นายกมลธัญ พรไพศาลวิจิต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำในเดือน เม.ย. 57 ว่าดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองลดลงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 จุดเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน อยู่ที่ 48.01 จุด ลดลงจากเดือนมี.ค. 5.72 จุด หรือลดลง 10.65% จากระดับ 53.73 จุด สะท้อนทัศนคติเชิงลบเล็กน้อยต่อตลาดทองคำเดือน เม.ย. โดยกลุ่มตัวอย่างเชื่อว่าราคาทองคำในประเทศคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 18,500 – 21,500 บาท อย่างไรก็ตามสำหรับกลุ่มผู้ค้า และผู้ลงทุนในทองคำมีความเห็นที่ขัดแย้งกัน โดยกลุ่มผู้ลงทุนคาดราคาทองคำจะอ่อนตัวลง ส่วนด้านกลุ่มผู้ค้าทองยังมีมุมมองเชิงบวก แต่ให้น้ำหนักในปัจจัยที่คล้ายคลึงกัน ได้แก่ ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบราคาทองคำ คือ การชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ (คิวอี) หลังการประชุมเดือนมี.ค มีสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยที่ชัดเจนมากขึ้น และเรื่องของการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่เกิดจากเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด โดยเฉพาะอัตราการว่างงานที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกดดันราคาทองคำให้เคลื่อนไหวสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งความต้องการทองคำในตลาดโลกเริ่มลดลงเนื่องจากอยู่ในช่วงนอกเทศกาลสำคัญ ถึงแม้จะมีความต้องการของธนาคารกลางสนับสนุน แต่ก็มีปริมาณที่ค่อนข้างลดลง นอกจากนี้ ปัญหาข้อพิพาทระหว่างยูเครนและรัสเซียที่อาจทำให้ความวิตกภาวะสงครามและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยมีสูงขึ้น จะช่วยหนุนราคาทองในระยะสั้น ถึงระยะกลาง เป็นเวลา 3-6 เดือน ซึ่งประเด็นดังกล่าวถูกใช้เป็นการเก็งกำไรในตลาดทองคำมากขึ้น สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ยังคงเป็นเชิงบวกสำหรับตลาดทองคำ ดัชนีโดยรวมอยู่ที่ 54.57 จุด ที่แม้ว่าจะลดลงจากเดือนมีนาคม 5.15 จุด หรือ 8.63% แต่ยังคงอยู่เหนือระดับ 50 จุด โดยมองปัจจัยเรื่องความผันผวนของแนวโน้มเงินบาทแข็งค่า ทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐ และการปรับเปลี่ยนนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ ที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบให้กับตลาดทองคำ รวมถึงเน้นจับตาปัญหาข้อพิพาทยูเครนและรัสเซียที่จะผลักดันราคาทองคำในระยะต่อไปหากเกิดความรุนแรงมากขึ้น “จากการประเมินตลาดทองคำในปีนี้มองว่า ทิศทางน่าจะเป็นบวก เนื่องจากอัตราผลตอบแทนในช่วงไตรมาสแรกขยายตัวได้ดี จากต้นปีถึงปัจจุบัน ตลาดทองคำในไทยให้ผลตอบแทน 9-10 % จากราคาทองคำในประเทศช่วงต้นปีอยู่ที่ 18,900 บาท ปัจจุบันเฉลี่ยประมาณ 20,300 บาท ส่วนทองคำในตลาดโลกให้ผลตอบแทน 14% ราคาช่วงต้นปีอยู่ที่ 1,180 ปัจจุบันอยู่ที่ 1,320 ดอลล่าร์สหรัฐ/ออนซ์ ซึ่งมองว่าจุดต่ำสุดของราคาทองได้ผ่านมาแล้วในช่วงการลดคิวอีครั้งแรก และในอนาคตราคาทองไม่น่าจะมีโอกาสต่ำกว่า 1,180 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ แต่ต้องจับตาปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์แนะนำให้นักลงทุนทำการซื้อขายทองคำล่วงหน้า เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดปิด เพราะมีตัวอย่างจากปีที่แล้วตลาดทองราคาปรับตัวลดลงในช่วงวันหยุดสงกรานต์ จากผลกระทบของการประกาศลดคิวอีครั้งแรก ส่งผลให้ผู้ลงทุนไม่สามารถกระทำการใดๆ ได้ เนื่องจากตลาดปิด อย่างไรก็ตามปีนี้ตลาดทองคำยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลงแรงเหมือนที่ผ่านมาแต่ควรป้องกันความเสี่ยงไว้ก่อนจะดีที่สุด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีทองคำต่ำสุดในรอบ 3 เดือน
Blog
-

