วันที่ 12 ส.ค.57 เมื่อเวลา 12.30 น. นายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยถึงกรณีที่ได้มีข่าวว่ามีร้านรับแลกซื้อเหรียญกษาปณ์ ชนิดราคา 10 บาทที่ผลิตใน ปี 2533 ในราคาเหรียญละ 100,000 บาท เนื่องจากมีจำนวนผลิตเพียง 100 เหรียญนั้น กรมธนารักษ์ได้ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดแล้ว พบว่าในปี 2533 กรมฯได้เข้าร่วมการประชุม มิ้น ไดเรคเตอร์ คอนเฟอร์เรนซ์ ครั้งที่ 16 จัดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ จึงได้ผลิตเหรียญกษาปณ์ชนิดราคา 10 บาทขึ้น เพื่อมอบเป็นที่ระลึกให้แก่ผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นตัวแทนจากโรงกษาปณ์รัฐบาลของประเทศต่างๆ และมีผู้จำหน่ายเครื่องมือ เครื่องจักรต่างๆ เกี่ยวกับเหรียญเข้าร่วมด้วย”เหรียญกษาปณ์ ชนิดราคา 10 บาทที่กรมธนารักษ์ผลิตในปี 2533มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปมอบเป็นที่ระลึกในการประชุมดังกล่าว ให้แก่ชาวต่างประเทศทุกคนที่เข้าร่วมการประชุม โดยจัดทำเป็นแผงเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน ส่วนจะเป็นจำนวน 100 เหรียญหรือไม่นั้น กรมธนารักษ์จะตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งว่าได้มอบเป็นที่ระลึกแก่ที่ประชุมดังกล่าวทั้งหมดหรือไม่ โดยได้ชี้แจ้งให้สื่อมวลชนทราบต่อไป”อย่างไรก็ตาม กรมธนารักษ์ได้ผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชนิดราคา 10 บาท โลหะสองสี ผลิตออกใช้ในปี 2531 เป็นครั้งแรก โดยกรมธนารักษ์ผลิตเอง 60,200 เหรียญ ต่อมาในปี 2532 เพื่อให้มีเหรียญกษาปณ์โลหะสองสี ชนิดราคา 10 บาท เพียงพอต่อการใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจซึ่งสำนักกษาปณ์กรมธนารักษ์ยังไม่สามารถผลิตได้ด้วยตนเองในจำนวนที่มากพอ จึงได้สั่งซื้อเหรียญ 10 บาท สำเร็จรูปจาก ดิ อิตาเลียน เสตรท มิ้น ประเทศอิตาลี จำนวน 100 ล้านเหรียญ ซึ่งได้ทยอยส่งมอบให้กับกรมธนารักษ์ในปี 2532-2533ทั้งนี้ ในปี 2533 กรมธนารักษ์ได้สั่งซื้อเหรียญตัวเปล่า 10 บาท จาก บริษัท โอลิบัส ประเทศสหรัฐอเมริกา 50 ล้านเหรียญ เพื่อมาตีตราเป็นเหรียญสำเร็จรูปเอง แต่เมื่อปรากฎว่าเหรียญ 10 บาทที่ซื้อเข้ามาในปี 2532 ประชาชนไม่นิยมแลกไปใช้ เนื่องจากยังมีธนบัตร ราคา 10 บาท ที่ยังผลิตให้ประชาชนได้ใช้อยู่ กรมธนารักษ์จึงไม่ได้ผลิตเหรียญชนิดราคา10บาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มเติม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธนารักษ์แจงผลิตเหรียญ 10 บาท ปี 33
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

ธนารักษ์แจงผลิตเหรียญ 10 บาท ปี 33
-

เล็งตั้งกองทุนฯพัฒนาที่ดินรถไฟ
นายประเสริฐ อัตตะนันทน์ รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการร.ฟ.ท.มีแนวคิดจัดตั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (พรอพเพอร์ตีฟันด์) เปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนบนที่ดินของร.ฟ.ท. เพื่อลดการพึ่งพิงงบประมาณจากรัฐบาล แต่กรรมสิทธิ์ที่ดินยังเป็นของ ร.ฟ.ท.อยู่ อีกทั้งยังช่วยสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ให้กับร.ฟ.ท.ด้วย โดยขณะนี้ได้ให้รองผู้ว่าร.ฟ.ท.กลุ่มยุทธศาสตร์และอำนวยการ กลับไปหารือร่วมกับที่ปรึกษาทางการเงินถึงแนวทางการจัดตั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ให้แล้วเสร็จภายใน3 เดือน เพื่อนำเสนอให้บอร์ดพิจารณา หากบอร์ดเห็นชอบจะเร่งรัดดำเนินการได้ทันทีทั้งนี้เบื้องต้นที่ดินของร.ฟ.ท.ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์สูงและมีแนวโน้มเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนเบื้องต้นมี 3 แปลงมูลค่าที่ดินรวมประมาณ 84,599 ล้านบาท คือ ที่ดินย่านมักกะสัน พื้นที่ 512 ไร่ มูลค่าที่ดิน 55,816 ล้านบาทที่ดินย่านพหลโยธิน บริเวณ กม.11 พื้นที่ 359 ไร่ มูลค่าที่ดิน 18,370ล้านบาท และที่ดินย่านสถานีแม่น้ำ พื้นที่ 277 ไร่ มูลค่าที่ดิน10,413 ล้านบาท ปัจจุบันรฟท.