หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • แนะลดบทบาทภาครัฐ

    แนะลดบทบาทภาครัฐ

    นายรพี สุจริตกุล กรรมการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการเสวนาแนวทางต่อต้านคอร์รัปชั่นของภาคเอกชนมองว่า ปัญหาที่เผชิญในขณะนี้ คือคอรัปชั่นอยู่กับคนไทยจนกลายเป็นเรื่องปกติ อาทิ ระบบอุปถัมน์ใช้เส้นสายมีอยู่มากในกลุ่มนักการเมืองไทย และการเร่งรัดจ่ายเงิน เพื่อการดำเนินงานให้รวดเร็วมากขึ้นในภาคเอกชน ดังนั้นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน ภายใต้มาตรฐานเดียวกันภายในองค์กร ที่มีกฏระเบียบข้อบังคับชัดเจน โดยผู้นำบริษัทต้องเป็นแบบอย่างในการดำเนินการ และติดตามสร้างบทลงโทษที่ชัดเจน รวมทั้งสิ่งที่จะตามมาคือความอดทนในบรรทัดฐานที่มีความโปร่งใส และความภูมิใจหลังจากต้านคอรัปชั่นสำหรับแนวทางที่ภาคเอกชนจะร่วมมือกับภาครัฐ คือ การแก้ไขเชิงโครงสร้าง ด้านการปฏิรูปกฏหมาย ควบคู่การสร้างการมีส่วนร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐ แก้ไขระบบทางการเมืองให้มีความโปร่งใส และสร้างการตรวจสอบอย่างจริงจัง อีกทั้งภาคเอกชนยังถูกควบคุมโดยภาครัฐ ซึ่งมีการกดดันให้เกิดการทุจริตมายาวนาน ดังนั้นจึงควบคิดโครงสร้างใหม่ เพื่อผลักดันและก่อให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น อาทิ การให้รางวัลกับบริษัทที่ต่อต้านคอรัปชั่นเพื่อเป็นการการันตี"ในปัจจุบันรัฐไทยเติบโตมากขึ้น แบบไร้การยับยั้ง แต่ขาดประสิทธิภาพ และไมมีความโปร่งใส ดังนั้นควรแก้บทบาทของภาครัฐให้ลดลง แต่จะปรับลดอย่างไรให้เข้มข้นมากขึ้น"

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะลดบทบาทภาครัฐ

  • บอร์ดร.ฟ.ท.และกทท. ไขก๊อก

    บอร์ดร.ฟ.ท.และกทท. ไขก๊อก

    พล.ต.ท.คำรณวิทย์  ธูปกระจ่างอดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบ.ชน.)ในฐานะประธานคณะกรรมการ การท่าเรือแห่งประเทศ(กทท.) เปิดเผยภายหลังประชุมบอร์ด กทท. วันที่24 มิ.ย. ว่า คณะกรรมการ กทท. มีมติยื่นหนังสือลาออกทั้งคณะยกเว้นนายายกฤษฎา อุทยานิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1ก.ค.57 นี้เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการวางรากฐานให้กับกทท.เพื่อเตรียมพร้อมในการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและการดูแลทีมฟุตบอลสโมสรการท่าเรือ  “เดิมคิดจะลาออกตั้งแต่คสช.เข้ามาบริหารประเทศ แต่มีภารกิจต้องสานต่อให้เสร็จเพราะเรื่องนี้ถือเป็นสปิริต เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลบอร์ดชุดเก่าก็ต้องลาออกแต่มีภารกิจงานหลายอย่างที่จะต้องดำเนินการจึงเพิ่งลาออกในขณะนี้ คาดว่าภายใน 1เดือนจะมีการแต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวว่า สิ่งที่ห่วงกังวลมี 2 – 3 เรื่อง  เช่นการวางรากฐานงานของกทท.เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ช่วงการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  เรื่องทีมฟุตบอล สโมสรการท่าเรือ  เพราะรับปากประธานสโมสรฟุตบอลสิงห์ท่าเรือไว้ว่าจะดูแลทีมไม่ให้ตกชั้นเหมือนปีที่ผ่านมา หลังจากปีนี้ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่ในไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกได้ จึงต้องฝากผู้บริหารชุดใหม่ให้เข้ามาดูแลเรื่องนี้  รวมทั้งเรื่องการความสามัคคีให้กับพนักงานภายในองค์กร กทท. ส่วนสาเหตุที่ผ่านมายังไม่มีการแต่งตั้งผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกทท.คนใหม่นั้น  เนื่องจากที่ผ่านมาต้องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในองค์กรก่อนเป็นอันดับแรก    สำหรับบอร์ด กทท. ที่ยื่นลาออกพร้อมพล.ต.ท. คำรณวิทย์  ประกอบด้วย นายศรศักดิ์ แสนสมบัติอธิบดีกรมเจ้าท่า  นายจุฬา สุขมานพผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)  นายกฤษฎา บุณยสมิต รองอธิบดีอัยการ สำนักงานที่ปรึกษากฎหมายสำนักงานอัยการสูงสุด  พลเอก นิพัทธ์ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม  พลเรือเอกเกียรติศักดิ์ ดามาพงศ์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพเรือ  พลตำรวจเอก ชลธารจิราณรงค์อดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนัก  นางศรีรัตน์รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์และ นายเรวัต พจนวิลาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์พีแมนเนจเม้นท์ จำกัด   แหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)  กล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายบุญสมเลิศหิรัญวงศ์ได้ยื่นหนังสือลาออกจาก ประธานกรรมคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. แล้วโดยได้ยื่นต่อศูนย์เลขานุการคณะกรรมการ รฟท. และคาดว่าภายในสัปดาห์นี้กรรมการที่เหลือจะทยอยลาออกทั้งหมดเพื่อเปิดทางให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ที่กำกับดูแลงาน ด้านเศรษฐกิจจะหารือพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.แต่งตั้งผู้เหมาะสมเข้ามาเป็นกรรมการแทน สำหรับรายชื่อคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. ประกอบด้วย นายบุญสม เลิศหิรัญวงศ์อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธาน  ส่วนกรรมการมีนายสราวุธเบญจกุลเลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา  นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ปลัดกระทรวงการคลัง  นายชูศักดิ์ เกวีรองปลัดกระทรวงคมนาคม   นายจุฬา สุขมานพผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) นายประภัสร์ จงสงวนผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นายยุทธพงษ์ อภิรัตนรังษี นักกฎหมาย และนายสุธรรม ศิริทิพย์สาครนักธุรกิจเจ้าของ บริษัท สถาปนิก สุธรรม จำกัด            “บิ๊กแจ๊ด” นำทีมบอร์ด กทท.ไขก๊อก มีผล 1 ก.ค.นี้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บอร์ดร.ฟ.ท.และกทท. ไขก๊อก

