นางเกษรา ธัญลักษณ์ กรรมการ บริษัทเสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ช่วงครึ่งปีหลังนี้ เชื่อว่าจะเติบโตได้ดีกว่าช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา จากปัจจัยบวกที่นักลงทุนเริ่มมีความเชื่อมั่นในสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงความชัดเจนนโยบายภาครัฐ ที่ทำให้ตลาดมีการแข่งขันสูงขึ้น โดยเฉพาะทำเลในการเปิดตัวโครงการต่าง ๆ แต่ทั้งนี้ยังมีปัจจัยลบที่ต้องติดตาม และน่าเป็นห่วงคือปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่ปัจจุบันยังมีอัตราสูง ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการขอกู้สินเชื่อบ้าน และกำลังซื้อของผู้บริโภค"หลังจากการเมืองสงบ เชื่อว่าช่วงที่เหลือของปีนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวมากขึ้น ขณะที่ภาคอสังหาฯ ก็มีทิศทางเติบโตด้วยเช่นกัน เห็นได้จากผู้ประกอบการเริ่มทยอยเปิดตัวโครงการเพิ่มขึ้น เป็นผลจากการที่ภาครัฐออกนโยบาย โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น และกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตมากขึ้นด้วย”ทั้งนี้ในส่วนของบริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวโครงการใหม่ 5 โครงการรวมมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น แนวสูง 2 โครงการแนวราบ 2 โครงการและ สนามกอล์ฟ 1 โครงการล่าสุดบริษัทเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมเดอะนิช ไอดี บางแค มูลค่า 690 ล้านบาท เป็นอาคารสูง 8ชั้น2 อาคารใกล้สถานีรถไฟฟ้าบางแค ราคาเริ่มต้น 1.29 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างปลายปีนี้ และแล้วเสร็จปี 59 โดยจะเปิดจองวันที่ 30-31 ส.ค.นี้คาดว่าจะมียอดขาย 20%นอกจากนี้ บริษัทเตรียมขออนุมัติที่ประชุมผู้ถือหุ้นซื้อที่ดิน 2 แปลงจากบริษัท ทุนเจริญ จำกัดได้แก่ ที่ดินย่านพระราม 2พื้นที่ 4-5 ไร่เพื่อพัฒนาเป็นคอนโดฯ เดอะนิชไอดี สูง 8 ชั้น 4 อาคาร 400 ยูนิต มูลค่ารวม 600-700 ล้านบาท หากได้รับการอนุมัติก็จะเปิดตัวได้ในเดือนพ.ย.หรือธ.ค.นี้ และที่ดินบริเวณรามอินทรากม. 9 พื้นที่ 80 ไร่ จะพัฒนาเป็นบ้านแฝด 2เฟส 400 ยูนิตมูลค่า 1,000 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดการขายได้ไตรมาส 3 ปี 58“ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา บริษัทมียอดขาย 1,200 ล้านบาท มีรายได้รวม 1,003.70 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 23% และมั่นใจว่าภายในสิ้นปีนี้ จะทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 3,000 ล้านบาทมีรายได้ 2,500 ล้านบาท โดยปัจจุบันมียอดขายรอรับรู้รายได้ 2,000 ล้านบาท ซึ่งปีนี้จะรับรู้รายได้ 1,400-1,500 ล้านบาท”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนเร่งผุดโครงการที่อยู่อาศัย
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

