รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่ผ่านมา พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ได้ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยกำชับให้กรมฯจัดทำแผนกระตุ้นการส่งออกเฉพาะหน้าและจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว 10 ปี โดยให้เน้นเรื่องการจัดอันดับความสำคัญและทำงานเชิงรุก ที่ต้องเข้าใจความต้องการของตลาดนั้นๆ แล้ววางแผนการรุกตลาดให้สอดคล้องกับตลาดนั้นๆ ให้สามารถรู้ว่าไทยมีจุดอ่อนจุดแข็งและจะปรับอย่างไร เพื่อลดอุปสรรคทางการค้า และการผลักดันตลาดใหม่ “การบ้านหลักคือต้องทำอย่างไรที่จะสร้างแบรนด์ไทยในต่างแดน และให้ต่างชาติได้รับรู้ว่าสินค้านั้นๆแตกต่างและมีคุณสมบัติดีกว่าคู่แข่งอย่างไร เช่น ในอาเซียนผักผลไม้มีความใกล้เคียงกัน เช่น ทุเรียน ลำไย ข้าวหอม ก็ให้ดูว่าจะสร้างความเข้าใจอย่างไรว่ามาอาเซียนสินค้าชนิดนั้นต้องซื้อสินค้าไทย ซึ่งก็ให้ทูตพาณิชย์บรรจุในการแผนงานกระตุ้นส่งออกด้วยกับการสร้างตราสินค้าไทยและนิยมใช้สินค้าไทย ตามนโยบายรัฐบาล “รายงานข่าวยังแจ้งต่อว่า พล.อ.ฉัตรชัย ยังไม่ได้มอบหมายตัวเลขเป้าหมายส่งออกปี 58 แต่ก็ต้องการให้การขยายตัวควรอยู่ในค่าเฉลี่ยเกิน 5% ต่อปี เพื่อให้สูงกว่าประมาณการตัวเลขทางเศรษฐกิจที่คาดว่าปีหน้าจะขยายตัวได้ 4% จากปีนี้ขยายตัว 1.5-2% ทั้งนี้ในการประชุมทูตพาณิชย์กับภาคเอกชน ในวันที่ 18 ต.ค. นี้ ที่โรงแรมเซ็นทารา ลาดพร้าวจะมีผู้ทรงคุณวุฒิมา 3-4 คนมาเผยถึงสถานการณ์การค้าโลก และวันที่ 20 ตุลาคม จะประชุมทูตพาณิชย์และรับมอบนโยบายตัวเลขปี 58 จากพล.อ.ฉัตรชัย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ฉัตรชัย”ขายไอเดียนิยมสินค้าไทย
Blog
-

“ฉัตรชัย”ขายไอเดียนิยมสินค้าไทย
Facebook Comments -

พาณิชย์เร่งแก้ปัญหาข้าวหอมล้นตลาด
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ขณะนี้นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมช.พาณิชย์ ได้หารือกับ สมาคมผู้ส่งออกข้าว บริษัทส่งออก และสมาคมโรงสีข้าวไทย เพื่อหาแนวทางในการดูแลปริมาณข้าวหอมมะลินาปี 2557/58 ที่ประเมินว่าจะมีการข้าวเปลือกหอมมะลิออกสู่ตลาดพร้อมกันกว่า 4-5 ล้านตันในช่วงเดือน พ.ค. – ธ.ค. 57 จากผลผลิตรวมประมาณ 6-7 ล้านตัน ซึ่งจะส่งผลต่อปริมาณข้าวล้นตลาดและราคาตกต่ำ โดยขณะนี้เริ่มมีสัญญาณราคาข้าวล่วงหน้าตกต่ำแล้ว จากการกำหนดราคาของผู้บริษัทผู้ค้าข้าวและส่งออก ถึงบริษัทค้าข้าวในประเทศ โดยมีการกำหนดราคารับซื้อล่วงหน้าในราคาต่ำลงต่อเนื่องถึงเดือน ธ.ค. โดยข้าวหอมมะลิควรกิโลกรัมละเกิน 40 บาท ตอนนี้เหลือ 38 บาท และในเดือน ธ.ค. อาจจะลดอีก 5-7 บาท"ในการหารือทั้งผู้ส่งออกและโรงสี เห็นพ้องว่าต้องมีมาตรการออกมาพยุงปริมาณข้าวไม่ให้ออกสู่ตลาดพร้อมกันช่วง 2 เดือนที่เหลือปีนี้ โดยมีการเสนอแนวทางฟื้นฟูการเก็บสต็อกข้าวในยุ้งฉางชาวนา และให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส)ปล่อยกู้มูลค่า 80% ของราคาข้าว เพื่อให้ระบายเมื่อข้าวมีราคาดีเหมาะสม ส่วนการรักษาเสถียรภาพราคา ก็ให้กระทรวงพาณิชย์ตั้งราคาแนะนำขั้นต่ำ โดยคำนวณบนพื้นฐานราคาตลาดโลก และชี้นำตลาดอย่างแท้จริง"นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ยอมรับว่าผู้ค้ากังวลต่อราคาข้าวในตลาดที่ขณะนี้ค่อนข้างผันผวนและแนวโน้มลดลง เพราะนาปีปีนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 2-3 ปีที่ไม่มีนโยบายรัฐในการกำหนดราคาไว้ให้ อย่างในอดีตข้าวเปลือกหอมมะลิก็ตั้งไว้ตันละ 20,000 บาท ฉะนั้นก็จะอยู่ว่าราคาซื้อขายควรเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ไม่มีราคากลาง ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐกับเอกชนก็ต้องหารือร่วมกันว่าจะใช้จุดใดในการเป็นแกนกลางราคากลางที่เหมาะสม รวมถึงโรงสีกับผู้ส่งออกจะร่วมมือกันในการผลักดันตลาดส่งออก และหากราคาส่งออกแย่ลงกว่าต้นทุนในประเทศ รัฐควรมีมาตรการดูแลช่วยเหลือ เชื่อว่าจะต้องหารือกันอีก 2-3 ครั้ง ถึงจะได้ข้อสรุป“ราคาส่งออกตอนนี้ไม่นิ่ง เปลี่ยนแปลงเร็วมาก บางรายแจ้งว่าผู้ซื้อขอราคาตันละ 800 ดอลลาร์สหรัฐฯเท่านั้น ทั้งๆราคาไม่ควรต่ำกว่า 900-1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ก็เชื่อว่าเป็นภาวะสั้นๆ ราคาข้าวหอมมะลิไม่ควรต่ำกว่า 900 ดอลลาร์ฯ ก็ขึ้นอยู่กับแนวทางเก็บปริมาณข้าวรอบใหม่ หากปล่อยมาพร้อมกัน 5-6 ล้านตันก่อนปีใหม่นี้ น่าเป็นห่วง ราคาจะตกอย่างถล่มทลาย”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์เร่งแก้ปัญหาข้าวหอมล้นตลาดFacebook Comments -