มีที่ดินกระจายอยู่ทั่วประเทศ จำนวนมากรวม 234,976.96 ไร่ แบ่งเป็นที่ดินเพื่อการเดินรถ 198,674.71 ไร่ และที่ดินเพื่อการพาณิชย์ 36,302.18 ไร่โดยที่ดินเชิงพาณิชย์ยังแบ่งออกเป็นที่ดิน ศักยภาพต่ำ 21,536.80 ไร่ปานกลาง 7,218.12 ไร่ และ สูง 7547.26 ไร่นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) กล่าวว่า พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ.ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)มอบหมายให้ รฟม. ศึกษาความเป็นไปได้ในการระดมเงินทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน(อินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์)เพื่อใช้ในการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า10 สายของรฟม .รวมทั้งยังเป็นการช่วยบรรเทาภาระในงบประมาณรายจ่ายแผ่นดินในการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและช่วยลดภาระหนี้สาธารณะ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งตั้งกองทุนฯพัฒนาที่ดินรถไฟ -

สมอ.สร้างเครือข่ายทั่วปท. สวมบทมือปราบสินค้าห่วย
มาตรฐานสินค้า ถือเป็นเรื่องสำคัญก่อนตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้า แต่ปัจจุบัน ผู้บริโภคหลายคนกลับละเลยการตรวจสอบก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า กลับให้ความสำคัญกับเรื่อง “ราคา” เป็นสำคัญ ทำให้ต้องพบกับเหตุการณ์ เวลาซื้อ…ถูก แต่ถึงเวลาใช้…กลับแพง! เพราะกลายเป็นว่า สินค้าที่นำมาใช้งาน กลับมีอายุการใช้งานที่สั้นมาก เฉลี่ยกับราคาที่ซื้อแล้ว ราคาแพงกระฉูดทันทีเรื่องนี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญของชีวิต แต่พอถึงเวลาจริงกลับเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอยู่เสมอ! เพราะทุกครั้งที่ซื้อสินค้าก็ยังอดไม่ได้ที่จะให้ความสำคัญในเรื่องของราคามาเป็นอันดับหนึ่งอยู่เสมอ โดยไม่สนใจในเรื่องของคุณภาพ หรือแม้แต่เรื่องของมาตรฐานสินค้าเรื่องราวของมาตรฐานสินค้า… จะรู้กันได้อย่างไร? ว่า ในบรรดาสินค้าที่วางขายในท้องตลาดอย่างกลาดเกลื่อนหลายยี่ห้อ สินค้าประเภทใดที่ได้คุณภาพ สินค้าประเภทใดที่ไร้คุณภาพ…“อุฤทธิ์ ศรีหนองโคตร” เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ สมอ. บอกว่า การซื้อสินค้าที่ได้มาตรฐานถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผู้บริโภคต้องใส่ใจ เพราะมีตัวอย่างหลายครั้ง ที่ผู้บริโภคซื้อสินค้าแล้ว กลับต้องประสบปัญหาสินค้าไม่มีคุณภาพ บางครั้งเกิดอันตรายกับชีวิตมาแล้วก็มี เช่น ซื้อแบตเตอรี่ราคาถูก แต่พอใช้ไปสักระยะแบตเตอรี่ระเบิด ทำให้ผู้บริโภคต้องบาดเจ็บ หรือทรัพย์สินเสียหายกับการใช้สินค้าที่ไร้คุณภาพสังเกตเครื่องหมาย มอก. ดังนั้นสิ่งสำคัญก่อนเลือกซื้อสินค้า ผู้บริโภคจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพิจารณาเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. เป็นสำคัญ ซึ่งสามารถช่วยการันตีคุณภาพสินค้าได้เป็นอย่างดี เพราะกว่าผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตสินค้าแต่ละประเภท จะได้เครื่องหมาย มอก. จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนคุณภาพสินค้าอย่างเข้มงวด โดยปัจจุบันเครื่องหมาย มอก. แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ เครื่องหมายมาตรฐานทั่วไป เป็นเครื่องหมายมาตรฐานตามความสมัครใจของผู้ประกอบการ หากผู้ประกอบการรายใดทำเรื่องขอมา ก็สามารถชี้ให้เห็นได้ว่า ผู้ประกอบการสินค้าประเภทนั้นเป็นผู้แสดงความจริงใจกับผู้บริโภคอย่างแท้จริง และในเวลานี้ สมอ.ได้ให้เครื่องหมาย มอก.