น.ส. ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ในเดือน ก.ค. 57 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศจำนวน 5,592 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 8% และสูงที่สุดในรอบปี ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป,อสังหาริมทรัพย์,ภัตตาคาร,ร้านอาหาร, ขายส่งเครื่องจักร และ ธุรกิจจัดนำเที่ยว เป็นต้น เมื่อรวมทั้งปีคาดว่าจะมีผู้ประกอบธุรกิจมาขอยื่นจดทะเบียน 60,000 – 65,000 ราย โดยจำนวนนี้เป็นธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไปไม่ต่ำกว่า7,000 รายเพื่อรองรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่และรอประมูลงานในโครงการโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า2.4 ล้านล้านบาท “ยอดการจดทะเบียนบริษัทใหม่ในช่วง 7 เดือนของปี (ม.ค. – ก.ค. 57)อยู่ที่ 35,058 รายแม้ว่าจะลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 18% สาเหตุมาจากเรื่องความเข้มงวดจากการจดทะเบียนค้าสลากและในช่วงต้นปีมีปัญหาเรื่องของการเมืองแต่เชื่อว่าในช่วงครึ่งหลังของปีผู้ประกอบการรายใหม่ทยอยมาจดทะเบียนมากขึ้นเพื่อรอโครงการใหม่ๆของรัฐบาลเช่น โครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่ 6 เส้นทาง วงเงิน 127,472 ล้านบาท” น.ส.ผ่องพรรณ กล่าวว่าตั้งแต่มีการจัดตั้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีธุรกิจมาจดทะเบียนจัดบริษัทใหม่กว่า 1.2ล้านราย เงินทุนจดทะเบียน 14 ล้านล้านบาทแต่ปัจจุบันเหลือบริษัทที่ดำเนินกิจการทั่วประเทศจำนวน 568,276 ราย ทุนจำทะเบียน10.79 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 396,842 รายบริษัทมหาชนจำกัด1,061 ราย และห้างหุ้นส่วนจำกัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 170,373 ราย ส่วนการจดทะเบียนเลิกกิจการในเดือนก.ค. 57 จำนวน 1,477 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6% เมื่อรวม 7เดือน มีการเลิกกิจการทั้งสิ้น 7,327 ราย และทั้งปีน่าจะมีการเลิกกิจการ 15,000ราย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มก่อสร้างอาคารทั่วไป และ อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทั้ง 2กิจการนี้มีการจดทะเบียนเยอะก็ต้องเลิกกิจการจำนวนมากตามไปด้วย โดยปัจจัยหลักๆมาจากไม่มีผลประกอบการเป็นจำนวน40%เนื่องจากไม่สามารถประมูลงานได้ รองลงมาเป็นเรื่องของการขาดทุน และหุ้นส่วนทะเละกัน เป็นต้น “ในส่วนของการเลิกกิจการนั้นในปี57 จำนวน 15,000 รายถือว่าเป็นเรื่องปกติที่เปิดกิจการแล้วก็ต้องปิดสำหรับผู้ที่ไม่มีรายได้และที่สำคัญยังเป็นอัตราที่น้อยกว่าปี 56ที่มีการเลิกกิจการ 17,000 รายซึ่งปัญหามาจากการขาดทุนและสภาพคล่องการเงินไม่ดร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเอสเอ็มอีสายป่านการลงทุนจึงน้อยกว่ารายใหญ่” ทั้งนี้ที่น่าจับตาคือการจัดตั้งบริษัทรองรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะขยายมากขึ้นซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เงินทุน และการจ้างงานเชื่อว่าแนวโน้มการจัดตั้งธุรกิจจะกลับมาเป็นขาขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธุรกิจก่อสร้างแห่เปิดบริษัทใหม่
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

ธุรกิจก่อสร้างแห่เปิดบริษัทใหม่
-

ชงใช้มาตรการภาษีกระตุ้นเที่ยวไทย
นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน สทท.จะเสนอประเด็นสำคัญ คือ การพิจารณาให้คนไทยที่ท่องเที่ยวในประเทศ สามารถนำค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว มาหักเป็นค่าลดหย่อน ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้ในวงเงินไม่เกิน 20,000 บาท เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ และสร้างรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมายของปี 58 คือ มีรายได้ 800,000 ล้านบาท และ มีจำนวนการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทย 148 ล้านคนต่อครั้ง ทั้งนี้การลดหย่อนภาษีสำหรับการท่องเที่ยวนั้น จะต้องเป็นการใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างๆ ได้แก่ การเข้าพักในโรงแรมที่ถูกกฎหมาย การใช้บริการบริษัทนำเที่ยวที่จดทะเบียนถูกต้องจากกระทรวงพาณิชย์ โดย สทท.ได้ประเมินว่า หากมาตรการที่เสนอนี้ผ่าน และสามารถอนุมัติใช้ได้ทันที จะช่วยกระตุ้นการเดินทางในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ที่กำลังจะมาถึงได้ และ ควรจะต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มนักท่องเที่ยวเพื่อให้สามารถมีเวลาวางแผนท่องเที่ยวได้ด้วย “มาตรการการลดหย่อนภาษีเป็นมาตรการ ที่เคยได้รับการอนุมัติสมัยรัฐบาล นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วแต่ ได้รับการอนุมัติแค่เพียง 3 เดือน และลดได้สูงสุด 15,000 บาท ซึ่งก็ยังไม่เห็นผลตอบรับจากประชาชนอย่างชัดเจนมากนัก เนื่องจากระยะเวลาน้อยไป แต่ครั้งนี้หากได้รับการอนุมัติจาก คสช. แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะรายได้จากการท่องเที่ยวจะเพิ่มมากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ก็จะถือเป็นการ ทำให้โรงแรมผิดกฎหมายที่เป็นปัญหาใหญ่กับการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบัน หันมาจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และ เข้าสู่ระบบได้” ด้านนายธเนศ วรศรัณย์ รองประธานสทท. กล่าวว่า มาตรการลดหย่อนภาษีจะทำให้ภาครัฐอาจเสียรายได้จากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงถึง 4,000 ล้านบาทต่อปี แม้จะได้ชดเชยจาก ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) และภาษีนิติบุคคลในส่วนที่เคยอยู่นอกระบบในบางส่วน แต่ทั้งนี้ แม้จะต้องเสียภาษีจากนิติบุคคลธรรมดา แต่รัฐจะได้รับภาษีเงินได้นิติบุคคลจากผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว คือ โรงแรม และ บริษัททัวร์ ที่คนไทยไปใช้บริการ จึงทำให้เมื่อคิดคำนวนแล้ว รายได้ใกล้เคียงกับภาษีที่เสียไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงใช้มาตรการภาษีกระตุ้นเที่ยวไทย -

