พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ในการหารือระหว่างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนักธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา หัวหน้าคสช.ได้ชี้แจงถึงเหตุผลความจำเป็นของการดำเนินการของคสช.ในช่วงที่ผ่านมาให้กับนักธุรกิจญี่ปุ่นรับทราบ โดยยืนยันถึงความสัมพันธ์ของประเทศไทยและญี่ปุ่น ทั้งทางราชการและด้านธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปทุกทิศทาง และยังได้สร้างความเชื่อมั่นว่า คศช.จะปกป้องผลประโยชน์ของนักธุรกิจญี่ปุ่นที่มีอยู่ในไทยอย่างเต็มที่ “นักธุรกิจญี่ปุ่นได้แสดงความเห็นว่า เข้าใจในสถานการณ์ของไทยแล้ว และคิดว่า สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ รวมทั้งเรื่องของธุรกิจการค้าระหว่างกัน และจากนี้ก็พร้อมที่จะร่วมมือกันพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศด้วย ขณะเดียวกันทางญี่ปุ่นเองก็ยังเสนอให้คสช. เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องของอุทกภัยร่วมกัน โดยสานต่อโครงการความร่วมมือที่เคยหารือกันไว้ในอดีต และยังขอให้ช่วยดูอุตสาหกรรมยานยนตร์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการอุปโภคบริโภค รวมถึงอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งธุรกิจดังกล่าวได้รับผลกระทบในช่วงที่ผ่านมา” ทั้งนี้ในเรื่องของการลงทุนของญี่ปุ่น โดยเฉพาะโครงการที่นักลงทุนเสนอขอรับการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอนั้น ในการหารือครั้งนี้ยังไม่ได้ลงรายละเอียดถึงประเด็นดังกล่าว รวมถึงเรื่องของการใช้งบประมาณลงทุนในโคการที่เกี่ยวข้องร่วมกัน โดยหัวหน้าคสช. ได้มอบหมายให้พล.อ.อ.ประจิน รองหัวหน้าคสช. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาอีกครั้ง พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวว่า ในส่วนของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติในภาพรวมนั้น หัวหน้าคสช.ยืนยันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของนักธุรกิจต่างชาติที่ยู่ในไทย รวมทั้งโครงการหรือข้อตกลงของประเทศต่างๆ ที่ได้ดำเนินการอยู่ก่อนหน้านี้ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยให้สานต่องานที่ยังค้างอยู่ทันที ส่วนโครงการเริ่มใหม่ก็คงต้องมาหารือกันอีกครั้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การหารือในครั้งดังกล่าว ทางหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เชิญนักธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่น ทั้งหอการค้าญี่ปุ่น กรุงเทพฯ (เจซีซี) และองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) รวมทั้งเอกชนจากบริษัทที่มีชื่อเสียง ทั้ง ผู้บริหารจากโตโยต้า มิตซูบิชิ มิตซุย ซูมิโตโม่ และพานาโซนิค เข้าร่วมชี้แจงทำความเช้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจุบัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แจงนักลงทุนญี่ปุ่น
Blog
-

แจงนักลงทุนญี่ปุ่น
Facebook Comments -

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 ปิดลบ 8.55 จุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 26 พ.ค. ดัชนีแกว่งตัวในแดนลบตลอดทั้งวัน โดยยังมีแรงเทขายจากนักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงาน เนื่องจากนักลงทุนยังรอความขัดเจนทางการเมือง โดยเฉพาะนโยบายบริหารประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เตรียมประกาศแผนระยะสั้น กลาง และยาว รวมถึงการแต่งตั้งนายกฯ และรัฐบาลเฉพาะกาล ส่งผลให้ระหว่างวัน ดัชนีหุ้นไทยลดลงต่ำสุด 1,381.01 จุด และปรับขึ้นสูงสุด 1,398.44 จุด จนมาปิดตลาด 1,388.29 จุด ลดลง 8.55 จุด หรือ 0.61% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 45,499.36 ล้านบาทสำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1.ปตท. ปิดที่ 296.00 บาท ลดลง 8.00 บาท2.ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 184.00 บาท ลดลง 5.00 บาท3.ศรีสวัสดิ์ ปิดที่ 14.90บาท เพิ่มขึ้น 0.90 บาท4.ช.การช่าง ปิดที่ 19.70 บาท เพิ่มขึ้น 1.70 บาท5.เอไอเอส ปิดที่ 231.00 บาท ลดลง 2.00 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 ปิดลบ 8.55 จุดFacebook Comments -

