เรืออากาศเอกปรารถนา พัฒนศิริ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายความปลอดภัย ความมั่นคง และมาตรฐานการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลลอยกระทงของทุกปี ซึ่งมีหลายจังหวัดทางภาคเหนือได้จัดให้มีการปล่อยโคมลอยขึ้น ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยในการทำการบินตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด การบินไทยจึงปรับปรับตารางการบินและยกเลิกบางเที่ยวบินในช่วงวันที่ 5 – 7 พ.ย.57ทั้งนี้ได้ยกเลิกเที่ยวบินเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ในวันที่ 5 – 7 พ.ย.57 ได้แก่ ทีจี 120 เส้นทางกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ทีจี 121 เส้นทางเชียงใหม่ – กรุงเทพฯทีจี 122 เส้นทางกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ทีจี 117 เส้นทางเชียงใหม่ – กรุงเทพฯ และได้ ปรับเปลี่ยนเวลาบินในวันที่ 5 – 7 พ.ย. ดังนี้ ทีจี 116 เดิมออกจากกรุงเทพฯ เวลา 17.25 น. ถึงเชียงใหม่เวลา 18.35 น. ปรับเปลี่ยนเวลาบินใหม่เป็นออกจากกรุงเทพฯเวลา 16.50 น. ถึงเชียงใหม่ เวลา 18.00 น.ขณะที่ทีจี 136 เดิมออกจากกรุงเทพฯ เวลา 18.30 น. ถึงเชียงราย เวลา 19.50 น. ปรับเปลี่ยนเวลาบินใหม่เป็นออกจากกรุงเทพฯ เวลา 15.55 น. ถึงเชียงราย เวลา 17.15น. โดยจะทำการบินด้วยสายการบินไทยสไมล์ เที่ยวบิน ดับเบิลยูอี136 ส่วนทีจี 137 เดิมออกจากเชียงราย เวลา 20.05 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 21.25 น. ปรับเปลี่ยนเวลาบินใหม่เป็นออกจากเชียงรายเวลา 17.50น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 19.10 น.โดยจะทำการบินด้วยสายการบินไทยสไมล์ เที่ยวบิน ดับเบิลยูอี137 โดยผู้โดยสารสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับตารางบินได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2356-1111 หรือเว็บไซต์ www.thaiairways.com ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บินไทยปรับเที่ยวบินลอยกระทง
Blog
-

บินไทยปรับเที่ยวบินลอยกระทง
Facebook Comments -

บาทอ่อน-ทองร่วง แนะช้อนซื้อเก็งกำไร
ทองคำร่วง-บาทอ่อนในรอบ3สัปดาห์หลัง'เฟด'ยุติ'คิวอี' นายพิชญา พิสุทธิกุล อุปนายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ราคาทองคำในประเทศเมื่อวันที่ 30ต.ค.ที่ผ่านมา ปรับลดลงครั้ง 4 ครั้ง โดยครั้งแรกลดลง 200 บาท และครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 3 อยู่ที่ครั้งละ 50 บาท ซึ่งลดลงทั้งหมด 350 บาทเป็นผลมาจากราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1,203 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จากเปิดตลาดอยู่ที่ 1,214.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่วันที่ 29 ต.ค.อยู่ที่ระดับ 1,230.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ สำหรับสาเหตุที่ทองคำปรับราคาลง เป็นผลมาจากธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ยุติ "คิวอี" ทำให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์ มีการเทขายทองทำกำไรบางส่วน ส่วนแนวโน้มราคาทองคำจะเป็นอย่างไร ต้องติดตามดูเฟดว่าจะมีนโยบายขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไหร่ เพราะมีผลต่อทิศทางทองคำ“แม้ว่าราคาทองคำอาจปรับตัวลดลง แต่เชื่อว่าจะดีดกลับ เพราะไม่มีสินทรัพย์ประเภทไหนที่น่าลงทุนมากกว่าทองคำ ขณะที่ตลาดหุ้นยังมีความผันผวน ซึ่งหากราคาทองคำแท่งแตะที่ระดับบาทละ 18,000 -18,500 บาท แนะนำให้นักลงทุนช้อนซื้อเก็บไว้ทำกำไร” นายพิชญากล่าวนายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุนธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การยกเลิกคิวอีของสหรัฐฯ มีผลต่อภาวะเงินทุนเคลื่อนย้าย เพราะค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นมีผลให้ค่าเงินบาทและค่าเงินในภูมิภาคอ่อนค่าลง ขณะเดียวกันต้องจับตาดูอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะเวลา 10 ปีของสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นตัวชี้วัดสภาพคล่องของโลกและเป็นหัวจักรตลาดพันธบัตร