ลุ้นคสช.อนุมัติตรึงค่าเอฟที
นายสุนชัย คำนูนเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) งวดเดือนก.ย. – ธ.ค. ยังไม่สามารถระบุได้ว่า ค่าเอฟทีจะปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลง เนื่องจากต้องรอติดตามราคาเชื้อเพลิงย้อนหลังในช่วง 6 เดือนก่อนที่จะมีการพิจารณาปรับเอฟที โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติในตลาดโลก ที่ไทยนำเข้ามาผลิตไฟฟ้า รวมทั้งการเคลื่อนไหวค่าเงินบาท และราคาน้ำมันที่มีความผันผวนสูง แม้ราคาในปัจจุบันจะปรับลดลง แต่ยังไม่สามารถวางใจได้ รวมทั้งจะต้องรอนโยบายจากภาครัฐ คือ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า จะมีแนวทางอย่างไร “การตรึงค่าไฟฟ้าอยู่ที่นโยบายจากภาครัฐโดยเฉพาะเรกูเลเตอร์ และคสช.ว่า เห็นควรอย่างไร หากตรึงค่าเอฟที ก็จะต้องขึ้นอยู่กับนโยบายการตรึงราคาเชื้อเพลิง ทั้งก๊าซและน้ำมันเป็นหลักด้วย โดยปัจจุบันกฟผ.รับภาระตรึงค่าไฟฟ้าในหลายงวดที่ผ่านมา 2,000-3,000 ล้านบาทที่ค้างอยู่ ถ้าตรึงต่อก็ต้องดูถึงสภาพคล่อง เพราะกฟผ.ควรมีกระแสเงินสดไว้บริหารอย่างน้อย 5,000 ล้านบาท และค่าไฟฟ้างวดใหม่มีปัจจัยลบ จากการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำจาก 2 เขื่อนหลักที่มีต้นทุนต่ำ คือ เขื่อนสิริกิตติ์ และภูมิพล ซึ่งมีสัดส่วนปริมาณน้ำเฉลี่ย 30% ถือว่า น้อยกว่าเกณฑ์ปกติ ทำให้การปล่อยน้ำลดต่ำการผลิตไฟฟ้าจากส่วนนี้จึงได้ลดลงไปด้วย” สำหรับภาพรวมการใช้ไฟฟ้าช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับปี 56 พบว่า ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหากเทียบกับช่วงต้นปี ที่ติดลบและเคยติดลบสูงสุดถึง 5% โดยการใช้ไฟฟ้าในเดือนเดือนมิ.ย. และก.ค.เริ่มขยายตัวขึ้น ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัว ดังนั้นคาดว่า ทั้งปีการใช้ไฟคาดว่า จะเติบโตในระดับ 2% ขณะที่ปี 58 ต้นทุนค่าไฟจะเฉลี่ยต่ำลง เนื่องจากจะมีการรับซื้อไฟเข้าระบบจากโครงการหงสาลิกไนต์ ประมาณ 1,600 เมกะวัตต์ซึ่งผลิตจากถ่านหินทำให้มีต้นทุนต่ำ ส่วนการจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีดี) ฉบับใหม่ว่า วันที่ 15 ส.ค. กระทรวงพลังงาน จะเสนอกรอบเข้าสู่การพิจารณาจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) โดยหลักการแล้วกฟผ. จะมีส่วนเสนอแนะความเห็น โดยยังต้องการให้กฟผ.คงสัดส่วนการผลิตไฟทั้งหมด 50% ของแผนเพื่อความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งกระจายเชื้อเพลิง โดยการคำนึงถึงพลังงานทดแทนที่เป็นไปได้ เพื่อบริหารต้นทุนค่าไฟเฉลี่ยไมให้สูง ส่วนกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นคงจะต้องอยู่ที่นโยบายว่าจะคงอยู่ในปลายแผนเหมือนเดิมหรือไม่
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุ้นคสช.อนุมัติตรึงค่าเอฟที