เอกชนเร่งผุดโครงการที่อยู่อาศัย
-

จี้เร่งแก้กฎหมายไกด์-ทัวร์
นายชินาวุธ ชินะประยูร ผู้อำนวยการบริษัทนวทรรศน์ ฮอสพิทัลลิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ต้องการให้กรมการท่องเที่ยวปรับแก้ไข พ.ร.บ.มัคคุเทศก์ เพื่อรองรับสถานการณ์การท่องเที่ยวในปัจจุบัน ที่มีชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศไทย (เอ็กซ์แพท) เข้ามาทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยวมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ช่องทางการขายแบบออนไลน์ต่างๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันกับผู้ประกอบการไทย และทำให้ประเทศไทยไม่ได้รับรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างแท้จริงทั้งนี้รูปแบบที่เห็นได้ชัดเจน คือ การเปิดขายแพ็กเกจทัวร์ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้สัมผัสกับการท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรมอย่าง เช่น การเรียนทำอาหารไทย นวดแผนไทย ซึ่งกระแสการท่องเที่ยวในลักษณะนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มนัก ท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะจากฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งกลุ่มดังกล่าวจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพและมีค่าใช้จ่ายสูง จึงเป็นเป้าหมายให้กลุ่มชาวเอ็กแพทเข้ามาหากินได้ง่ายขึ้น“ต้องยอมรับว่าปัจจุบันนักท่องเที่ยวให้ความสนใจกับการ ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ๆ ในแบบที่ใกล้ชิดกับต้นตำรับมากที่สุด ดังนั้นการเข้ามาเจาะตลาดการท่องเที่ยวในกลุ่มนี้ จึงเป็นโอกาสดีที่สุด ในช่วงที่คู่แข่งขันยังมีไม่มาก เพียง 7-8 ราย แต่หากยังไม่ปรับแก้พ.ร.บ.ให้เปิดกว้าง และยืดหยุ่นในบางเรื่องได้ เช่น เรื่องระเบียบมัคคุเทศก์ ก็จะทำให้ผู้ประกอบการชาวไทยใช้เวลาในการเริ่มทำธุรกิจนานขึ้น เช่นการ อบรมไกด์ที่ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ขณะที่หากเป็นกลุ่มเอ็กแพทจะไม่เน้นการใช้ไกด์ที่ถูกต้อง”ว่าที่ร้อยตรีอานุภาพ เกษรสุวรรณ์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า ขณะนี้กรมฯได้บูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อ สาร(ไอซีที) ในการตรวจตราหาผู้ประกอบการที่ทำทัวร์ผิดกฎหมาย และเปิดการจองผ่านอินเทอร์เน็ต แต่ยอมรับว่าการจับกุมเป็นไปได้ยาก เพราะเว็บไซต์ในลักษณะนี้จะผุดขึ้นเร็วมาก แต่อย่างไรก็ตามก็ได้ทำการประสานงานกับตำรวจท่องเที่ยวในการเร่งปราบปรามผู้ กระทำความผิดด้วยเช่นกันส่วนประเด็นเรื่องไกด์เถื่อนที่เข้ามารับทำอาชีพเสริมใน ช่วงที่ไกด์หลักขาดแคลนนั้น เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันประเทศไทยยังขาดแคลนไกด์จำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่อง เที่ยว (ไฮซีซั่น) จึงเป็นช่องทางให้ไกด์เถื่อนเข้ามาหาอาชีพเสริมในช่วงนี้ได้ง่าย โดยต้องหารือกับสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมกับหาทางออกในการแก้ปัญหาไกด์เถื่อนต่อไปล่าสุด กรมได้มีหนังสือถึงสมาคมท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สมาคมกำชับสมาชิกให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวว่าจ้างไกด์ซึ่งไม่มีใบอนุญาต หรือกรณีมีก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน500,000 บาท นอกจากนี้ กรมยังเสนอเรื่องนี้ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาเร่งรัดแก้ไขปัญหาและปราบปรามผู้กระทำความผิดอย่าง ให้ทันสมัยและสามารถบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จี้เร่งแก้กฎหมายไกด์-ทัวร์ -

ลดภาษีอีโคคาร์ระยะที่ 2เหลือ 14%
นายยงยุทธ มัยลาภ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคสช.เพื่อขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องลดอัตราภาษีสรรพสามิต สำหรับโครงการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล หรืออีโคคาร์ ระยะที่ 2 จำนวน 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อให้มีฐานการผลิตในไทยซึ่งจะเป็นการประหยัดพลังงาน และช่วยส่งเสริมภาคเกษตร เนื่องมาจากมีการกำหนดให้รถชนิดนี้ใช้พลังงานเอทานอล 85 หรืออี 85 และบี 10สำหรับรถยนต์อีโค คาร์ ในโครงการระยะที่ 2 นี้มีกำหนดเปลี่ยนแปลงจากระยะที่ 1 คือ เป็นรถยนต์ประเภทเครื่องยนต์เบนซิน ไม่เกิน 1,300 ซีซี และเครื่องยนต์ดีเซลไม่เกิน 1500 ซีซี พร้อมกำหนกให้ใช้น้ำมันอี 85 และบี 10 แตกต่างจากโครงการระยะที่ 1 ที่กำหนดเครื่องยนต์ดีเซลไม่เกิน 1400 ซีซี นอกจากนั้น ในระยะที่ 2กำหนดอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกิน 4.3 ลิตรต่อ 100 กม. ต่างจากระยะที่ 1 ที่กำหนดไม่เกิน 5 ลิตร ต่อกม. และในโครงการระยะที่ 2 ยังมีรายละเอียด กำหนดมาตรฐานมลพิษ เป็น ยูโร 5 มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ 100 กรัม/กม.จากที่ระยะที่ 1 กำหนดมาตรฐานมลพิษ ยูโร 4 มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ 120 กรัม/กม.อย่างไรก็ตาม ทั้งในประกาศฉบับปัจจุบัน และประกาศฉบับใหม่ จะคิดอัตราภาษีที่ 17% จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.58 หลังจากนั้นวันที่ 1 ม.ค. 59 เป็นต้นไป ทั้งประกาศฉบับปัจจุบัน ซึ่งเป็นโครงการระยะที่ 1 และประกาศฉบับใหม่ ซึ่งเป็นโครงการระยะที่ 2 จะลดอัตราภาษีลง โดยรถยนต์เครื่องเบนซินและดีเซลจะคิดอัตราภาษี 14% และเฉพาะที่ใช้เชื้อเพลิงประเภท อี 85 และบี 10 จะคิดอัตราภาษี 12%ทั้งนี้ ในปัจจุบันพบว่าในปีงบประมาณ 56 มีปริมาณการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน 158,434 คัน ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เบนซินทั้งหมด เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และสนับสนุนนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน จึงเห็นควรให้รถยนต์ประหยัดพลังงาน ระยะที่ 2 มีเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงจากโครงการระยะที่ 1 โดยเฉพาะการขยายกระบอกสูบเครื่องยนต์ดีเซลเป็น 1500 ซีซี และถ้าใช้เครื่องยนต์ดีเซล บี 10 จะได้รับอัตราภาษี 12% ตามที่มีประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลดภาษีอีโคคาร์ระยะที่ 2เหลือ 14%