ยอดขอลงทุนเดือน ก.ย.สูงสุดในรอบปี
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนเดือนก.ย. 57 มีนักลงทุนสนใจยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 158 โครงการ เพิ่มขึ้น 30% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เงินลงทุนรวม 176,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 360 % ถือเป็นจำนวนโครงการ และมูลค่าเงินลงทุนสูงสุดนับตั้งแต่ม.ค. 57 เนื่องจากมีกลุ่มกิจการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากก๊าชธรรมชาติ ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนเข้ามาจำนวน 5 โครงการ เงินลงทุนรวม 135,000 ล้านบาท ชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนมีความเชื่อมั่นกลับมาลงทุนอย่างต่อเนื่อง“สัญญาณการลงทุนมีการฟื้นตัวมาตั้งแต่ในช่วงเดือนพ.ค. และสูงที่สุดในเดือนก.ย. เป็นผลจากการลงทุนของกลุ่มกิจการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากก๊าชธรรมชาติสูงถึง 135,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนให้ความสนใจกับการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของบีโอไอ รวมถึงนักลงทุนเริ่มมีความเชื่อมั่นกลับมาอย่างต่อเนื่องโดยหลังจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี มั่นใจว่าทิศทางการลงทุนจะยังมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ภาพรวมการลงทุนของไทยปีนี้อาจสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ระดับ 700,000 ล้านบาท ”สำหรับภาพรวมการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย. ) พบว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 1,040 โครงการ ลดลง 23% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีเงินลงทุนรวม 592,000 ล้านบาท ลดลง 17.4% เนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีการลงทุนของโครงการขนาดใหญ่จำนวนมาก และในช่วงต้นปีนี้มีเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ส่งผลให้นักลงทุนชะลอการลงทุนทั้งนี้กิจการที่เข้ามาลงทุนกระจายในกลุ่มกิจการต่างๆ ได้แก่ กิจการบริการและสาธารณูปโภค 309 โครงการ เงินลงทุน 250,600 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง 207 โครงการ เงินลงทุน 197,000 ล้านบาท เคมี กระดาษ และพลาสติก จำนวน 115 โครงการ เงินลงทุน 54,800 ล้านบาท เกษตรกรรม และผลิตผลจากการเกษตร 162 โครงการ เงินลงทุน 34,900 ล้านบาท เหมืองแร่ เซรามิกส์นายมาณพ ชิวธนาสุนทร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาการจัดการอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า กสอ. ได้พาผู้ประกอบการของไทยกลุ่มคลัสเตอร์ไปจัดแสดงและจำหน่ายในงานแสดงสินค้าดังกล่าว เช่น คลัสเตอร์เครื่องหนัง สิ่งทอเพชรเกษม นวัตศิลป์บางกอก และอาหาร จากบริษัท เอส.ที. ซีสตาร์ เลทเธอร์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องหนังและรองเท้าอัจฉราไข่วิจิตร ผู้ผลิตหัตถกรรมจากเปลือกไข่ บริษัท บางกอก ซีทีวี อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิตกระเป๋าผ้า บริษัท เอส.ซี.ฟู้ดแอนด์เบเวอรเรจ ผู้ผลิตเครื่องดื่ม ที-เซเว่น และกลุ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมหวานเพชรบุรี“ในปัจจุบันชาวจีนไม่เชื่อมั่นสินค้าอาหารที่ผลิตภายในประเทศ ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคของชาวจีนเปลี่ยนไปหันมานิยมบริโภคอาหารนำเข้าจากต่างชาติมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าจากไทย เนื่องจากชาวจีนมองว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพดีและมีราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับสินค้านำเข้าจากประเทศอื่นๆ เช่น ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยอดขอลงทุนเดือน ก.ย.สูงสุดในรอบปีFacebook Comments