ดัชนีทองคำต่ำสุดในรอบ 3 เดือน
Facebook Comments -

ศิษย์หลวงตามอบทองเข้าคลังหลวง
นางทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการ ด้านบริหาร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้รับมอบทองคำรวมทั้งสิ้น 5 กิโลกรัม จากคณะศิษยานุศิษย์พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน) จากการจัดงานบุญประเพณี “ผ้าป่า 12 เมษา สืบหน่อต่อแขนงคลังหลวง บูชาพระคุณองค์หลวงตา” ตามเจตนารมณ์ของหลวงตามหาบัว เพื่อสมทบเข้าเป็นทุนสำรองเงินตรา โดยมีพระอาจารย์จีรวัฒน์ อัตตรักโข เจ้าอาวาส วัดป่าไชยชุมพล จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นผู้แทนคณะศิษยานุศิษย์มอบสินทรัพย์ในครั้งนี้สำหรับการมอบทองคำในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 19 ที่มีการมอบเงินและสินทรัพย์ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองเงินตรา รวมเป็นเงินและสินทรัพย์ที่รับมอบทั้งสิ้น แบ่งเป็นทองคำแท่งน้ำหนัก 13,005 กิโลกรัม เงินตราต่างประเทศ 10,457,159.63 ดอลลาร์สหรัฐรายงานข่าวจากธปท. กล่าวว่า ฐานเงินและเงินสำรองระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 4 เม.ย. รวมทองคำ สินทรัพย์เงินตราต่างประเทศ สิทธิพิเศษในการถอนเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ฐานะเงินสำรองที่ไอเอ็มเอฟ มีทั้งสิ้น 5.465ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ที่ 5.431 ล้านล้านบาท ขณะที่ฐานเงินซึ่งประกอบด้วย เงินสดหมุนเวียนในมือภาคเอกชน เงินฝากสถาบันการเงินที่ ธปท. รวมทั้งสิ้น 1.580 ล้านล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ 1.598 ล้านล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ศิษย์หลวงตามอบทองเข้าคลังหลวงFacebook Comments -

บีโอไอชี้ยื่นขอลงทุน 230,000 ล้านบาท
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงสถิติการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วงไตรมาสแรกของปี 57 ตั้งแต่ ม.ค. – มี.ค. 57 ว่า มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริม 291 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 234,000 ล้านบาท โดยจำนวนโครงการลดลง 48% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งมี 564 โครงการ ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนลดลง 10% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีมูลค่า 261,600 ล้านบาท โดยกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องจักร มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 157,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 265% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล ระยะที่ 2 (อีโคคาร์ 2) มูลค่า 138,889 ล้านบาทนอกจากนี้ รองลงมาเป็นกลุ่มบริการ และสาธารณูปโภค 31,400 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี กระดาษและพลาสติก มีมูลค่าเงินลงทุนของโครงการทั้งหมดที่ยื่นขอรับส่งเสริม 23,200 ล้านบาท และกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีมูลค่าเงินลงทุน 11,900 ล้านบาท“แม้ว่ามูลค่าเงินลงทุนส่วนใหญ่จะมาจากโครงการอีโคคาร์ 2 แต่ก็ยังมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ระดับหลายพันล้านบาท ถึงระดับหมื่นล้านบาทที่ยื่นขอส่งเสริมเข้ามาในช่วงไตรมาสแรกนี้ด้วย และจากการพบปะหารือกับนักลงทุนก็พบว่าจะมีการยื่นขอรับส่งเสริมเข้ามาอีก จึงมั่นใจว่า เป้าหมาย 900,000 ล้านบาทที่ตั้งไว้ในปีนี้น่าจะเป็นไปตามคาด”ส่วนการยื่นขอรับส่งเสริมของโครงการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา ม.ค.- มี.ค. 57 มีจำนวน 197 โครงการ เงินลงทุน 201,966 ล้านบาท จำนวนโครงการลดลง 41% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 338 โครงการ ขณะที่เงินลงทุนปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 28 จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่าเงินลงทุนอยู่ที่ 157,671 ล้านบาท โครงการลงทุนจากญี่ปุ่น เป็นกลุ่มที่ยื่นขอรับส่งเสริมมากที่สุด 96 โครงการ เงินลงทุน 61,135 ล้านบาท โดยโครงการ ลดลง 45.4 % และมูลค่าเงินลงทุนปรับลดลง 30% เทียบกับช่วงเดียวกันปีอย่างไรก็ตาม พบว่า มีการลงทุนของต่างชาติจากหลายประเทศ ที่มีมูลค่าการลงทุนรวมสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนค่อนข้างมาก ได้แก่ โครงการลงทุนจากสหรัฐอเมริกา มีมูลค่าเงินลงทุน 41,065 ล้านบาท โครงการลงทุนจากจีนมีมูลค่าเงินลงทุนรวม 9,403 ล้านบาท และโครงการลงทุนจากเกาหลีใต้ มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 9,368 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บีโอไอชี้ยื่นขอลงทุน 230,000 ล้านบาทFacebook Comments