Blog

  • 2 ผลงานเด็กไทยในเวทีสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ

    2 ผลงานเด็กไทยในเวทีสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ

    กวาดรางวัลกลับมาทุกครั้ง ที่มีการนำผลงานนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยไปจัดแสดงและประกวดในเวทีสิ่งประดิษฐ์นานาชาติและล่าสุดในงาน The 10th Taipei International Invention Show & Technomart” (INST 2014) ที่กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน ที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช. ) นำ 20 ผลงานคนไทยจาก 8 หน่วยงาน ก็ไม่ทำให้คนไทยผิดหวัง ได้รับรางวัลตั้งแต่เหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดง และรางวัลอื่น ๆ รวมกว่า 50 รางวัลแต่ที่น่าสนใจ… ผลงานที่สร้างความภาคภูมิใจครั้งนี้ นอกจากส่วนใหญ่เป็นผลงานของนักวิจัยหรือนักประดิษฐ์มืออาชีพแล้ว ในปีนี้ ยังมีอีก 2 ผลงานที่มาจากนักสิ่งประดิษฐ์รุ่นเยาว์ ในโครงการ “ Move World Together : เคลื่อนโลกไปด้วยกัน” ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและมหา วิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือ “เตาประหยัดพลังงาน” และ “กระติบไฟฟ้า” ที่เรียกความสนใจจากนักลงทุนและผู้มาร่วมชมงาน และสามารถกวาดรางวัลเทียบรุ่นนักวิจัยระดับโลกมาได้เป็นจำนวนมากอีกด้วยโดย เตาประหยัดพลังงาน เป็นผลงาน ของนักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนร่มเกล้ากาญจนบุรี ได้รับรางวัลเหรียญเงิน รางวัลพิเศษ จากองค์กรสิ่งประดิษฐ์ในประเทศไต้หวัน และจากประเทศเกาหลีใต้ รวมถึงรางวัลผู้นำนวัตกรรมจากเครือข่ายทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศนายปัณณวิชญ์ ชาไข ครูชำนาญการฯ หัวหน้าทีม บอกว่า นักเรียนได้คิดค้นประดิษฐ์เตาประหยัดพลังงานขึ้น เพื่อช่วยประหยัดพลังงานในชุมชนที่ยังนิยมให้เตาอั้งโล่แบบโบราณ โดยเป็นเตาที่เหมาะสำหรับตุ๋น ใช้ถ่านไม้เป็นเชื้อเพลิง ประกอบด้วยตัวเตา ที่มีช่องใส่ถ่าน และฝาปิด-เปิด ส่วนนอกเตาทำหน้าที่ในการกักเก็บความร้อน และเป็นปากทางเข้าออกของอากาศ ตัวเตาหุ้มด้วยอะลูมิ เนียม ผนังชั้นในฉาบด้วยดินเหนียวผสมปูนซีเมนต์และแกลบเผาเพื่อเป็นชนวนกันความร้อน มีการทำให้เกิดการหมุนเวียนความร้อนภายใน ให้ความร้อนได้อย่างรวดเร็ว และสามารถดัดแปลงใช้กับหม้อหรืออุปกรณ์หุงต้มตามต้องการ จุดเด่นของเตานี้ช่วยประหยัดการใช้ถ่านไม้หรือถ่านอัดแท่ง ได้ถึง 300% โดยถ่านอัดแท่งขนาด 100 กรัม สามารถใช้ได้นานถึง 4-6 ชั่วโมง สิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศจำนวนมากทั้งไต้หวัน เกาหลีและญี่ปุ่น ต่างต้องการซื้อเทคโนโลยีที่คิดขึ้นเพื่อไปจำหน่ายในประเทศของตนเอง สำหรับผลงาน “กระติบไฟฟ้า” เป็นผลงานของนักเรียนโรงเรียนอุบลรัตน์พิทยาคม จังหวัดขอนแก่น ผู้ประดิษฐ์บอกว่า ชั้นนอกซึ่งเป็นฐานรองรับตัวหม้อ ทำจากเซรามิก มีแผงวงจรควบคุมไฟฟ้า มีการส่งผ่านความร้อนไปยังแผ่นความร้อนของหม้อชั้นในที่มีน้ำใส่อยู่ เมื่อน้ำร้อนขึ้นจนเดือดกลายเป็นไอ และระเหยไปยังชุดปรับแรงดันไอน้ำ เปลี่ยนไอน้ำธรรมดาให้กลายเป็นไอน้ำยิ่งยวด ซึ่งจะพุ่งสู่กระติบข้าวเหนียวที่ใส่ไว้ข้างในกระติบไฟฟ้านี้สามารถนึ่งอาหารได้อย่างรวดเร็ว โดยนึ่งข้าวเหนียวให้สุกได้ในเวลา 15-20 นาที เมล็ดข้าวเหนียวเป็นเงาสวยหอมนุ่มอร่อย และยังประยุกต์ใช้กับการนึ่งอาหารหลากหลายประเภทจากจุดเด่นเหล่านี้ทำให้กระติบไฟฟ้ากวาดไปถึง 5 รางวัลคือ รางวัลพิเศษเกียรติยศ รางวัลพิเศษ จากประเทศเกาหลีใต้ ประเทศกาตาร์ และประเทศไต้หวัน และ รางวัลนวัตกรรมที่ชาญฉลาด จาก TIIIA Outstanding Diplomaเห็นของจริงแล้ว… แม้ไม่ใช้เทคโนโลยีไฮเทค แต่เพราะมีที่มา ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐาน โดยเฉพาะต้องการที่จะช่วยประหยัดพลังงานในชุมชนของตนเอง ซึ่งหยิบจับวิถีชีวิตใกล้ตัวมาพัฒนาต่อยอด แค่นี้ก็ได้ผลงานที่ไม่ธรรมดา และสามารถเทียบชั้นได้กับนักประดิษฐ์รุ่นใหญ่ที่มาจากทั่วโลก.นาตยา คชินทร
    nattayap.k@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : 2 ผลงานเด็กไทยในเวทีสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ

