Blog

  • ททท.เร่งจัดอีเวนท์ฟื้นท่องเที่ยวไทย

    ททท.เร่งจัดอีเวนท์ฟื้นท่องเที่ยวไทย

    นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า เตรียมให้สำนักงานททท.ในต่างประเทศ ทั้ง 27 แห่ง หารือกับหน่วยงานราชการ อาทิ ทูตพาณิชย์ ทูตเกษตร เพื่อร่วมกันจัดงานเทศกาลด้านการท่องเที่ยวในแบบขนาดใหญ่พิเศษ สำหรับฟื้นฟูภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวและด้านความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย ภายหลังจากมีเหตุการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อ และทำให้เกิดการรัฐประหาร ขณะเดียวกันในระยะยาว จะทำการจับมือกับทูตต่างๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวเนื่องจากมีเครือข่ายพันธมิตรจากหลายประเทศด้วยนอกจากนี้ ยังเตรียมให้ทุกสำนักงาน นำเสนอโปรแกรมในช่วงหน้าหนาวของปี(วินเทอร์โปรแกรม) ให้กับทัวร์รายใหญ่ของแต่ละประเทศ(ทัวร์โอเปอเรเตอร์) โดยจะเน้นขายโปรแกรมใหม่ ชูจุดขายเมืองรองต่างๆ ที่มีสนามบิน เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่กรุงเทพฯที่นักท่องเที่ยวอาจจะยังไม่มั่นใจเดินทางมา ขณะเดียวกันจะเร่งจะตลาดดึงนักท่องเที่ยวที่เป็นสัดส่วนหลักที่นิยมมาเที่ยวประเทศไทยอยู่เป็นประจำ เพื่อจะเจาะตลาดให้ตรงกลุ่มและเพื่อไม่ให้เสียงบประมาณในการทำตลาดไปโดยเปล่าประโยชน์“ตอนนี้ต้องยอมรับงบประมาณเรายังมีอยู่เท่าเดิมตามที่ได้รับจากแผนปี 57 แต่ขณะนี้สถานการณ์ทางการเมืองทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวเริ่มลดลง แต่งบประมาณการทำตลาดเพิ่มเติมก็ยังไม่มี เราจึงต้องหันมาใช้วิธีการจับมือกับ ทูตต่างๆ ซึ่งทำงานอยู่ในพื้นที่เดียวกันก็จะช่วยกันได้ดีและทำให้งานใหญ่ขึ้น และประหยัดงบประมาณด้วย ส่วนด้านการทำตลาดและการประชาสัมพันธ์เราก็จะต้องหันมาใช้งบตามความเหมาะสมตลาดไหนที่จะฟื้นได้เร็วก็ใช้งบไปเจาะตลาดนั้นก่อน ขณะเดียวกันงบประชาสัมพันธ์บางอย่างที่ไม่สำคัญก็ตัดออกไป และพยายามคิดแบบใหม่และเอางบไปลงเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่าเดิม”ส่วนตลาดในประเทศ ททท.ยังคงรักษาเป้าหมายทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ไว้คงเดิม คือ จำนวนการเดินทาง 136คนต่อครั้ง และ ทำรายได้ 700,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นตลาดที่สำคัญที่จะช่วยพยุงรายได้ ในช่วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง อีกทั้งในระยะยาวหากตลาดในประเทศยังสามารถท่องเที่ยวได้ดีตามปกติก็จะเป็นปัจจัยที่ช่วยทำให้ชาวต่างชาติเกิดความมั่นใจที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวมากขึ้นด้วย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ททท.เร่งจัดอีเวนท์ฟื้นท่องเที่ยวไทย

  • สสนก.จับมือนาโนเทค พัฒนาเครื่องกรองน้ำกร่อย แก้ปัญหาวิกฤติน้ำเค็มรุกเจ้าพระยา-บางปะกง

    สสนก.จับมือนาโนเทค พัฒนาเครื่องกรองน้ำกร่อย แก้ปัญหาวิกฤติน้ำเค็มรุกเจ้าพระยา-บางปะกง

