นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ได้รับมอบนโยบายจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้พิจารณาแนวทางการสนับสนุนโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลจากการเผาขยะ เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดปัญหาขยะล้นเมือง เพราะปัจจุบันปริมาณขยะที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมีมากถึง23ล้านตันต่อปี และมีขยะเพียง1ใน3เท่านั้นที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ ส่วนที่เหลือนอกจากจะไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ยังสร้างภาระให้กับประเทศ และภาระงบประมาณที่ต้องสูญเสียไปจากการกำจัดที่ไม่ถูกวิธีทั้งนี้หัวหน้าคสช. เห็นว่า ในต่างประเทศการกำจัดขยะนั้น มีวิธีการคิดที่หลากหลาย และมีประโยชน์ต่อการกำจัดที่ได้ประโยชน์คืนกลับมาหลายเท่า โดยนอกเหนือจากการนำมาผลิตเป็นพลังงานแล้ว ยังเกิดอุตสาหกรรมขึ้นใหม่อีก2ประเภท คือ อุตสาหกรรมการคัดแยกขยะ โดยเฉพาะขยะที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ และอุตสาหกรรมรีไซเคิลแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งเชื่อว่า จะมีนักลงทุนรายรายสนใจเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้หลายราย เพราะเทคโนโลยีที่ใช้ก็ไม่ได้สูงมาก“หัวหน้าคสช.ได้ให้ความสนใจกับความมั่นคงในเรื่องพลังงานเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องของขยะที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก สามารถนำมารีไซเคิลได้ หรือนำมาเปลี่ยนเป็นพลังงานก็เป็นโอกาสที่ช่วยลดปริมาณขยะในประเทศให้ลดลงได้ และถือเป็นจุดเน้นจุดหนึ่งที่สำคัญของสศช.ต้องทำแผนมาเสนออีกครั้ง เบื้องต้นแนวทาวคิดการผลิตไฟฟ้าจากขยะได้เริ่มทดลองในพื้นที่ทหารเป็นการนำร่องแล้ว และต่อไปคงต้องมาดูว่าจะขยายผลออกมาเป็นอย่างไรบ้าง”อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ที่มีพล.อ.อุดมเดช สีตบุตรรองผู้บัญชาการทหารบกในฐานะเลขาธิการคสช. เป็นประธาน เมื่อเร็วๆ นี้ ก็ได้เห็นชอบให้ดำเนินโครงการต้นแบบการบริหารจัดการโรงไฟฟ้า พลังงาน ก๊าซชีวภาพจากหลุมฝังกลบขยะขนาดเล็ก โดยให้กระจายในส่วนราชการ โดยเฉพาะหน่วยทหาร เพราะมีความพร้อม เช่น หน่วยทหารใน จังหวัดลพบุรี และ จังหวัดสระบุรี
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศช.หนุนสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