  • ‘ทรูอินคิวบ์’ปั้นสตาร์ทอัพไทย แข่งสร้างโมบายแอพฯระดับโลก – ฉลาดสุดๆ

    ‘ทรูอินคิวบ์’ปั้นสตาร์ทอัพไทย แข่งสร้างโมบายแอพฯระดับโลก – ฉลาดสุดๆ

    นับเป็นการยกระดับขึ้นอีกขั้นหนึ่งสำหรับโครงการประกวดพัฒนาแอพพลิเคชั่นของไทย เมื่อกลุ่มทรู โดยโครงการทรู  อินคิวบ์ ได้ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ  (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการประเทศญี่ปุ่น J-Seed Ventures Inc สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ทรู มันนี่ จำกัด และ Amazon Wed Servicer จัดการแข่งขัน True Incube Asia Pacific Mobile App Challenge 2014 ขึ้น โดยมีเป้าหมายหานักพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่มีแนวคิดของผลงานที่มีความน่าสนใจและมีโอกาสประสบความสำเร็จจำนวน 3 ทีม เป็นตัวแทนประเทศไทย เดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ประเทศสิงคโปร์ ร่วมกับตัวแทนจากอีก 8 ประเทศ คือ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เกาเหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน จำนวน 24 ทีม เพื่อหา 3 ทีมสุดท้ายในระดับภูมิภาคนำผลงานแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาขึ้นไปแข่งขันชิงแชมป์โลกในงาน จีเอสเอ็มเอ โมบาย เวิลด์ คองเกรส  2015 ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ในเดือน มี.ค. 58 นี้ นายปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา ผู้อำนวยการบริหาร ทรู อินคิวบ์ กล่าวว่า ในฐานะผู้จัดโครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการไทยด้านเทคโนโลยีของกลุ่มทรู เห็นถึงการขยายตัวของสมาร์ทโฟนในไทย จนทำให้ธุรกิจโมบายแอพพลิเคชั่นเติบโตขึ้นมาก และศักยภาพของคนไทยที่มีความโดดเด่นด้านไอเดีย จึงร่วมกับพันธมิตรจัดโครงการนี้ขึ้น โดยการแข่งขันในครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้คนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ร่วมทีมกันมา 2-6 คน โดยที่ไม่จำเป็นต้องออกจากงานประจำมาทำอย่างเต็มตัวเหมือนอย่างที่จัดโครงการทรู อินคิวบ์ ในรุ่น 1 และ 2 ที่ผ่านมา โดยสามารถพัฒนาผลงานเป็นโมบาย แอพพลิเคชั่นประเภทใดก็ได้เข้าประกวด อาทิ ด้านการศึกษา บันเทิง สุขภาพ และธุรกิจ ฯลฯ และจะเป็นแอพพลิเคชั่นในระบบปฏิบัติการใดก็ได้เช่นกัน ทั้ง ไอโอเอส แอนดรอยด์ วินโดว์ส โฟน ซึ่งผลงานที่มีศักยภาพนอกจากจะได้รับเลือกไปประกวดแล้ว ทางกลุ่มทรูก็พร้อมเข้าไปสนับสนุนเงินทุนเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ในอนาคต “ปัจจุบันคนไทยใช้แอพพลิเคชั่นมากกว่าการเข้าเว็บไซต์ เห็นได้จากการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กต่าง ๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน โครงการนี้จึงเป็นโครงการพิเศษที่นอกเหนือจาก ทรู อินคิวบ์ เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีของไทย หรือสตาร์ทอัพใหม่ ๆ เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศด้านโมบายแอพพลิเคชั่นของไทยให้เติบโตเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในโครงการทรู อินคิวบ์ รุ่น 1 และ 2 ที่ผ่านมา ก็สามารถสร้างสตาร์ทอัพหน้าใหม่ได้ถึง 11 ทีม ในจำนวนนี้ 8 ทีม ได้เปิดให้บริการมีลูกค้าและเริ่มมีรายได้เข้ามาแล้ว และมี 2 ทีม ที่เริ่มมีกำไรแล้ว และมีจำนวน 6 ทีม ที่มีนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาให้เงินร่วมลงทุนด้วยแล้ว” ด้านนายฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ รองผู้อำนวยการ ซิป้า กล่าวว่า ซิป้า มีพันธกิจในการส่งเสริมธุรกิจซอฟต์แวร์ของไทย และสนับสนุนการขยายตลาดของผู้ประกอบการไทยไปยังผู้ใช้คนไทยและทั่วโลก จึงได้เข้ามาสนับสนุนการจัดโครงการนี้ เน้นการพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยสู้และแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ ถึงแม้ว่าการพัฒนาแอพพลิเคชั่นและเปิดตลาดให้สามารถประสบความสำเร็จในตลาดโลกไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ต้องช่วยกันผลักดัน เพื่อให้เข้ากับนโยบายของรัฐในเรื่องดิจิตอล อีโคโนมี ซึ่งหวังว่าผู้ประกอบการของไทยจะสามารถแข่งขันและประสบความสำเร็จจากโครงการนี้ได้ ขณะที่นายสาโรจน์ อธิวิทวัส ผู้จัดการทั่วไป ทรู อินคิวบ์ กล่าวว่า โครงการนี้เปิดกว้างให้นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป อายุ 18-35 ปี ที่มีความคิดสร้างสรรค์เข้าร่วม โดยแต่ละทีมต้องมีคนไทยอย่างน้อย 1 คนเป็นสมาชิก โดย 10 ทีมสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบ จะมีการจัดเวิร์กช็อป ให้ความรู้ในการพัฒนาผลงานให้สำเร็จ รวมถึงความรู้ในการดำเนินธุรกิจ และ 3 ทีมสุดท้ายที่เป็นตัวแทนประเทศไทยจะได้เข้าร่วมแข่งขันในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต่อไป เพื่อหา 3 ทีมสุดท้ายไปแข่งขันที่งาน จีเอสเอ็มเอ โมบาย เวิลด์ คองเกรส 2015 ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ในเดือน มี.ค. ปีหน้า “สำหรับเกณฑ์การตัดสินผลงานของโครงการนี้จะดูจากความพร้อมของทีม ผลงานและแผนการตลาด ซึ่งจะเปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการและแนวคิดของผลงาน ผ่านเว็บไซต์ www.mobile-asia.com/thailand.html ถึง 26 ตุลาคมนี้ จากนั้นจะทำการคัดเลือก 40 ทีม ที่มีผลงานน่าสนใจและมีโอกาสพัฒนาและประสบความสำเร็จในตลาด จากนั้นจะคัดเลือกให้เหลือ 10 ทีมสุดท้ายเข้าร่วมเวิร์กช็อป และในช่วงเดือนมกราคมปีหน้าจะทำการประกาศผลผู้ชนะเลิศของไทย ซึ่งทีมที่ผ่านเข้ารอบต้องพัฒนาผลงานให้แล้วเสร็จ และหากสามารถมีลูกค้าใช้งานแล้วยิ่งเป็นผลดี  โดย 3 ทีมสุดท้ายจะเดินทางไปแข่งขันระดับภูมิภาคที่สิงคโปร์ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งหากผ่านเป็น 3 ทีมสุดท้ายก็จะได้เป็นตัวแทนในระดับภูมิภาคไปแข่งระดับโลกที่บาร์เซโลนาต่อไป” โอกาสที่จะประสบความสำเร็จระดับโลกมาแล้ว ใครมีไอเดียสุดล้ำ ต้องรีบเข้าร่วมโครงการโดยเร็ว!!. จิราวัฒน์ จารุพันธ์ JirawatJ@dailynews.co.th

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ทรูอินคิวบ์’ปั้นสตาร์ทอัพไทย แข่งสร้างโมบายแอพฯระดับโลก – ฉลาดสุดๆ