    สสนก.จับมือนาโนเทค พัฒนาเครื่องกรองน้ำกร่อยด้วยไส้กรองนาโน  ชี้สะดวกในการเคลื่อนย้าย พร้อมช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำจากวิกฤติน้ำเค็มรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยาและบางปะกง นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สสนก. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการติดตาม วิเคราะห์สถานการณ์ น้ำและจัดสรรน้ำ  กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์น้ำเค็มรุกใน แม่น้ำเจ้าพระยา ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ยังน่าเป็นห่วงสำหรับแม่น้ำบางปะกง ที่ยังมีค่าความเค็มเกินมาตรฐาน ทั้งเพื่อการผลิตน้ำประปาและการเกษตร ซึ่งในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ จะเกิดน้ำทะเลหนุนอีกครั้ง อาจส่งผลให้เกิดภาวะน้ำเค็มรุกล้ำแม่น้ำเข้ามาได้อีก ดังนั้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาในช่วงวิกฤติน้ำเค็มรุก สสนก. ได้ร่วมกับ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) ผลิตเครื่องกรองน้ำดื่มจากน้ำกร่อย หรือ กรองน้ำเค็ม  SOS t1 (System of salinity) เพื่อใช้แก้ปัญหาโดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำมีน้อย ด้าน ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการนาโนเทค  กล่าวว่า เครื่อง  SOS t1 ที่นักวิจัยนาโนเทคพัฒนาขึ้นนี้  สามารถกรองน้ำกร่อยหรือน้ำเค็ม ให้เป็นน้ำดื่มที่มีคุณภาพตามมาตรฐานได้ โดยใช้เทคโนโลยีนาโน ผลิตไส้กรองเซรามิกเคลือบอนุภาคเงิน ไส้กรองที่พัฒนาขึ้นนี้ มีจุดเด่นในการยืดอายุการใช้งานของไส้กรอง อาศัยหลักการกรองน้ำที่ใช้เมมเบรนฟิลเตอร์ ซึ่งมีรูพรุนเล็กมาก ดังนั้นโมเลกุลของน้ำเท่านั้นที่ผ่านเข้าไปได้  ทำให้มีประสิทธิภาพการดักจับแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น เกลือที่ปนเปื้อนมากับน้ำ  เครื่องดังกล่าวมีกำลังการผลิตประมาณ 200 ลิตรต่อชั่วโมง ที่สำคัญเป็นเครื่องกรองน้ำดื่มจากน้ำกร่อยเคลื่อนที่ได้เหมาะสำหรับการขนย้ายไปยังลุ่มน้ำต่าง ๆ ที่ประสบภาวะวิกฤติน้ำเค็มได้สะดวก.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สสนก.จับมือนาโนเทค พัฒนาเครื่องกรองน้ำกร่อย แก้ปัญหาวิกฤติน้ำเค็มรุกเจ้าพระยา-บางปะกง