สศช.หนุนสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล
-

พาณิชย์นำนักธุรกิจลุยตลาดเมียนมาร์
นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าเปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กรมฯ ได้จัดคณะผู้แทนการค้าการลงทุนไทยในกลุ่มรองเท้าและเสื้อผ้าเยือนกรุงย่างกุ้ง เมียนมาร์ โดยนำผู้ประกอบการไทย 11 บริษัท จำนวน 21 ราย เดินทางไปพบปะและเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการชาวเมียนมาร์ 48 ราย ซึ่งประสบผลสำเร็จในการเจรจาทำธุรกิจจำนวน 7 บริษัท ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่จะเกิดความร่วมมือกันในการทำธุรกิจ เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)สำหรับบริษัทที่ประสบความสำเร็จ เช่น บริษัท บางกอกรับเบอร์สหรัตน์ จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกยางส้นรองเท้า สามารถเจรจาธุรกิจร่วมกับ บริษัท บริษัทพรีเมี่ยม มาร์เก็ตติ้ง,บริษัท กัสติต้าอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกรองเท้าแฟชั่น สามารถเจรจาธุรกิจร่วมกับ บริษัทเอเชีย แอมโพเรียม,บริษัท คิวแอนด์คิวโฮลดิ้ง จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกวัสดุรองเท้า (พื้นยาง) สามารถเจรจาธุรกิจร่วมกับบริษัทไทใหญ่,บริษัท เมืองทองมหาชัย จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกรองเท้า สามารถเจรจาธุรกิจร่วมกับ บริษัท ลักกี้ ชู อินดัสตรี้,เป็นต้นนอกจากนี้ ยังได้นำคณะเข้าเยี่ยมชมโรงงานการ์เม้นท์ที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมของเอกชนบริเวณชานเมืองย่างกุ้งเป็นโรงงานที่รับจ้างตัดเย็บตามคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อิตาลี โดยวัตถุดิบส่วนใหญ่นำเข้าจากจีนและไทย ซึ่งทางเมียนมาร์แจ้งว่าเมืองหลักๆ ที่ไทยน่าเข้าไปลงทุน เช่น ย่างกุ้ง พะโค และเมาะลำไย เพราะมีแรงงานเพียงพอและค่าแรงต่ำ และยังสามารถใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ในการส่งออกไปประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหภาพยุโรป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์นำนักธุรกิจลุยตลาดเมียนมาร์ -

เปิดทางเอสเอ็มอีนำออเดอร์ค้ำประกันสินเชื่อ
นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่าขณะนี้กรมฯอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางเพิ่มเติมในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีสามารถนำสินทรัพย์ต่างๆนอกเหนือจากที่ดินโรงงาน และเครื่องจักร มาค้ำประกันขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินเพื่อให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายเนื่องจากปัจจุบันภาคธุรกิจจำนวนมากประสบปัญหาการขาดสภาพคล่องจนมีผลต่อการดำเนินกิจการเบื้องต้นจะเน้นผลักดันให้สามารถนำสินค้าในสต็อก,นวัตกรรมรวมถึงลูกค้าหรือลูกหนี้ที่มีคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) แต่ยังค้างชำระเงินมาค้ำประกันขอสินเชื่อเป็นต้น“หากร่างพ.ร.บ. หลักประกันทางธุรกิจ มีผลบังคับใช้ทางกรมฯมีแนวคิดที่จะจัดตั้งสำนักหลักประกันทางธุรกิจเข้ามาศึกษาและหาแนวทางในการนำสิ่งต่างๆ เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อโดยเฉพาะร้านค้าปลีกและค้าส่งที่ส่วนใหญ่ไม่ได้มีที่ดินแต่มีเฉพาะห้องเช่าส่วนแนวคิดต่างๆไม่ว่าจะเป็นนำลูกค้าหรือลูกหนี้มาเป็นหลักประกันสินเชื่อนั้นคงต้องดูว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนหากทำได้ก็จะเร่งดำเนินทันทีเพราะลูกค้าที่ยังไม่ได้ชำระเงินก็ถือว่าเป็นหลักทรัพย์อย่างหนึ่งซึ่งสามารถตีราคาได้ตามมูลค่าของออเดอร์”ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 58 กรมฯจะให้ความสำคัญในการช่วยเหลือเรื่องของการบริหารจัดการเรื่องของต้นทุนของธุรกิจค้าปลีกค้าส่งรวมถึงการจัดทำบัญชีที่ถูกต้องให้ได้มาตรฐานเนื่องจากที่ผ่านมาผู้ประกอบการหลายรายมักมีปัญหาเรื่องของสินค้าในสต็อกหายหลังจากทีผ่านมาพบว่าสินค้าหายบ่อยจนต้องขาดทุนหรือแทบไม่มีกำไร เพราะหลายรายปล่อยให้ลูกจ้างเป็นผู้ดูแลตั้งหมด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดทางเอสเอ็มอีนำออเดอร์ค้ำประกันสินเชื่อ