ประเภททั่วไปนี้ไปแล้ว 2,842 รายการ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น อาหารสำเร็จรูป น้ำดื่ม อุปกรณ์กีฬา ปากกา ดินสอ น้ำยาล้างจานส่วนประเภทที่ 2 คือ เครื่องหมายมาตรฐานบังคับ เป็นเครื่องหมายที่กฎหมายกำหนด ต้องแสดงมาตรฐาน และบังคับให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย จะต้องนำเข้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานเท่านั้น โดย สมอ. จะไปตรวจตั้งแต่ต้นทางโรงงานผู้ผลิต จนถึงผู้จัดจำหน่าย หากผู้ประกอบการผู้ผลิตรายใดไม่ปฏิบัติตาม จะมีความผิดตามกฎหมาย ทั้งจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 5,000–50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับทั้งนี้มาตรฐานประเภทบังคับนี้ ได้กำหนดไปแล้ว 100 มอก. เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก หมวกกันน็อก เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น เตารีด หม้อหุงข้าว ตู้เย็น กระทะไฟฟ้า เตาไมโครเวฟ เครื่องทำน้ำร้อน ซึ่งหากผู้บริโภคต้องการดูรายละเอียดทั้งหมดให้เข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ www.tisi.go.th สร้างเครือข่ายติดตาม เลขาธิการ สมอ. ยังบอกอีกว่า แม้เครื่องหมายการันตีคุณภาพสินค้า จะมีความสำคัญ แต่ระยะหลังผู้บริโภคอาจละเลยการตรวจสอบไปบ้าง ทาง สมอ. จึงได้หาแนวทางในการกระตุ้นจิตสำนึกทั้งผู้ประกอบการ และผู้บริโภคในการใส่ใจเครื่องหมายการันตีคุณภาพสินค้า เพื่อเป็นประโยชน์กับทั้งผู้บริโภค และผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง แต่ปัจจุบัน สมอ. มีเจ้าหน้าที่รวมกันเพียง 400 กว่าคน จะให้ออกตรวจสอบสินค้าทั่วประเทศ กำลังคนจึงไม่เพียงพอ สมอ. จึงได้สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐานเผยแพร่ความรู้นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ให้ความรู้ความสำคัญของมาตรฐานผลิตภัณฑ์ในทั่วประเทศ เริ่มจากอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ 76 แห่ง ในการออกตรวจสอบสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ มีอำนาจตักเตือน และลงโทษได้ รวมทั้งอบรมเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ ซึ่งตรงจุดนี้… ถือว่ามีส่วนสำคัญมาก เพราะเป็นผู้ใกล้ชิดกับคนในพื้นที่ หากถ่ายทอดให้คนกลุ่มนี้ได้เห็นความสำคัญของมาตรฐาน มอก. หากเป็นที่เข้าใจตรงกันแล้วก็เชื่อว่าจะมีการถ่ายทอดต่อให้ชาวบ้านในท้องถิ่นได้รับรู้ และช่วยตรวจสอบอย่างทั่วถึง’ขณะนี้ สมอ.อบรมเครือข่ายไปแล้วหลายพันคนทั่วประเทศ และจะเดินหน้าต่อไปต่อเนื่อง และเตรียมกระตุ้นตามสื่อต่าง ๆ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ สร้างจิตสำนึกในการรับรู้ถึงประโยชน์ให้กับประชาชนทั่วไป ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิต จะให้ความสำคัญในการเข้ามาขอมาตรฐานทั่วไปมากขึ้น สุดท้ายผู้บริโภคก็จะได้รับประโยชน์สูงสุดในการได้สินค้าที่มีคุณภาพ” สินค้าที่มีคุณภาพอุฤทธิ์ บอกว่า สำหรับสิ่งที่ต้องปลูกจิตสำนึกผู้บริโภค คือ ให้รับรู้ถึงประโยชน์ในการเลือกซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมาย มอก. ว่า จะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้รับความเป็นธรรม ขณะที่ผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิตสินค้า สามารถยกระดับประสิทธิภาพการผลิต และการจำหน่ายสินค้า เพิ่มโอกาสทางการค้าได้มากขึ้น เพราะเครื่องหมาย มอก. ได้รับการยอมรับในระดับสากล และหลายหน่วยงานกำหนดในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างว่า สินค้าที่นำมาเสนอต้องได้รับ มอก.ที่สำคัญในอนาคตต่อไปเครื่องหมาย มอก.จะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเปิดตลาดการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 ที่ชาติสมาชิกต้องยอมรับในมาตรฐานสินค้าของกันและกัน โดยเวลานี้มาตรฐาน มอก.ของไทย ต่างเป็นที่ยอมรับในระดับสากลอยู่แล้ว คงเหลืออยู่อีกเพียงไม่กี่รายเท่านั้น ขณะเดียวกันการส่งออกไปในอาเซียน ก็ไม่ต้องขออนุญาตระหว่างประเทศอีก ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้แน่นอน ส่วนประเทศชาติ จะได้ประโยชน์จากการสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาห กรรมและเศรษฐกิจของประเทศ ป้องกันสินค้าคุณภาพต่ำเข้ามาจำหน่ายซึ่งการตรวจสอบคุณภาพสินค้าอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่า ถ้า 3 ฝ่ายให้ความสำคัญกับหน้าที่ของตัวเองอย่างเคร่งครัด ทุกคนในชาติจะมีความสุขอย่างแน่นอน!.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สมอ.สร้างเครือข่ายทั่วปท. สวมบทมือปราบสินค้าห่วย