  • แนะวิธีซื้อสมาร์ทโฟนอย่างคุ้มค่า

    แนะวิธีซื้อสมาร์ทโฟนอย่างคุ้มค่า

    ปัจจุบันมี “สมาร์ทโฟน” มากมายในตลาด หลากหลายรุ่นหลากหลายดีไซน์  ราคาตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมื่น  ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกให้ซื้อและเปรียบเทียบได้มากขึ้น ซึ่งในยุคเศรษฐกิจปัจจุบันที่หลายคนต้องรัดเข็มขัดแบบนี้  การเลือกซื้อสมาร์ทโฟนในราคาที่ไม่แพงและสามารถตอบสนองความต้องการใช้งานของผู้บริโภคได้มากที่สุด น่าจะเรียกได้ว่า “คุ้มจริง”“กิตติพงศ์  กิตติภัสสร” ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท ทีดับบลิวแซด คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำว่า สำหรับการเลือกซื้อโทรศัพท์ให้คุ้มค่านั้น เรื่องแรกที่ต้องพิจารณา คือ ระบบปฏิบัติการ (os) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนโดยระบบปฏิบัติการ ก็คือ ตัวที่ทำให้มือถือเก่งขึ้น เป็นมากกว่าแค่การโทรฯเข้าหรือรับสาย ซึ่งในตลาดมือถือตอนนี้มี 3 ระบบที่นิยมใช้ ได้แก่ไอโอเอส ที่เด่นด้านมัลติมีเดีย อีกระบบคือ วินโดว์ส โฟน ที่เด่นด้านการใช้งานจัดการเอกสารเพื่อใช้ในการทำงาน  (ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ) แต่เป็นระบบปิด ทำให้มีแอพพลิเคชั่นบนวินโดว์ส โฟน สโตร์ เพียง 1 แสนแอพพลิเคชั่นเท่านั้น แต่ที่ดูจะเป็นที่นิยมมากก็คือ ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ เพราะเป็นระบบที่ใช้งานได้ง่าย เน้นใช้งานมัลติมีเดียหลากหลายรูปแบบ และเป็นระบบปฏิบัติการแบบเปิด ทำให้มีแอพพลิเคชั่นในเพลย์ สโตร์  รวม ๆ กว่า 8 แสนแอพพลิเคชั่นส่วนประการที่  2 คือ สเปกตัวเครื่อง  หากจะซื้อสมาร์ทโฟนทั้งทีต้องซื้อเครื่องที่แรง ๆ หน่อย ก็หมายถึงเครื่องที่ทำงานได้รวดเร็ว แต่ไม่ต้องแรงเกินความจำเป็น เพราะราคาสูง สิ้นเปลืองเปล่า ๆ  สำหรับการใช้งานแบบทั่วไป ควรเลือกเป็นแบบ ซีพียู ดูอัล คอร์  (2 แกนช่วยประมวลผล) เป็นความเร็วมาตรฐานที่ใช้ทำงานและเล่นเกมทั่วไป ส่วนควอด คอร์   (4 แกน) จะรองรับการเปิดใช้งานได้หลาย ๆ โปรแกรมพร้อมกัน และเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ก  โปรแกรมไลน์ หรือเกมแบบภาพ 3 มิติได้ แต่ราคาเครื่องจะสูง จำง่าย ๆ ว่ายิ่ง ซีพียู ดูอัล คอร์ ยิ่งเยอะ เครื่องยิ่งแรง และยิ่งแพงถัดมา คือ จอภาพ แบ่งออกเป็น  2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ จอแอลซีดี และ อะโมเลด  (มีเฉพาะยี่ห้อซัมซุง) จากนั้นก็พิจารณาที่  “หน่วยความจำ” ให้ดูการใช้งานของคุณเป็นหลัก มาตรฐานทั่วไปอย่างน้อยต้องมีแรม 512 MB  และรอม 1G  ถ้าใช้งานแค่ด้านโซเชียลเน็ตเวิร์ก   เล่นไลน์ เล่นเฟซบุ๊ก ควรจะมีความจุประมาณ 1-4 GB ถ้าชอบดาวน์โหลดแอพต่าง ๆ เช่น เกมโปรแกรมแต่งภาพ ประมาณ 8 GB น่าจะเหมาะ แต่หากชอบถ่ายรูปและถ่ายคลิปวิดีโอรวมถึงตัดต่อแล้วละก็ ความจุ 16-32 GB น่าจะดีที่สุดอีกส่วนที่ต้องพิจารณา คือ “กล้องดิจิ ตอล” ซึ่งจริง ๆ แล้วกล้องหลังความละเอียดอย่างน้อย 2 เมกะพิกเซลก็เพียงพอแล้ว และสุดท้ายคือ แอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่ใส่ในเครื่อง และนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น จีพีเอสนำทาง เครื่องคิดเลขแบบวิทยาศาสตร์ กล้องถ่ายรูป เครื่องสแกนเอกสาร และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ สามารถมารวมกันอยู่ในสมาร์ทโฟนเครื่องเดียวที่ราคาไม่ถึง 5,000 บาทด้วยซ้ำไป ดังนั้นการเลือกใช้สมาร์ทโฟนแค่หลักพัน ก็สามารถสร้างความคุ้มค่าเกินราคาได้อย่างไม่ยาก หากรู้จักเลือกซื้อให้เป็น.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะวิธีซื้อสมาร์ทโฟนอย่างคุ้มค่า