ต่างๆสำหรับการค้า”นายศุภชัยกล่าวว่า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยจะพึ่งพากับเศรษฐกิจโลกมากเกินไปจนส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยในแต่ละปีและที่สำคัญแนวโน้มเศรษฐกิจประเทศหลักๆของโลกที่ไทยส่งออกก็ขยายตัวต่ำหรือลดลงต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นกลุ่มยุโรป สหรัฐ และ ญี่ปุ่น ดังนั้นนอกจากจะพัฒนาปัจจัยต่างๆในประเทศแล้วไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจประเทศที่กำลังพัฒนามากขึ้นโดยการส่งเสริมให้เกิดการค้าและการลงทุนในต่างประเทศพร้อมๆกันทั้งนี้หากมีผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในต่างประเทศมากๆก็จะยิ่งผลักดันให้การส่งออกไทยเกิดความยั่งยืนมากขึ้นระหว่างไทยกับต่างประเทศขณะเดียวกันก็ควรส่งเสริมให้นักธุรกิจไทยไปเทคโอเวอร์กิจการสำคัญๆที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมไทยเช่น กลุ่มอาหาร พลังงาน เหล็ก ยานยนต์และชิ้น รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ เป็นต้นโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยุโรปหลายประเทศที่กิจการเหล่านี้ต้องการที่จะขายและที่สำคัญมีมูลค่าไม่สูงนักเนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มจะชะลอตัวอย่างหนักอีกรอบ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ศุภชัย”แนะพัฒนานโยบายเศรษฐกิจ 4 ด้าน -

ปตท.ยันแยกท่อฯคืนคลังแล้ว
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. เปิดเผยว่าท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ที่บมจ.ปตท. จะแยกเป็นบริษัทใหม่ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เมื่อวันที่ 15 ส.ค.นั้น จะเป็นทรัพย์สินเฉพาะในส่วนที่ บมจ.ปตท.เป็นเจ้าของเท่านั้นส่วนทรัพย์สินที่เป็นของกระทรวงการคลังซึ่งถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และ ปตท.ได้แบ่งแยกคืนให้กับกระทรวงการคลังตามคำพิพากษาบริษัทท่อใหม่จะต้องไปทำสัญญาใช้ทรัพย์สินดังกล่าว โดยจ่ายค่าตอบแทนให้กรมธนารักษ์กระทรวงการคลังต่อไปอย่างไรก็ตามที่ผ่านมาการศาลปกครองสูงสุดได้มีคำวินิจฉัยกำหนดหลักเกณฑ์ให้บมจ.ปตท. ต้องคืนทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจาก การใช้อำนาจมหาชนของรัฐ เวนคืนสิทธิเหนือที่ดินของเอกชน และการใช้เงินลงทุนของรัฐ สมัยเป็นการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยโดยทรัพย์สินส่วนนี้ ปตท.ได้ดำเนินการโอนคืนให้ภาครัฐตั้งแต่ปี51 โดยไม่รวมถึงท่อในทะเลซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีบันทึกยืนยันว่า ปตท. คืนทรัพย์สินตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้วซึ่งส่วนทรัพย์สินที่ส่งมอบให้กรมธนารักษ์นั้น ปตท. ได้ทำสัญญาให้ใช้ฯโดยได้จ่ายค่าตอบแทนให้แก่กรมธนารักษ์ต่อเนื่อง“การโอนทรัพย์สินไปยังบริษัทท่อส่งก๊าซใหม่จะเป็นการโอนทรัพย์สินในส่วนที่ ปตท. เป็นเจ้าของในปัจจุบันแต่ทรัพย์สินในส่วนที่รัฐเป็นเจ้าของกระทรวงการคลังก็ยังคงสิทธิในความเป็นเจ้าของเช่นเดิม ซึ่งบริษัทที่ตั้งใหม่ต้องทำสัญญาให้ใช้ฯกับรัฐเช่นกัน ซึ่งการแยกท่อก๊าซ ฯ เป็นการสร้างธุรกิจเสรีอย่างแท้จริงลดความกังวลเรื่องการผูกขาดซึ่งการแยกบริษัทท่อฯออกมาจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ทุกคนสามารถใช้บริการขนส่งก๊าซทางท่อได้อย่างเท่าเทียมกันภายใต้การกำกับดูแลจากองค์กรกำกับกิจการของรัฐในอัตราค่าใช้บริการที่เหมาะสมเป็นธรรม”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปตท.ยันแยกท่อฯคืนคลังแล้ว