นายวิโรจน์ สิตประเสริฐนันท์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ไกด์คนไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้บริการนักท่องเที่ยวจีน กว่า 3,000 คนกำลังเข้าสู่ภาวะการตกงาน เนื่องจาก ถูกกลุ่มชาวจีน เข้ามาแย่งอาชีพและรับบริการในราคาที่ถูกกว่า โดยมักจะเข้ามาทำงานในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวจีนหนาแน่น อาทิ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา เป็นต้น โดยอาศัยการคุ้มครองจากบริษัททัวร์รายใหญ่ ที่เข้ามาทำธุรกิจแบบผู้ถือหุ้นแทน(นอมินี) ประกอบกับ สถานการณ์ทางการเมืองทำให้ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปี 56 ทำให้นักท่องเที่ยวจีนลดลงไปแล้วไม่ต่ำกว่า 55% ทำให้กลุ่มไกด์ต้องดิ้นรนแย่งกลุ่มลูกค้ากันเอง “ต้องยอมรับว่าแต่เดิมไกด์ชาวจีนเดินทางมาทำงานในประเทศไทยนานแล้ว โดยมีกว่า 3,000 เท่าๆกับไกด์ไทยแบบถูกกฎหมายแต่ที่ผ่านๆมา จำนวนนักท่องเที่ยวจีนมีเยอะมาก จึงไม่เกิดการแย่งงานกับไกด์คนไทยเอง โดยกลุ่มไกด์ชาวจีนนั้น ส่วนใหญ่ก็จะพูดภาษาไทยไม่ได้ แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวได้ไม่มาก แต่จะเน้นหนักไปที่การแนะนำแหล่งช็อปปิ้งเป็นหลักมากกว่า เรียกง่ายๆ ว่าเกือบจะเข้ามารับหน้าที่เป็นไกด์ให้ทัวร์ศูนย์เหรียญ และด้วยความที่จะได้ค่าจ้างในราคาที่ถูกกว่า บริษัททัวร์ต่างๆ ก็จะนิยมจ้างไกด์พวกนี้เข้ามาทำงานมากกว่าคนไทย” อย่างไรก็ดีทางสมาคมฯ จะนำเรื่องนี้เข้าหารือกับปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ภายในสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะเสนอไปยัง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีอำนาจสูงสุดด้านการตั้งสภาต่างๆในขณะนี้ ให้พิจารณาแยกอาชีพมัคคุเทศก์ออกมาตั้งเป็นสภามัคคุเทศก์วิชาชีพ จากปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของกรมการท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดความคล่องตัว สามารถพัฒนาวิชาชีพไกด์ให้มีศักยภาพมากขึ้น เพิ่มอำนาจต่อรองและป้องกันปัญหาไกด์ต่างชาติทะลักเข้ามาช่วงไทยเข้าร่วม ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน (เออีซี) ปี 58
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไกด์จ่อตกงาน3,000 ราย
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

ไกด์จ่อตกงาน3,000 ราย
-

เส้นทางบินอีสานวุ่นชาวบ้านแห่จุดบั้งไฟขอฝน
นายนิสิต สมบัติ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานอุบลราชธานี กรมการบินพลเรือน เปิดเผยว่า ท่าอากาศยานอุบลราชธานีกำลังประสบปัญหาการจุดบั้งไฟเพิ่มขึ้นมากจนส่งผลกระทบต่อการบิน โดยยอดการขออนุญาตตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-15 พ.ค.ที่ผ่านมา พบการจุดบั้งไฟรวม 9 จังหวัดในภาคอีสาน ได้แก่ อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม หนองคาย และบุรีรัมย์ มีรวมแล้วกว่า 314 ครั้ง หรือมีบั้งไฟกว่า 10,056 ต้น “สาเหตุที่ปีนี้จุดบั้งไฟเพิ่มมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาแล้งในหลายพื้นที่ ทำให้ประชาชนทำบังไฟเพื่อขอฝนตามประเพณีความเชื่อโบราณ รวมถึงเป็นการละเล่นประเพณีท้องถิ่นที่สำคัญ ซึ่งที่ผ่านมากรมได้แจ้งข้อมูลข่าวสารต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนแจ้งข้อมูลเพิ่มซึ่งเป็นประโยชน์มาก เพราะเมื่อเรารู้จุดบั้งไฟ ก็ประสานพิกัดไปให้วิทยุการบินและเที่ยวบินต่างๆทราบต่อทันที เพื่อหลบเลี่ยง ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากตอนนี้บั้งไฟต่างพัฒนาเทคโนโลยีไปมาก มีขนาดบั้งใหญ่ขึ้น บางอันพุ่งได้สูงเป็น 9,000-10,000 ฟุต ซึ่งหากอุบัติเหตุอาจสร้างความเสียหายมาก” ทั้งนี้การจุดบั้งไฟปีนี้น่าจะมีมากกว่า 500 คำขอ โดยเฉพาะเดือนมิ.ย.-ก.ค.57 คาดจะจุดบั้งไฟเพื่อขอฝนเพิ่มขึ้นอีกมากก่อนถึงเทศกาลเข้าพรรษา ส่วนมาตรการการควบคุมและป้องกันอันตรายจากการยิงบั้งไฟ ก่อนการยิงทุกครั้งต้องประสานอำเภอ อบต.เพื่อแจ้งไปยังสนามบินให้รู้ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน โดยแจ้งวัน เวลา จำนวน และสถานที่ที่จะปล่อย หากฝ่าฝืนจะถูกลงโทษตาม พ.ร.บ.การเดินอากาศ และ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน มีโทษสูงสุดทั้งปรับและจำคุก
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เส้นทางบินอีสานวุ่นชาวบ้านแห่จุดบั้งไฟขอฝน -

ดอยช้าง-ดอยตุงจ่อขึ้นจีไอ
นางกุลณีอัศดิศัย รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่าการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ)สินค้ากาแฟดอยช้างและกาแฟดอยตุงในสหภาพยุโรป (อียู) มีความคืบหน้าโดยลำดับโดยล่าสุดการประกาศโฆษณาการจดทะเบียนไม่มีใครยื่นคัดค้านตามระยะเวลาที่กำหนดโดยคณะกรรมาธิการยุโรปกำลังดำเนินการอนุมัติให้มีการจดจีไอ คาดว่าน่าจะเร็วๆ นี้ซึ่งจะเป็นสินค้าอีกตัวที่ได้รับการจดจีไอในอียูตามหลังข้างหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ที่ได้รับการจดทะเบียนไปก่อนหน้านี้ ทั้งนี้จากการที่ได้รับการจดจีไอสำหรับกาแฟดอยช้าง และดอยตุง จะส่งผลดีทำให้กาแฟทั้ง 2ชนิดสามารถติดตราสัญลักษณ์จีไอของอียูบนบรรจุภัณฑ์ได้ซึ่งจะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าไทย และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเพราะผู้บริโภคในอียูชอบสินค้าจีไอ เพราะมีเอกลักษณ์ มีความโดดเด่นเป็นสินค้าที่มีเฉพาะท้องถิ่น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดอยช้าง-ดอยตุงจ่อขึ้นจีไอ