Blog

  • ศูนย์เตือนภัยฯแนะชาวเชียงรายอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยอีก 3-6 ชม.

    ศูนย์เตือนภัยฯแนะชาวเชียงรายอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยอีก 3-6 ชม.

    วันนี้ (8พ.ค.) เวลา 12.00 น.น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ขนาด 6.3 ตามมาตรฐานริกเตอร์ บริเวณ อ.พาน จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 57 เวลา 18.08 น. ที่ผ่านมา ยังคงเกิดอาฟเตอร์ช็อคต่อเนื่อง ดังนั้น ศูนย์เตือนภัยฯ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยแผ่นดินไหว ระมัดระวัง โดยยังคงให้พักอาศัยอยู่ในที่ปลอดภัยต่อไปอีก 3-6 ชม. หากมีข้อมูลเปลี่ยนแปลง ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จะแจ้งข้อมูลให้ทราบเป็นระยะต่อไปในขณะที่ สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า หลังจากเกิดแผ่นดินไหวระดับ 6.3 ริกเตอร์มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ อ.พาน จ.เชียงรายตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมาจนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 เวลา 12.00 น. เกิดแผ่นดินไหวตามมา (Aftershock) ดังนี้ ขนาด 5.0-5.9 จำนวน 7 ครั้ง ขนาด 4.0-4.9 จำนวน 23 ครั้ง ขนาด 3.0-3.9 จำนวน 85 ครั้ง และขนาดน้อยกว่า 3.0 จำนวนมากกว่า 292 ครั้ง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ศูนย์เตือนภัยฯแนะชาวเชียงรายอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยอีก 3-6 ชม.

  • พาณิชย์ยันคืนเงินคลังครบ2หมื่นล้านสัปดาห์หน้า

    พาณิชย์ยันคืนเงินคลังครบ2หมื่นล้านสัปดาห์หน้า

    นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่าขณะนี้กรมได้ส่งเงินจากการระบายสต็อกข้าวสารรัฐบาลคืนให้กับกระทรวงการคลังแล้วกว่า  15,000 ล้านบาทและภายในสัปดาห์หน้าคาดว่าจะส่งเงินคืนเพิ่มอีก 4,000-5,000 ล้านบาท ซึ่งจะครบตามจำนวน  20,000 ล้านบาท ที่ยืมมาจ่ายค่าข้าวให้กับชาวนาหรือสามารถใช้เงินคืนได้ก่อนเดือน พ.ค. 57 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ได้กำหนดไว้   “หลังจากนั้นเงินที่ได้จากการระบายข้าวจะเร่งส่งให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำเงินมาจ่ายค่าข้าวชาวนาที่ยังค้างอยู่อีก 90,000 ล้านบาทซึ่งจะพยายามหาเงินมาจ่ายคืนชาวนาให้ครบภายในสิ้นปีนี้หรือถึงต้นปีหน้าโดยประมาณการณ์จากการขายข้าวได้เงินเฉลี่ยเดือนละ  10,000 ล้านบาท”      สำหรับการระบายสต๊อกข้าวสารรัฐบาลยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามแผนงานโดยในช่วงกลางเดือนพ.ค.นี้จะนำคณะไปเจรจาขายข้าวในตลาดตะวันออกกลางและตลาดแอฟริกาใน 2-3 ประเทศโดยเฉพาะตลาดแอฟริกา ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหญ่และมีการนำเข้าข้าวจากไทยประมาณ 60% ของการส่งออกรวมหรือประมาณ 4 ล้านตัน ซึ่งประเทศที่ซื้อข้าวจากไทย เช่น ไนจีเรีย อิรัก อิหร่านมีความสนใจซื้อข้าวไทยเพิ่มเติม    นอกจากนี้กรมจะเปิดประมูลข้าวสารสต๊อกรัฐบาลแบบประมูลทั่วไปในวันที่ 14 พ.ค. ปริมาณ  450,000 ตัน แบ่งเป็น ข้าวสารที่ได้จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 54/55  นาปรัง 55และโครงการรับจำนำข้าวเปลือก 55/56 และ 56/57 รวมปริมาณ 432,000ตัน   และข้าวสารเสื่อมสภาพและข้าวเปียกน้ำ ที่ได้จากโครงการรับจำนำข้าวปี 49/50โครงการรับจำนำข้าวนาปี 54/55  นาปรัง 55 และ 55/56 รวมปริมาณ  17,000 ตัน    “การเปิดประมูลข้าวที่สามารถขายได้ครึ่งหนึ่งของปริมาณที่เปิดประมูลเป็นเพราะกรมไม่ยอมขายราคาต่ำให้ เพราะมีเกณฑ์ราคาขายตั้งไว้อยู่แล้วซึ่งรวมถึงการขายข้าวให้กับรัฐบาลต่างประเทศด้วย หากเสนอซื้อในราคาต่ำกว่าตลาดก็ไม่ขายเช่นกัน”      สำหรับ ความคืบหน้าการขายข้าวให้กับมาเลเซีย 800,000 ตันนั้นอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเจรจาต่อรองราคาโดยมาเลเซียเสนอซื้อราคาต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะขายประมาณ 10 เหรียญสหรัฐต่อตันซึ่งกรมยืนยันที่จะขายตามราคาที่ตั้งไว้แต่เชื่อว่าสุดท้ายแล้วมาเลเซียจะซื้อข้าวในราคาที่ไทยกำหนด เพราะแนวโน้มราคาข้าวตลาดโลกสูงขึ้นจากภาวะภัยแล้งทำให้ผลผลิตข้าวตลาดโลกลดลง      อย่าง ไรก็ตาม การส่งออกข้าวไทยปีนี้ คาดว่าจะปริมาณ9-10 ล้านตัน คิดเป็นเงิน 5,000-5,300 ล้านเหรียญสหรัฐหรือสูงเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้เดิมว่าไทยจะส่งออกข้าวได้ 8.5ล้านตันได้อย่างแน่นอน     “ส่วน ผลการตัดสินของ ป.ป.ช.เกี่ยวกับโครงการรับจำนกข้าว ไม่ว่า ผลจะออกมาเป็นอย่างไรเชื่อว่าการเดินหน้าขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ และการเปิดประมูลเป็นการทั่วไปก็ยังคงเดินหน้าตามแผนเช่นเดิม”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์ยันคืนเงินคลังครบ2หมื่นล้านสัปดาห์หน้า

  • เอกชนหวั่นเศรษฐกิจดิ่งเหว ประเทศไร้ผู้บริหารที่แท้จริง

    เอกชนหวั่นเศรษฐกิจดิ่งเหว ประเทศไร้ผู้บริหารที่แท้จริง

    หลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ที่ผ่านมา ให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมสิ้นสุดลงเฉพาะตัว รวมทั้งความเป็นรัฐมนตรีของคณะรัฐมนตรีที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี จากตำแหน่งเลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สิ้นสุดลง  ปรากฏว่าได้ทำให้บรรดาภาคเอกชน นักวิชาการได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง แม้ว่าคำตัดสินจะไม่ได้เกินความคาดหวังของหลาย ๆ ฝ่าย โดยส่วนใหญ่มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าจะยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้นโดยอาจเติบโตได้ไม่เกิน 2%  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนหวั่นเศรษฐกิจดิ่งเหว ประเทศไร้ผู้บริหารที่แท้จริง