ซึ่งถ้าดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น 2.5% แสดงให้เห็นว่าสภาพคล่องในระบบเกิดการตึงตัวหรือสภาพคล่องลดลงจากปัจจุบันอยู่ที่ 2.3% และในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่ 2% นอกจากนี้ที่ผ่านมากองทุนเฮดจ์ฟันด์เริ่มขายหุ้นและหันมาซื้อพันธบัตรสหรัฐฯกันมากขึ้นรายงานข่าวจากนักค้าเงินธนาคารพาณิชย์ แจ้งว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.55-32.56 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.57-32.58 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นการอ่อนค่าสุดในรอบ 3 สัปดาห์ เนื่องจากตลาดมองว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ เห็นได้จากตัวเลขการจ้างงานเริ่มปรับตัวดีขึ้น ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงและอาจแตะที่ระดับ 32.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บาทอ่อน-ทองร่วง แนะช้อนซื้อเก็งกำไรFacebook Comments -

เศรษฐกิจชะงัก หนี้เน่าโผล่ ลูกหนี้ชักดาบ
เศรษฐกิจชะงักหนี้เน่าโผล่ สารพัดลูกหนี้จ่อคิวชักดาบ ผลพวงจากความวุ่นวายทางการเมือง ที่กินเวลามานานผนวกกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ภาวะหนี้ครัวเรือนยังคงไต่ระดับเพิ่มขึ้นไม่หยุด ว่ากันว่า… ภายในสิ้นปีนี้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลผลิตมวลรวมในประเทศหรือจีดีพี จะพุ่งขึ้นสูงถึง 85% ทีเดียว เดิมทีในปี 56 มีหนี้ครัวเรือนอยู่เพียง 82.3% ขณะที่ในปี 58 มีโอกาสพุ่งเพิ่มขึ้นถึง 87%หากมองย้อนถึงปัจจัยที่หนุนให้หนี้ครัวเรือนสูงส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้นโยบายประชานิยมช่วงที่ผ่านมา ทั้งโครงการบ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรก เมื่อโครงการหมดอายุกำลังซื้อภายในประเทศหดตัวลง สร้างความอ่อนแอให้ระบบเศรษฐกิจ กลุ่มที่มีปัญหาหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่คือ กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือนมีรายได้ไม่พอรายจ่าย หรือชักหน้าไม่ถึงหลัง ล่าสุดตัวเลขเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือธปท. สิ้นไตรมาส 2 ปี 57 พบว่า มียอดคงค้างสุทธิอยู่ที่ 10.02 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.11% หรือ 752,730 ล้านบาทขณะที่ความสามารถชำระหนี้ด้อยลง สะท้อนจากสัดส่วนสินเชื่อค้างชำระเกิน 1 เดือนต่อสินเชื่ออุปโภคบริโภคของธนาคารพาณิชย์ที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 5.8% ในไตรมาส 1 ปี 57 เป็น 6% ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 57 เพราะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และสินเชื่อส่วนบุคคลด้อยคุณภาพนอกจากนี้ การที่ขุนคลัง “สมหมาย ภาษี” ออกมาประกาศว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้อยู่ในภาวะชะงักงัน ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่มีการใช้จ่ายเกิดขึ้น โดยคนจนไม่มีเงินที่จะใช้จ่าย ขณะที่คนรวยมีเงินไม่รู้ว่าจะนำเงินไปลงทุนอะไร หรือใช้จ่ายอะไรที่ได้ผลตอบแทนที่ดี เพราะขาดความเชื่อมั่นทำให้เกิดความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจึงทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่ดีเท่าที่ควร ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหนี้เสียของสินเชื่อประเภทต่าง ๆ ไปด้วยด้านตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ของธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง สิ้นไตรมาส 3 ที่ผ่านมา มีมูลค่า 3.06 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 29,000 ล้านบาทหรือประมาณ 10% ส่วนใหญ่เป็นหนี้เสียที่เกิดจากเช่าซื้อ โดยเฉพาะรถยนต์ เพราะถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่พุ่งกระฉูด เนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงกระทบรายได้ของครัวเรือน และมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้จนทำให้เกิดหนี้เสียในระบบเพิ่มข้อมูลนี้สอดรับกับความเห็นของ “ณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์และการเงิน ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ที่ระบุว่า ตัวเลขเอ็นพีแอลในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.3% จากสิ้นปี 56 อยู่ที่ 2.5% เพราะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงต้นปีทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ลดลง โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่อที่อยู่อาศัย ขณะเดียวกันยังมีสินเชื่อรายใหญ่ 1-2 ราย ที่ประสบกับปัญหาเศรษฐกิจไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งหากแก้ไขปัญหาเอ็นพีแอลรายใหญ่ได้จะทำให้เอ็นพีแอลต่ำกว่า 3%เช่นเดียวกับ “รุ่งโรจน์ จรัสวิจิตรกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทิสโก้ มองว่า หนี้เสียเช่าซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี เพราะได้รับผลกระทบจากการเมือง และกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นต่างจังหวัด ประกอบกับเกษตรกรมีรายได้ไม่ดีนัก ซึ่งช่วงนั้นเกษตรกรยังไม่ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าวทำให้การค้างชำระหนี้มีสัดส่วนที่สูงถือเป็นช่วงที่ยากลำบากทำให้สถาบันการเงินแต่ละแห่งต้องเข้าไปช่วยเหลือลูกค้ากันอย่างเต็มที่ ขณะที่หนี้เสียในธุรกิจลีสซิ่งนั้น ยังพอมีช่องให้หายใจหายคอได้บ้าง โดย “อนุชาติ ดีประเสริฐ” ประธานสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย บอกว่า ก่อนหน้านี้เอ็นพีแอลของการเช่าซื้อรถยนต์ได้ปรับเพิ่มขึ้นถึง 3.6% ปัจจุบันได้ลดลงมาอยู่ที่ 3% เพราะสถาบันการเงินได้มีการปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้ช่วงที่มีปัญหา ซึ่งเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นถือว่ายังไม่ได้เป็นระดับที่น่ากังวล เพราะปกติสถาบันการเงินก็มีมาตรการคุมเข้มอยู่แล้วส่วนหนี้ทางด้านที่อยู่อาศัยนั้น “ชาติชาย พยุหนาวีชัย” รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า ยังไม่ห่วงหนี้เสียของสินเชื่อในส่วนนี้ เพราะเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน และปัจจุบันหนี้เสียเริ่มอยู่ในภาวะทรงตัว จากในช่วงครึ่งปีแรก หนี้เสียอาจปรับขึ้นบ้าง เพราะลูกค้าได้รับผลกระทบจากบ้านเมืองไม่สงบ ซึ่งช่วงนั้นเอ็นพีแอลอยู่ที่ 1.8% แต่ขณะนี้ได้ปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.6% ถ้าเทียบเอ็นพีแอลของธนาคารกสิกรไทย กับระบบธนาคารพาณิชย์ ถือว่ายังอยู่ระดับต่ำ ขณะที่ “เบญจรงค์ สุวรรณคีรี” ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย บอกว่า สัญญาณหนี้เสียของธุรกิจเช่าซื้อเริ่มชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์เริ่มมีสัดส่วนที่สูงจากเดิมอยู่ที่ระดับ 1% ปรับเพิ่มเป็น 2-2.3% ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการปัญหาโครงการรถคันแรก เห็นได้จากยอดผิดนัดชำระ 1-3 เดือนเริ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่หนุนหนี้ครัวเรือนปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่หนี้เสียที่อยู่อาศัย แม้เพิ่มขึ้นแต่เป็นอัตราที่ชะลอตัวลง เพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไม่ดีทำให้ความร้อนแรงของอสังหาริมทรัพย์ลดลง แต่หลังจากนี้ไปต้องดูโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐจะทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวมากน้อยแค่ไหนแม้ตัวเลขเอ็นพีแอลที่ขยับเพิ่มขึ้น จะยังไม่ได้สร้างปัญหาอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ แต่หากมองประกอบกับภาพเศรษฐกิจ ที่ตัวขุนคลังได้ออกมายอมรับว่า “ชะงักงัน” และต้องรอลุ้นการฟื้นตัวกันต่อไปแล้ว การเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในหนี้เสียของสินเชื่อต่าง ๆ ในวันนี้ อาจลุกลามบานปลายต่อไปได้ในอนาคต หากไม่มีการเฝ้าระวัง และบริหารจัดการที่ดีพอ!!.ทีมเศรษฐกิจ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เศรษฐกิจชะงัก หนี้เน่าโผล่ ลูกหนี้ชักดาบFacebook Comments