นาวาโทปริญญา รักวาทิน กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยาจำกัด เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้เสนอแผนการพัฒนาการขนส่งมลชนสาธารณะในแม่น้ำเจ้าพระยาให้กับพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาโดยเสนอให้รัฐเร่งลงทุนพัฒนาท่าเรือโดยสาร เพื่อเชื่อมต่อกับโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าในอนาคต ส่วนเอกชนจะลงทุนสร้างเรือโดยสารขนาดใหญ่ ที่มีมาตรฐานและทันสมัย ซึ่งคาดว่าหากเริ่มดำเนินการได้ภายในปีนี้ จะช่วยยกระดับการขนส่งสาธารณะทางน้ำเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีผู้ใช้บริการเพียง40,000คนต่อวันเป็น200,000คนต่อวัน“เมืองหลวงที่มีแม่น้ำผ่านตรงกลางเมือง มีไม่กี่ประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศที่มีแม่น้ำใหญ่ผ่าน ก็ให้ความสำคัญกับการโดยสารทางน้ำทั้งนั้น เพราะเดินทางสะดวก ไม่ติดขัดลงทุนน้อย แต่ประเทศไทยยังไม่ได้รับการผลักดันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะระบบขนส่งเชื่อมต่ออำนวยความสะดวก ทำให้ไม่มีคนสนใจเข้ามาใช้บริการ ยิ่งในอนาคตมีรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก10สาย มีหลายสายที่เป็นจุดตัดบริเวณแม่น้ำจ้าพระยา ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก ที่จะต้องเร่งพัฒนาท่าเรือ เพื่อรองรับระบบดังกล่าว ขณะเดียวกันในเรื่องของการท่องเที่ย วล่าสุดมีสถานที่ท่องเที่ยวริมน้ำเตรียมก่อสร้างอีกอย่างน้อย3โครงการทั้ง ท่ามหาราช ยอดพิมา นและไอคอนสยาม ซึ่งการเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าว หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องไปด้วยเรือทั้งสิ้น”ทั้งนี้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำนั้น ได้เสนอให้กรมเจ้าท่า เร่งจัดทำแผนยกระดับท่าเรือ เป็นสถานีเรือเป็นระบบปิด ลักษณะคล้ายกับระบบรถไฟฟ้าโดยปรับปรุงท่าเรือเดิม หรือสร้างใหม่ ให้มีขนาดใหญ่รองรับการเดินทางของประชาชนที่เพิ่มขึ้น ปรับปรุงระบบการออกบัตรโดยสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ มีจอแสดงผลการเดินเรือ ระยะเวลาที่เรือถึงท่า แบ่งเขตการขึ้น-ลงโป๊ะเรือ ไม่ให้สวนทางกัน ส่วนบนหลังคา ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้า จากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อนำมาใช้ในสถานีเรือ เบื้องต้นเสนอให้นำร่องก่อน12-15ท่าเรือหลัก ใช้งบประมาณเพียง750ล้านบาทส่วนเอกชนจะลงทุนพัฒนาเรือโดยสารให้มีขนาดใหญ่ รองรับผู้โดยสารได้250ที่นั่งจากเดิม150ที่นั่ง เป็นเรือแบบสองเครื่องยนต์ ท้องเรือเปิด เพื่อลดแรงเสียดทาน สร้างคลื่นต่ำเพียง10เซนติเมตร และประหยัดเชื้อเพลิงได้20-30%ล่าสุดอยู่ระหว่างผลิตเรือต้นแบบมาทดลองวิ่ง ขณะเดียวกันยังเตรียมเสนอการต่อเรือดังกล่าว ไปยังคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ )เพื่อขอสิทธิพิเศษด้านการลงทุน เบื้องต้นหากได้รับการอนุมัติจะผลิตมาใช้ก่อน6ลำวงเงิน 240 ล้านบาทนาวาโทปริญญา กล่าวถึงการปรับอัตราค่าโดยสารว่า ล่าสุดยังอยู่ระหว่างการรอพิจารณาอนุมัติ จากที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณากำหนดค่าโดยสารเรือ ของกรมเจ้าท่า คาดว่าจะเริ่มพิจารราเรื่องดังกล่าว หลังจากแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้น โดยที่ผ่านมาบริษัทได้ยื่นขอปรับค่าโดยสารขึ้น2บาท แต่คณะอนุกรรมการฯได้อนุมัติให้ปรับขึ้นเพียง1บาท ซึ่งยังไม่ได้มีผลบังคับใช้ เพราะยังไม่ได้เสนอให้คณะกรรมการชุดใหญ่เห็นชอบ โดยการปรับขึ้นค่าโดยสาร1บาทนั้น