การเมือง-ศก.ฉุดสินเชื่อไตรมาส2
รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยแจ้งว่า แนวโน้มสินเชื่อในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้ายังมีโอกาสอ่อนแรงลงต่อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองซึ่งอาจทำให้สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 2ที่จดทะเบียนในไทยเติบโตชะลอลงต่ำกว่า7 % ประกอบกับ กิจกรรมทางเศรษฐกิจไทยในเดือนพ.ค. ยังน่าจะเผชิญแรงกดดัน จากปัญหาความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายและลงทุนของภาคเอกชนในประเทศที่ชะลอตัวลงขณะที่การฟื้นตัวส่งออกล่าช้า โดยประเด็นจับตาอยู่ที่ การเติบโตของสินเชื่อภาคธุรกิจว่าจะสามารถฟื้นตัวขึ้นได้หรือไม่หลังจากที่ในไตรมาส1 ตัวเลขต่ำกว่าคาดโดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ที่มียอดคงค้างสินเชื่อลดลงจากสิ้นไตรมาสก่อนหน้าทำให้แรงขับเคลื่อนสินเชื่อในภาพรวม ยังคงมาจากสินเชื่อรายย่อย “ยอดเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สุทธิของ 14ธนาคารพาณิชย์ไทย สิ้นเดือนเม.ย.มีจำนวน 9.56 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้น 2.02 หมื่นล้านบาทจากยอดคงค้างที่ 9.54 ล้านล้านบาท ในเดือนมี.ค.ด้านยอดเงินฝาก มีจำนวน 10.23 ล้านล้านบาท ลดลงเป็นเดือนที่สองติดต่อกันที่จำนวน 5.74 หมื่นล้านบาท จากยอดคงค้างที่ 10.28 ล้านล้านบาทในเดือนมี.ค.ขณะที่ ตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม (ซึ่งมีตั๋วแลกเงินเป็นหนึ่งในองค์ประกอบ) มีจำนวน8.02 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.09 หมื่นล้านบาทจากเดือนก่อนหน้าส่งผลให้สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ไทยในเดือนเม.ย.ตึงตัวขึ้นเล็กน้อย เห็นได้จากอัตราส่วนสินเชื่อรวมต่อเงินฝากที่รวมกับตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืมซึ่งปรับตัวขึ้นแตะระดับ 90.07 %จากมี.ค.อยู่ที่ระดับ 89.75%” สำหรับแนวโน้มการระดมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในช่วง1-2 เดือนข้างหน้านั้น แม้ว่าภาวะการแข่งขันในภาพรวมตลาดเงินฝากจากผู้ออมรายย่อยจะบรรเทาความรุนแรงลงโดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคา ซึ่งสะท้อนจากการปล่อยสินเชื่อใหม่ยังมีแนวโน้มชะลอตัว แต่คาดว่ามีโอกาสเห็นโครงการเงินฝากระยะค่อนข้างยาวและโครงการเงินฝากพิเศษสำหรับลูกค้ารายย่อยเฉพาะกลุ่ม ตลอดจนการเสนอขายตั๋วสัญญาใช้เงินไม่มีหลักประกันให้กับนักลงทุนสถาบันเป็นระยะๆ ตามกลยุทธ์ทางธุรกิจและนโยบายการบริหารเงินของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่ง ส่วนประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ความคืบหน้าในการผลักดันการใช้จ่ายของภาครัฐรวมถึงเครื่องชี้ด้านการค้าระหว่างประเทศเพราะจะมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อความเชื่อมั่นภาคเอกชน และการพลิกฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมอันจะมีนัยตามมาต่อการเติบโตของสินเชื่อและเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในระยะถัดไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การเมือง-ศก.ฉุดสินเชื่อไตรมาส2Facebook Comments