นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า การประชุมร่วมกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันที่ 31 พ.ค.นี้จะขอความชัดเจนเรื่องการปรับแบบก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต เพื่อรองรับรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีดเทรน) เพราะปัจจุบันผู้รับเหมาก่อสร้างยังไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้อย่างเต็มที่ เพราะต้องรอให้มีการอนุมัติปรับแบบให้แล้วเสร็จก่อน หากดำเนินการล่าช้าก็จะส่งผลกระทบถึงระยะเวลาการแล้วเสร็จที่กำหนดไว้ในสัญญาการก่อสร้างด้วย ส่วน คสช.จะดำเนินโครงการการก่อสร้างรถไฟทางคู่ถือเป็นเรื่องดี เพราะช่วยพัฒนาประสิทธิภาพบริการประชาชนให้ดียิ่งขึ้น หลังจากรถไฟไทยไม่ได้พัฒนามานาน และไม่สามารถนำเงินจาก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทมาพัฒนาโครงการต่อไปได้ ส่วนแนวทางจะมีความชัดเจนแค่ไหนคงต้องรอฟังการประชุมร่วมระหว่างหัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจกับ คสช. นายประภัสร์กล่าวว่า ที่ผ่านมาการกำหนดแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยยังขาดความเข้าใจอยู่ โดยเฉพาะสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) เช่น กรณีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ที่นำเรื่องของการจัดหาระบบรถไฟฟ้าไปผูกไว้กับช่วงบางซื่อ-รังสิต ดังนั้นเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจึงไม่สามารถเปิดให้บริการได้ เพราะต้องรอให้ช่วงบางซื่อ-รังสิตก่อสร้างเสร็จก่อน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีก 4-5 ปี จึงสามารถเปิดให้บริการได้ ทำให้ ร.ฟ.ท.ต้องสูญเสียงบประมาณบำรุงรักษาโครงสร้างช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน มูลค่ามหาศาล “การนำระบบของช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ไปผูกไว้กับช่วงบางซื่อ-รังสิต ถือว่าตลกมาก และเป็นการมองระบบราชไทยที่ดีเกินไปทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากในการบำรุงรักษาโครงสร้างที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว และยังไม่แน่ว่าเมื่อช่วงบางซื่อ-รังสิตก่อสร้างเสร็จจะต้องใช้งบประมาณอีกเท่าไรสำหรับซ่อมบำรุงช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชันให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เหมือนในปัจจุบัน” นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล รองผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) กล่าวว่า รฟม.ขอรอดูการประชุมร่วมกับ คสช.ก่อนว่าจะเป็นไปในแนวทางไหน จากนั้นจึงเสนอโครงการเร่งด่วนให้พิจารณา คือ รถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี วงเงินประมาณ 5.8 หมื่นล้านบาท รถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี วงเงินประมาณ 8.5 หมื่นล้านบาท รวมถึงรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต วงเงินประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท ที่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนประกวดราคาก็จะต้องเสนอขออนุมัติในขั้นตอนต่อไปด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งเสนอแผนสร้างรถไฟทางคู่-รถไฟฟ้าหลากสี
Blog
-