อาจจะไม่ช่วยให้ลดภาระการขาดทะสะสมปีละ 10-12ล้านบาท ในช่วงปี55-56 ได้ แต่ก็ช่วยให้บริษัทมีสภาพคล่องได้ไปอีกระยะหนึ่ง“ปัจจุบันบริษัทมีเรือให้บริการอยู่ 90ลำแต่นำมาให้บริการจริง50 ลำที่เหลือ ได้ส่งซ่อมบำรุง เพื่อปรับสภาพให้สามารถนำมาให้บริการได้ ที่ผ่านมาผู้ประกอบการได้แบกรับต้นทุนมาตลอด โดยเฉพาะค่าน้ำมันดีเซล เพราะค่าโดยสารตอนนี้ต่ำกว่าต้นทุนจริงคือ ต้องอยู่ในระดับน้ำมันดีเซลที่ลิตรละ25บาท แต่ปัจจุบันน้ำมันดีเซลใกล้ลิตรละ30บาท ซึ่งบริษัทแบกรับมาอย่างนี้มาแล้ว7-8ปีแล้ว หากไม่ปรับขึ้น ก็คงต้องขาดทุน และไม่อยากให้มองว่าปรับขึ้นครั้งนี้ จะกระทบต่อผู้โดยสารมาก และหลายคนคงเข้าใจสถานการณ์”ทั้งนี้หากปรับขึ้นค่าโดยสารเรือด่วนขึ้นอีก1บาทจะส่งผลให้เรือธงธรรมดาปรับราคาขึ้นเป็น11-13-15บาท จากเดิม10-12-14 บาท ธงส้ม เพิ่มขึ้นเป็น16บาทจาก15 บาท และธงเหลือง เพิ่มขึ้นเป็น21บาทจากเดิม20บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงคสช.ยกเครื่องขนส่งทางน้ำ
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

ชงคสช.ยกเครื่องขนส่งทางน้ำ
-

ทุ่ม2หมื่นล้านขึ้นเงินเดือนขรก.8%
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะเร่งสรุปภาระงบประมาณ ที่จะใช้การปรับฐานเงินเดือนข้าราชการขึ้น 8% รวมถึงการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการบำนาญ การปรับค่าครองชีพ และเบี้ยเลี้ยง ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อจะได้จัดสรรงบประมาณปี 58 ได้ทัน ส่วนจะให้การปรับฐานเงินเดือนเมื่อไร ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคสช.เบื้องต้น กระทรวงการคลังคาดว่าจะใช้เงินปรับฐานเงินเดือนข้าราชการกว่า 20,000-30,000 ล้านบาท ซึ่งกำลังดูในรายละเอียด ว่าฐานะการคลังจะรับภาระมากได้ขนาดไหน โดยการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการ8% อาจจะปรับให้กับข้าราชการชั้นผู้น้อยเป็นหลัก ส่วนข้าราชการระดับกลางและระดับสูง ก็จะได้ปรับฐานเงินเดือนลดต่ำกันลงมา“การปรับฐานเงินเดือนข้าราชการ ก็จะต้องมีผลกับข้าราชการบำนาญด้วย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และข้าราชการบำนาญจำนวนไม่น้อย ได้บำนาญต่ำ ทำให้การดำรงชีพลำบากมากขึ้น เพราะภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจมีปัญหา และค่าครองชีพสูงขึ้น”นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า กรมบัญชีกลางอยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยว ว่าการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการ จะปรับก่อนการเพิ่มเงินเดือนประจำปี หรือปรับฐานหลังการเพิ่มเงินเดือนประจำปี ที่อยู่ปีละ 6% ซึ่งเป็นอัตราที่เห็นว่ามีความเหมาะสม สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเล็กน้อย แต่ในการใช้ชีวิตเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น ไม่ทันกับครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างไรก็ตา มในส่วนของการเพิ่มค่าครองชีพจาก1,500 บาทเป็น 2,000 บาท เป็นเรื่องที่ดำเนินการไม่ยาก รวมถึงการค่าเบี้ยเลี้ยงที่อยู่วันละกว่า 200 บาท ที่กำลังพิจารณาเพิ่มไม่เป็นภาระกับงบประมาณมาก เพราะเป็นการจ่ายเฉพาะครั้ง ที่มีการเดินทางทำงานนอกสถาน ที่หรือนอกเวลาเท่านั้น ไม่ได้เป็นการจ่ายประจำ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทุ่ม2หมื่นล้านขึ้นเงินเดือนขรก.8% -

ทีดีอาร์ไอแนะตั้งวันสต๊อปเซอร์วิสบริการภาครัฐ
นายอิสรกุล อุณหเกตุ นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ได้เสนอให้แก้ไขร่างพ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ที่ผ่านการเห็นชอบจากครม.มาตั้งแต่ปี 55 แต่ยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา โดยให้แก้ไขมาตรา 14 กำหนดให้ครม.ออกพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งศูนย์รับคำขออนุญาต เพื่อช่วยลดต้นทุนปัญหาการขออนุญาตต่าง ๆ ของประชาชน ที่ต้องมาติดต่อกับหน่วยงานหลายแห่งให้เป็นไปในลักษณะคล้ายกับศูนย์บริการออกใบอนุญาตณ จุดเดียวทั้งนี้การจัดตั้งศูนย์ดังกล่าว ควรกำหนดเวลาของการขอรับอนุญาตให้ชัดเจน คู่กับการส่งเสริมให้ประชาชนใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ขออนุญาตจากภาครัฐ รวมทั้งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เผยแพร่คู่มือสำหรับประชาชน และการยื่นคำขออนุญาตผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เพราะการกำหนดเวลา จะช่วยปิดช่องทางการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ พร้อมให้เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งผู้ขออนุญาตทันที หากรายการเอกสาร หรือหลักฐานไม่ถูกต้อง แต่ไม่ให้เรียกเอกสารเพิ่มเติม หรือปฏิเสธคำขอได้ หากรายการเอกสาร หรือหลักฐานถูกต้องแล้ว นอกจากนี้ยังกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางวินัย หรือต้องถูกดำเนินคดี หากตรวจสอบคำขอ และรายการเอกสา รหรือหลักฐานโดยประมาทหรือทุจริต“แม้ว่าการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในภาครัฐ กฎหมายจะเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการควบคุมกิจกรรมทางสังคม และเศรษฐกิจ แต่หากควบคุมโดยใช้กฎหมาย และกฎระเบียบมากเกินไป ก็ย่อมสร้างภาระต้นทุนแก่สังคม และส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะขั้นตอนทางกฎหมาย และกฎระเบียบที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และใช้เวลานานเกินความจำเป็น ซึ่งในหลาย ๆ กรณีกระบวนการพิจารณาอนุญาต ทำให้เกิดความล่าช้ากับการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนในภาคธุรกิจ ขณะเดียวกัน ขั้นตอนพิจารณาอนุญาตเหล่านี้ ยุ่งยาก ซับซ้อน และใช้เวลานาน จึงสร้างต้นทุนมากเกินความจำเป็น และให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ในการใช้ดุลพินิจมาก ก็จะนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่นได้”อย่างไรก็ตาม ยังเสนอให้ก.พ.ร.ประเมินต้นทุนการพิจารณาอนุญาตแต่ละแบบ ที่ประชาชนต้องรับภาระ ทั้งต้นทุนที่เป็นตัวเงิน และเวลารวมถึงความถี่ หรือปริมาณการขออนุญาตนั้น ๆ ก่อนเปิดเผยข้อมูลต้นทุนดังกล่าว ให้ประชาชนโดยทั่วไปรับทราบ โดยอาจกำหนดให้ต้องรายงานผลเป็นประจำทุกปี รวมทั้งต้องแก้ไขมาตรา6กำหนดให้ก.พ.ร.ปรับปรุงกฎหมาย เพื่อยกเลิกการอนุญาต หรือให้มีมาตรการอื่นแทนการอนุญาต โดยรับฟังความเห็นจากหน่วยงานผู้อนุญาต และผู้มีส่วนได้เสีย จากนั้นจึงเสนอให้ครม.พิจารณาสำหรับพ.ร.บ.ฉบับนี้ มีเป้าหมายที่ต้องการปรับปรุงการขออนุญาตภาครัฐ ทั้งในส่วนการประกอบธุรกิจ และการขออนุญาตต่าง ๆ ที่ประชาชนต้องขอจากภาครัฐ โดยเน้นปรับปรุงสองส่วนคือลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มความโปรงใส เพิ่มความรับผิดชอบ ซึ่งการลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพปัจจุบันการประกอบกิจการ หรือการดำเนินการต่าง ๆ ประชาชนต้องดำเนินการผ่านการอนุมัติการอนุญาต การออกใบอนุญาตการขึ้นทะเบียน โดยภาครัฐ เพราะกฎหมายหลายฉบับไม่ได้กำหนดระยะเวลา และขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทีดีอาร์ไอแนะตั้งวันสต๊อปเซอร์วิสบริการภาครัฐ