Blog

  • ดับฝันเด็กจบใหม่ไร้งานทำ ชี้อย่าเลือกงานเร่งเพิ่มทักษะ

    ดับฝันเด็กจบใหม่ไร้งานทำ ชี้อย่าเลือกงานเร่งเพิ่มทักษะ

    เป็นเรื่องปกติของทุกปี ณ ช่วงเวลานี้ จะมีบัณฑิตจบใหม่เข้ามาสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ยหลายแสนคน โดยปี 57 ทาง “กรมการจัดหางาน” มองว่า จะมีผู้เข้าสู่ตลาดแรงงานรวม 547,853 คน โดยส่วนใหญ่เป็นปริญญาตรี 336,879 คน คิดเป็นสัดส่วน 61.49% รองลงมา คือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และอนุปริญญา 74,550 คน สัดส่วน 13.61% มัธยมศึกษาปีที่ 3 64,604 คน สัดส่วน 11.79% ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.ปีที่ 3) 48,884 คนสัดส่วน 8.92% มัธยมศึกษาปีที่ 6 22,936 คนสัดส่วน 4.19% แต่ปีนี้สัญญาณเตือนวิกฤติแรงงานไทย…จ่อตกงานเริ่มส่งสัญญาณดังถี่และชัดขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้จากสารพัดโพลของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และหลายหน่วยงานสำคัญ ๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับภาคเศรษฐกิจโดยตรงระบุชัดแล้วว่า ปีนี้นักศึกษาจบใหม่มีสิทธิตกงานหลักแสนคนจากเหตุใหญ่เศรษฐกิจชะลอทำให้ผู้ประกอบการเบรกเอี๊ยดแผนการลงทุนแทบจะทั้งหมดทำได้เพียงประคองกิจการและเมื่อลงทุนไม่เกิดการจ้างงานใหม่ ก็ย่อมไม่เกิดเช่นกัน ผลกรรมเลยตกอยู่ที่ “แรงงานจบใหม่” มีสิทธิวิจัยฝุ่นกันยกใหญ่ทีเดียว คาด ป.ตรีตกงาน 1.6 แสนคน  ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาทางนักวิชา  การหลายสำนัก ได้ฟันธงแนวโน้มการจ้างงานในปี 57 ออกอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรงมาตลอดโดย “ยงยุทธ แฉล้มวงษ์”  ผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาแรงงานสถาบัน วิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีขึ้นจากหลายปัจจัยทั้งการส่งออก การบริโภคในประเทศ การลงทุน และการใช้จ่ายของรัฐบาล ช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลทำให้คาดการณ์ว่าปีนี้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวต่ำกว่า 3% โดยหลักการแล้วหากจีดีพีโตต่ำกว่า 4% อาจส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเกินกว่า 1% จากเดิมที่มีประมาณ 0.7-0.8% เท่านั้น ถ้าคิดเป็นจำนวนคนก็จะมีคนว่างงานโดยเฉพาะในระดับปริญญาตรีขึ้นไปประมาณ 150,000–160,000 คน นักวิชาการทีดีอาร์ไอยังย้ำอีกว่า ถ้าหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อลากยาวไปกลางปี หรือ 1 ปี ผลกระทบของภาคแรงงานจะปรากฏชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการจ้างงานในภาคการผลิตที่อ่อนไหวคือ อุตสาหกรรมและภาคบริการ ที่เป็นแหล่งดูดซับแรงงานแบบเข้มข้นในหลายสาขาโดยเฉพาะอุตสาหกรรมรับจ้างนำชิ้นส่วนมาประกอบจะถูกกระทบมากยิ่งขึ้นต่อเนื่อง ชี้เรียนคณะอะไรส่อตกงาน-ได้งานง่าย?   สำหรับภาควิชาของบัณฑิตจบใหม่ที่มีแนวโน้มว่างงานสูงสุด คือ คณะศิลปศาสตร์, บริหารธุรกิจ, มนุษยศาสตร์ ขณะที่คณะที่มีแนวโน้มได้งานทำสูงสุด คือ นิเทศศาสตร์ ซึ่งถือเป็นคณะมนุษย์ทองคำ เพื่อรองรับการเปิดทีวีดิจิตอล, ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมในกลุ่มดังกล่าว ที่ยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง  สอดคล้องกับ “เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์” อธิการบดีมหา วิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่าผลสำรวจของผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่มีแผนที่จะไม่รับพนักงาน หรือปรับลดปริมาณการรับพนักงานใหม่ลงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้นักศึกษาที่จบใหม่ทั้งในระดับปริญญาตรี ปวส. ปวช.