เล็งเสนอแผนสร้างรถไฟทางคู่-รถไฟฟ้าหลากสี
Facebook Comments -

เลือกซื้อเครื่องทำนํ้าอุ่น อย่าลืมสังเกตฉลาก – ไขปัญหาผู้บริโภค
การอาบนํ้าอุ่นสามารถช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและสร้างความสดชื่นกระปรี้ กระเปร่าได้เป็นอย่างดี ประโยชน์ของการอาบ นํ้าอุ่นนั้นช่วยลดอาการปวดตะคริวและการเกร็งของกล้ามเนื้อ บรรเทาความปวดเมื่อยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต นํ้าอุ่นที่มีอุณหภูมิเหมาะสมซึ่งอยู่ในช่วงระหว่าง 35-45 องศาเซลเซียส จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตให้สูบฉีดไปทั่วร่างกาย โดยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จะช่วยทำนํ้าเย็น ๆ ให้กลายเป็นนํ้าอุ่นอาบสบายก็คือเครื่องทำนํ้าอุ่นนั่นเอง สำหรับการใช้เครื่องทำนํ้าอุ่นอย่างถูกวิธีเพื่อความปลอดภัยและประหยัดพลังงานมีขั้นตอนดังนี้ 1. เลือกเครื่องทำนํ้าอุ่นให้เหมาะสมกับการใช้งานเป็นหลัก สำหรับบ้านทั่วไปเครื่องทำนํ้าอุ่นขนาดไม่เกิด 4,500 วัตต์ ก็จะช่วยให้ประหยัดไฟฟ้าได้ 2. เลือกใช้ฝักบัวชนิดประหยัดนํ้าเพราะสามารถประหยัดนํ้าได้ถึงร้อยละ 25-75 3. ไม่ตั้งอุณหภูมินํ้าให้สูงจนเกินไป (ปกติอยู่ในช่วง 35-45 องศาเซลเซียส) 4. เลือกใช้เครื่องทำนํ้าอุ่นที่มีถังนํ้าภายในตัวเครื่องและมีฉนวนหุ้ม เพราะสามารถลดการใช้พลังงานได้ร้อยละ 10-20 5. ปิดวาล์วนํ้าและสวิตช์ทันทีเมื่อเลิกใช้งาน 6. ควรหมั่นตรวจสอบการทำงานของเครื่องให้มีสภาพดีอยู่เสมอ 7. ติดตั้งสายดินเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟรั่ว ไฟดูด ทั้งนี้ คณะกรรมการว่าด้วยฉลากจึงออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลากเรื่องให้เครื่องทำนํ้าอุ่นไฟฟ้าและเครื่องทำนํ้าร้อนไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก โดยต้องระบุข้อความบนฉลาก ดังนี้…ชนิดที่มีเครื่องป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่วชนิดที่มีสายดินจะต้องระบุข้อแนะนำในการใช้ว่า “ต้องติดตั้งสายดินพร้อมติดตั้งเครื่องทำนํ้าอุ่นไฟฟ้าและเครื่องทำนํ้าร้อนไฟฟ้า” ส่วนชนิดที่ไม่มีเครื่องป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่วชนิดที่มีสายดินให้ระบุข้อแนะนำว่า “ต้องติดตั้งเครื่องป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่วชนิดที่มีสายดินและติดตั้งสาย ดินพร้อมติดตั้งเครื่องทำนํ้าอุ่นไฟฟ้าและเครื่องทำนํ้าร้อนไฟฟ้า” คำเตือนต้องติดไว้ด้านหน้าของตัวสินค้า โดยใช้เป็นตัวอักษรสีแดงที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวอักษรอื่น ชนิดที่มีเครื่องป้องกันอันตราย จากไฟฟ้ารั่วชนิดที่มีสายดินให้ระบุคำเตือนว่า “อันตรายถึงชีวิต ถ้าไม่ติดตั้งสายดิน” ขณะที่ชนิดที่ไม่มีเครื่องป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่วชนิดที่มีสายดินให้ระบุคำเตือนว่า “อันตรายถึงชีวิต ถ้าไม่ติดตั้งเครื่องป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่วชนิดที่มีสายดินและไม่ติดตั้งสายดิน” หากผู้ประกอบธุรกิจฝ่าฝืนไม่จัดทำฉลากดังกล่าวให้ถูกต้องตามกฎหมาย กรณีเป็นผู้จำหน่าย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีที่เป็นผู้ผลิต ผู้สั่ง หรือผู้นำเข้า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากเป็นผู้บริโภค ถ้าเลือกซื้อสินค้าที่ไม่มีคุณภาพก็จะทำให้เกิดอันตรายกับตัวเองและครอบครัวได้เช่นกัน…
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เลือกซื้อเครื่องทำนํ้าอุ่น อย่าลืมสังเกตฉลาก – ไขปัญหาผู้บริโภคFacebook Comments -

สบน.หารือธ.ก.ส.ควักเงินสำรองเพิ่ม
น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ได้หารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อให้นำสภาพคล่องของธนาคารจ่ายเงินสำรองให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวเพิ่มไปก่อน หากสภาพคล่อง วงเงิน 40,000 ล้านบาท ใกล้หมดลง เพราะ ธ.ก.ส. ยังมีสภาพคล่องเหลืออีกจำนวนมาก เนื่องจากขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างจัดหาเงินกู้จากสถาบันการเงินที่คาดว่าจะได้ข้อสรุปในวันที่ 6 มิ.ย.นี้ ทั้งนี้ สบน.จะทบทวนแผนการกู้เงินก้อนแรก 50,000 ล้านบาท จากเดิมที่เปิดประมูลเงินกู้ใน วันที่ 3 มิ.ย.57 วงเงิน 50,000 ล้านบาท แต่ให้ส่งมอบในที่ 6 มิ.ย.57 วงเงิน 30,000 ล้านบาท และในวันที่ 13 มิ.ย.57 อีก 20,000 ล้านบาท แต่ สบน. จะหารือกับสถาบันการเงินที่เข้าประมูล เพื่อให้สามารถส่งมอบเงินทั้ง 50,000 ล้านบาท ในวันที่ 6 มิ.ย.นี้ได้หรือไม่ เพราะ ธ.ก.ส.จ่ายเงินชาวนาได้เร็วกว่าที่คาดไว้ จากเดิมที่คาดว่าจ่ายได้เต็มที่วันละ 4,000 ล้านบาท แต่จ่ายจริงล่าสุดได้ถึงวันละ 9,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สัปดาห์หน้า สบน.จะออกหนังสือเชิญสถาบันการเงินทั้ง 32 แห่ง ให้ยื่นประมูลเงินกู้ที่เหลืออีกประมาณ 40,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามมติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ให้กระทรวงการคลังกู้เงินจำนำข้าวไม่เกิน 92,400 ล้านบาท รายงานข่าวจาก ธ.ก.ส. กล่าวว่า สำหรับยอดจ่ายเงินให้กับเกษตรกรในโครงการรับจำนำข้าว ปีการผลิต 56/57 ช่วง 5 วันที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 26-30 พ.ค.57 ธนาคารได้จ่ายให้เกษตรกรไปแล้ว 303,950 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 30,878.23ล้านบาท แบ่งเป็น วันที่ 26 พ.ค. จ่ายไป 3,544 ราย วงเงิน 311.94 ล้านบาท, วันที่ 27 พ.ค.จ่ายไป 35,943 ราย วงเงิน 4,000.21 ล้านบาท วันที่ 28 พ.ค. จ่ายไป 61,661 ราย วงเงิน 6,657.85 ล้านบาท วันที่ 29 พ.ค. จ่ายไป 84,233 ราย วงเงิน 9,002.04 ล้านบาท และวันที่ 30 พ.ค. จ่ายไป 118,569 ราย วงเงิน 11,633.78
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สบน.หารือธ.ก.ส.ควักเงินสำรองเพิ่มFacebook Comments