  • คสช.คลอดแพ็กเก็จช่วยเกษตรกร

    คสช.คลอดแพ็กเก็จช่วยเกษตรกร

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงผลประชุมคณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติ (สคช.) ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางการช่วยเหลือเกษตรก รผู้ปลูกข้าวในฤดูกาลผลิต 57/58 เน้นการเพิ่มรายได้ ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และเพิ่มมูลค่าข้าว โดยออกเป็นมาตรการหลัก และมาตรการเสริม 5 มาตรการ ใช้งบประมาณทั้งหมด 4,747 ล้านบาท ซึ่งมาตรการหลัก เป็นการลดต้นทุนปัจจัยการผลิตให้เกษตรกร ทั้งเมล็ดพันธ์ ค่าปุ๋ย ค่าบริการรถเกี่ยวข้าว และค่าเช่าที่นา ให้ลดลงไร่ละ 432 บาท จากต้นทุนรวมไร่ละ 4,787 บาทส่วนมาตรการเสริม มี 4 มาตรการ คือ ลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกร 3% ต่อปี นาน 6เดือน วงเงินสินเชื่อไม่เกินรายละ 50,000 บาท ให้ธนาคารเพื่อการเกษรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อให้สถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร 20,000 ล้านบาท ส่งเสริมการตลาดโดยให้กระทรวงพาณิชย์เร่งหาตลาดใหม่ช่วยเหลือผู้ประกอบการค้าข้าวเก็บสต๊อกข้าว โดยการชดเชยดอกเบี้ย เชื่อมโยงตลาดข้าวทั้งในและต่างประเทศ และการประกันยุ้งฉาง โดยให้ธ.ก.ส.ปล่อยสินเชื่อ 80% ของราคาตลาดเฉลี่ย เพื่อชะลอการขายข้าวเปลือก และประกันภัยนาข้าว ซึ่งเป็นมาตรการตามความสมัครใจของเกษตรกร คุ้มครองไร่ละ 1,111 บาท พื้นที่เป้าหมาย 1.5 ล้านไร โดยเกษตรกรจ่ายเบี้ยประกันไร่ละ 60-100 บาท และธ.ก.ส.สมทบไร่ละ 10 บาท หากประสบภัยจะได้ชดเชยถึงไร่ละ 2,224บาทขณะเดียวกันที่ประชุมคสช.ยังอนุมัติงบกลางฯของปีงบประมาณ 57 จำนวน 90 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการแก้ปัญหาเร่งด่วน เพื่อควบคุมและลดความสูญเสียของสินค้ากุ้งทะเล จากกลุ่มอาการตายด่วน โดยให้กรมประมงไปเร่งนำเข้าพ่อแม่พันธุ๋ ก่อนนำมาให้ผู้เลี้ยงกุ้งให้เสร็จภายใน 3 เดือนจากนี้ ด้านนายวิทูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่าที่ประชุมคสช.ได้เห็นชอบให้ช่วยเหลือชาวไร่อ้อย โดยกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายของฤดูการผลิตปี 55/56 ที่ 999.20 บาทต่อตันอ้อยที่ความหวาน 10 ซีซีเอส ขณะเดียวกัน ได้อนุมัติเงินช่วยเหลือพิเศษเพื่อเพิ่มค่าอ้อยในฤดูกาลดังกล่าวอีก 160 บาทต่อตันอ้อย จากเดิมที่ประกาศไว้ 900 บาทต่อตันอ้อย ทำให้เกษตรกรกว่า 300,000 คนจะได้รับเงิน1,060 บาทต่อตันอ้อย โดยเงินส่วนเพิ่มนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม จะกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ในวงเงิน 16,000 ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คสช.คลอดแพ็กเก็จช่วยเกษตรกร