ที่จบการศึกษาในปี 57 ประมาณ 50% มีแนวโน้มจะตกงาน   แต่ภาวะแบบนี้ผู้ประกอบการยังมีแผนปลดพนักงานไม่มากเพราะจำเป็นต้องเลี้ยงพนักงานโดยเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพต้องเก็บไว้รองรับในช่วงเศรษฐกิจฟื้นและการเมืองสงบยกเว้นกลุ่มพนักงานรายวันที่พบว่าเจ้าของกิจการลดหรือไม่ต่อสัญญากลุ่มนี้แล้ว 31.2% เพื่อลดต้นทุนช่วงที่จำหน่ายสินค้าได้ไม่ดีนัก  วิกฤติแรงงานรุนแรงเทียบปี 51  ส่วนมุมมองภาคเอกชนซึ่งคลุกคลีกับผู้ประกอบการโดยตรงก็มองไปในทิศทางเดียว และมองภาพรุนแรงกว่าอีกด้วยโดย “พงษ์เดช ศรีวชิรประดิษฐ์” รองประธานกรรมการบริหารสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองแนวโน้มการจ้างงานในปี 57 ว่าจากความขัดแย้งทาง การเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้กำลังการซื้อภายในประเทศถดถอยอัตราการลงทุนขยายธุรกิจใหม่ ๆ แทบจะหยุดชะงัก รวมทั้งการเกิดสุญญากาศทางการเมืองก็ไม่สามารถอนุมัติงบลงทุนภาครัฐได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้อัตราการจ้างงานภายในประเทศจะถดถอยลงมากมีความรุนแรงเทียบได้กับเหตุวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 51 คาดว่า ปีนี้จะมีผู้ที่จบการศึกษาตั้งแต่ระดับ ปวช.จนถึงปริญญาตรีจะมีประมาณ 300,000 คน ในจำนวนนี้จะมีนักศึกษาถึง 50% หรือประมาณ 150,000 คน จะต้องตกงาน เนื่องจากไม่มีการขยายงานในภาคเอกชน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์กว่า 20 บริษัทยังไม่มีประกาศรับแรงงานใหม่เลย สอดรับกับ “สุพันธุ์ มงคลสุธี” ประธาน ส.อ.ท. คนใหม่ถอดด้าม มองว่า จากการสอบถามสมาชิกฯหลาย ๆ อุตสาหกรรม ใน ส.อ.ท.ระบุว่า แนวโน้มการจ้างงานใหม่ยังอยู่ในระดับตํ่ามากเพราะทุกคนชะลอแผนการลงทุนเพื่อรอดูทิศทางแนวโน้มการเมืองซึ่งจะส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นทุกอุตสาหกรรม  เพราะขณะนี้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการส่งออกก็ยังขยายตัวได้ดี ไม่เหมือนกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องในประเทศโดยตรงจะมีการชะลอการจ้างงานในระดับสูงโดยเฉพาะผู้ที่จบการศึกษาในรายระดับปริญญาตรีขึ้นไป อาจจะได้งานช้ากว่าผู้ที่จบการศึกษาในระดับ ปวช. ปวส. ชี้บัณฑิต ป.ตรีจบล้นทุกปี  ถ้าพูดถึงปัญหาใหญ่ของแรงงานจบใหม่ โดยเฉพาะแรงงานระดับบนที่จบปริญญาตรีขึ้นไปมักจะต้องว่างงานเป็นจำนวนมาก ทุก ๆ ปีส่วนใหญ่เกิดจากปริมาณความต้องการในตลาดแรงงานต่ำกว่าปริมาณบัณฑิตที่จบมาอยู่แล้ว โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเคยประเมินความต้องการของตลาดแรงงานในปี 55-59 ว่ามีความต้องการแรงงานระดับบนประมาณ 150,000 คนต่อปีเท่านั้นสวนทางกับจำนวนบัณฑิตระดับปริญญาตรีจบใหม่ที่คาดว่าจะมีปีละ 300,000-400,000 คน และยิ่งปีนี้เป็นปีที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ดีผู้ประกอบการไม่มีการลงทุนใหม่ ๆ ความต้องการก็จะยิ่งลดลง ปัญหาใหญ่ชอบเลือกงาน  ที่สำคัญแรงงานระดับบนมักประสบปัญหาการเลือกงาน!!! มีการคาดหวังกับการเข้าทำงานสูงว่าจะต้องได้เงินเดือนดี ๆ สวัสดิ การดี อยู่ในองค์กรที่มีชื่อเสียงโดยที่ไม่ได้มองว่าสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นอย่างไร  ส่วนปัญหาแรงงานระดับกลางถึงระดับล่าง หรือที่จบการศึกษาตั้งแต่ ปวส.ลงมาถึง ป.6 ยังไม่ค่อยประสบปัญหาการว่างงานเนื่องจากยังเป็นที่ต้องการของตลาดโดยเฉพาะที่จบจากสายวิชาชีพโดยเฉพาะ เช่น ปวช. ปวส. มักไม่ค่อยตกงานเพราะมีอุตสาหกรรมต่าง ๆ รองรับแล้ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่แรงงานระดับล่างยังเป็นที่ต้องการในตลาดเช่นกัน แม้ว่าจะใช้บริการแรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนมากแล้วก็ตามเพราะแรงงานคนไทยในกลุ่มนี้มักอยู่ไม่ทน เปลี่ยนแปลงงานบ่อย บางครั้งเพื่อนร่วมงานเป็นตัวแปรสำคัญในการโยกย้ายงานบ่อยและคนไทยหลาย ๆ คนมักจะเกี่ยงงานหรือเรียกว่าหนักไม่เอาเบาก็ไม่ค่อยสู้   เช่น ทำงานในร้านอาหาร คนไทยมักจะไม่ค่อยทำเพราะเห็นว่า งานหนักมักจะเลือกทำงานในโรงงานมากกว่า จึงทำให้แรงงานในระดับล่าง ยังเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่องเพราะมีการเคลื่อนย้ายเข้าออกแรงงานอยู่บ่อย ๆ นักลงทุนหนีฉุดตกงานเพิ่ม  อย่างไรก็ตาม “นักวิชาการทีดีอาร์ไอ” ยังระบุถึงปัญหาที่น่าวิตกและคาดว่าจะปรากฏชัดในครึ่งหลังของปี 57 และในปีถัดไป คือผลกระทบจากปัจจัยการเมืองที่ยังยืดเยื้อ ซึ่งเป็นปัจจัยหลัก  ต่อนักลงทุนในการตัดสินใจชะลอการลงทุนหรือตัดสินใจไม่ลงทุนใหม่ หรือย้ายการลงทุนไปประเทศอื่น หรือทำให้ตัดสินใจย้ายฐานการผลิตเร็วขึ้นตรงจุดนี้ จะมีผลกระทบกับแรงงานมากพอสมควร โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนประกอบของอุตสาหกรรมไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรองรับแรงงานมากกว่า 300,000–400,000 คน เพราะหากนักลงทุนย้ายฐานการลงทุนไปแล้วก็จะทำให้แรงงานในประเทศตกงานเช่นกัน แต่บางส่วนอาจจะย้ายไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ยังมีความต้องการสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งจะทำให้วิกฤติดังกล่าวไม่รุนแรงมากนัก ไม่เลือกงาน-สร้างจุดเด่น  แม้หลายฝ่ายจะออกมาฟันธงไปในทิศทางเดียวกันว่าปีนี้โอกาสแรงงานจบใหม่จะวิจัยฝุ่นสูง แต่ใช่ว่าจะไม่มีแสงสว่าง โดยแรงงานจบใหม่ทุกคนควรท่องคาถาเดียวกันคือ“ต้องไม่เลือกงาน” เพื่อสะสมประสบการณ์ในภาวะเศรษฐกิจชะลอไปก่อน หรือถ้าใครพอมีกำลังทรัพย์ ไม่ทำให้พ่อแม่เดือดร้อนเกินไปนัก ก็อาจศึกษาต่อระดับปริญญาโท หรืออาจจะไปเข้าโครงการอบรมเสริมสร้างทักษะโดยเฉพาะภาษาต่างประเทศ ต้องมีความเชี่ยวชาญในระดับที่ดีมาก เพราะต่อไปโลกกำลังเปิดกว้างภาษาต่างประเทศจึงสำคัญที่สุดโดยเฉพาะภาษาอังกฤษหรืออาจเสริมภาษาจีนหรือภาษาญี่ปุ่นด้วยก็ได้ จะได้เปรียบในเรื่องนี้  สิ่งสำคัญที่สุดในการหางานคือ ถ้าคุณสมบัติของผู้หางานพร้อมเท่าไรหรือมีอะไรโดดเด่นก็จะยิ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ส่วนคุณสมบัติที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุดเห็นได้จากผลโพลของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งสอบถามผู้ประกอบการถึงคุณสมบัติของบัณฑิตจบใหม่ที่ต้องการมากที่สุดคือ 1. มีความพร้อมในการทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องสอนเพิ่ม 2. เป็นเด็กที่มีความขยันและตั้งใจทำงาน 3. มีจริยธรรมและคุณธรรม 4. เก่งภาษาอังกฤษ 5. อดทนและรับแรงกดดัน 6. เก่งภาษาประเทศเพื่อนบ้าน 7. เก่งภาษาจีน 8. มีความรู้ด้านเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์   ฉะนั้น! การเตรียมความพร้อมของตัวเองให้เป็นที่ต้องการของตลาด ถือเป็นจุดใหญ่ที่นักเรียน นักศึกษา ควรให้ความใส่ใจอย่างเข้มข้นเพราะต่อไปยิ่งโลกเปิดการค้าเสรี การเคลื่อนย้ายแรงงานจะยิ่งทำได้สะดวกขึ้น สุดท้ายถ้าใครทำตัวเองไม่พร้อมก็มีสิทธิถูกแรงงานจากประเทศต่าง ๆ เข้ามาแย่งงานมากยิ่งขึ้น ยิ่งทำให้วิกฤติแรงงานจบใหม่ของไทยรุนแรงมากขึ้นเป็นทวีคูณ. จิตวดี เพ็งมาก

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดับฝันเด็กจบใหม่ไร้งานทำ ชี้อย่าเลือกงานเร่งเพิ่มทักษะ

  • ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 เมษายน 2557

    ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 เมษายน 2557

    ตรวจผลรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 เมษายน 2557 ได้ที่นี่!
    รางวัลที่ 1รางวัลละ 2,000,000 บาท*****************************รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1รางวัลละ 50,000 บาท*****************************เลขท้าย 3 ตัว344 013 355 634รางวัลละ 2,000 บาท*****************************เลขท้าย 2 ตัวรางวัลละ 1,000 บาท*****************************รางวัลที่ 2586019 130436 103387 983897 144031รางวัลละ 100,000 บาท*****************************รางวัลที่ 3494794 190497 853225 731594 851658
    527194 629029 241751 275620 063897
    รางวัลละ 40,000 บาท*****************************รางวัลที่ 4723369 361639 630934 617229 030994
    892426 906454 131924 217260 674904
    004754 695203 507832 748802 912160
    793870 121713 798269 836678 900993รางวัลละ 20,000 บาท*****************************รางวัลที่ 5809033 196279 097821 926127 722492
    745710 482552 860460 460221 492447
    607805 121086 137204 460796 315747
    866989 083648 878541 595872 725557
    353043 680967 418006 864496 373532
    901606 846115 073065 356106 164420
    119770 711663 200926 035522 045872
    365676 445044 687112 101287 682087
    491436 353512 618429 431866 642043
    106499 569201 010168 670559 962455
    086307 900857 656744 692951 680829
    518408 288893 817430 575221 397998
    277849 294451 803873 094256 516255
    779671 723420 899314 738245 612260
    845795 380949 366293 006994 708851
    126733 387532 562843 970407 207617
    809056 560542 480947 882904 290757
    831804 635895 544319 396874 778438
    318051 704035 733727 247436 763690
    867514 625805 964572 841452 466308รางวัลละ 10,000 บาทกรุณาตรวจสอบความถูกต้องกับกองสลากกินแบ่งรัฐบาลอีกครั้ง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 เมษายน 2557

  • กสิกรไทยชี้ ศก.ไทยใกล้ถดถอย ครึ่งปีโตไม่ถึง 1%

    กสิกรไทยชี้ ศก.ไทยใกล้ถดถอย ครึ่งปีโตไม่ถึง 1%

    นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย และเกิดแรงกดดันต่อการใช้จ่ายในประเทศไตรมาสแรก ทั้งการใช้จ่ายภาคครัวเรือน ภาครัฐ การลงทุน และการท่องเที่ยวให้อยู่ในภาวะหดตัว ขณะที่การส่งออกขยายตัวใกล้เคียง 0%  ส่งผลให้เศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 57 เทียบกับไตรมาสสี่ ปี 56 มีโอกาสติดลบ 1.8% แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปี 56 จะขยายตัว 0.7% โดยการหดตัวจากไตรมาสก่อนหน้านี้สะท้อนถึงความเสี่ยงภาวะถดถอยที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญอยู่   สำหรับเศรษฐกิจไตรมาสสอง ประเด็นการเมืองยังเป็นเรื่องสำคัญ และภาวะเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวได้ยาก ทั้งแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายในประเทศ การลงทุนโดยรวมยังหดตัว  ยกเว้นการส่งออกน่าจะฟื้นตัวได้และเป็นแรงหนุนเดียวต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสสองน่าจะอยู่ที่ 0.9% แต่เป็นตัวเลขที่ต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานของเศรษฐกิจไทย ส่วนครึ่งปีหลัง 57 เศรษฐกิจไทยมีโอกาสปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก หากปัญหาการเมืองคลี่คลาย การส่งออกฟื้นตัวก็จะเป็นแรงผลักดันสำคัญเศรษฐกิจไทยในปีนี้ได้ อย่างไรก็ตามบรรยากาศการใช้จ่ายในประเทศยังไม่ฟื้นตัวมากนัก ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังน่าจะเติบโตได้ 3% และทั้งปีจะโตเฉลี่ย 1.8%

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสิกรไทยชี้ ศก.ไทยใกล้ถดถอย ครึ่งปีโตไม่ถึง 1%