  • เปิดกลยุทธ์แก้ท่องเที่ยว ดันแผนรับมือช่วงไฮซีซั่น

    เปิดกลยุทธ์แก้ท่องเที่ยว ดันแผนรับมือช่วงไฮซีซั่น

    ตั้งแต่วิกฤติการณ์ทางการเมือง เมื่อปีที่ผ่านมา จวบจนถึงปัจจุบัน ที่บ้านเมืองกำลังเข้าสู่ยุคแห่งความสงบ มีรัฐบาลที่พร้อมเดินหน้าปฏิรูปประเทศทั้งด้านปกครองและด้านเศรษฐกิจ ถือว่าเป็น “งานหนัก งานเหนื่อย” ที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเดินหน้าฝ่าฟันไปให้ได้และยังเป็นการหลีกหนีคำว่า “เสียของ” โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศต้องยอมรับว่าเวลานี้การจะพึ่ง พาแต่รายได้จากการส่งออก เพื่อนำมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คงทำได้ไม่มากนัก เพราะเวลานี้สถานการณ์การส่งออกของไทยตกอยู่ในอาการ “โคม่า” เพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนและฟื้นตัวไม่ทั่วถึงดังนั้นหากจะมองหาวีรบุรุษขี่ม้าขาว นำทัพขนเงินมาช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ ภาคการท่องเที่ยวก็ควรจะถูกจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ เพราะถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่แทบไม่ต้องลงทุน แต่เห็นผลกำไรได้อย่างงดงาม เพราะจากนี้ไปถือว่ากำลังเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวที่คาดกันว่าจะทำรายได้เข้าประเทศเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจได้อีกทางแต่… เส้นทางบนถนนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะก่อนเข้าสู่ไฮซีซั่น กลับมีการก่ออาชญากรรมร้ายแรงเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี และกลายเป็นข่าวดังเผยแพร่ไปทั่วโลก จากนั้นไม่นานก็เกิดเหตุกับนักท่องเที่ยวยุโรปอีกครั้งที่พัทยา จนสร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย จนกลายเป็นว่าแทนที่จะหามาตรการมากระตุ้นตลาด กลับทำให้แม่งานหลัก “กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา” ต้องเร่งสร้างภาพลักษณ์ เร่งฟื้นความเชื่อมั่น ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมั่นใจว่าไทยปลอดภัยและยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวเสมอแทนวินาที…นี้ หากจะเรียกว่า ผีซ้ำด้ำพลอย คงไม่ผิดแปลกแต่อย่างใด ขณะที่ รมว.การท่องเที่ยวฯ อย่าง “กอบกาญจน์ วัฒนวราง กูร” ต้องเข้ามารับ “ศึกหนัก” และยังเป็นการท้าทายความสามารถของรมต.หน้าใหม่ ที่ต้องกอบกู้ชื่อเสียง กอบกู้ภาพลักษณ์ของประเทศกลับคืน ขณะเดียวกันยังต้องเร่งเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวให้ได้ เพราะในแต่ละปีการท่องเที่ยวสามารถทำรายได้เข้าประเทศเกือบ 10% ของจีดีพีของประเทศ ที่สำคัญไทยยังอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติในการเดินทางมาเที่ยวในไทยแม้มาตรการเฉพาะหน้าในนาทีนี้ จะหนีไม่พ้นเรื่องของการชี้แจงให้นานาประเทศ รับรู้มาตรการด้านความปลอดภัยของไทย ที่หลังจากต้องเข้มงวด และล้างระบบที่ไม่ดี พร้อมจัดระเบียบ ระบบใหม่ให้ดีขึ้น ทั้งการเตรียมสร้างศูนย์การท่องเที่ยวบนเกาะเต่าพร้อมนำตำรวจท่องเที่ยวมาประจำการ รวมถึงการเพิ่มอาสาสมัครชุมชน ซึ่งได้มาจากการอบรมคนในพื้นที่เพื่อช่วยสอดส่องความปลอดภัยนักท่องเที่ยว รวมทั้งยังมีแนวคิดจัดทำสายรัดข้อมือหรือริสแบนด์เพื่อบ่งบอกสัญลักษณ์ของนักท่องเที่ยวแต่ในระยะยาว…แล้วจำเป็นอย่าง ยิ่งที่ต้องปรับภาพลักษณ์ของเกาะเต่า ให้เป็นแหล่งที่เน้นการท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากกว่าเป็นท่องเที่ยวที่ให้ความบันเทิงเริงรมย์เท่านั้น รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวอื่น โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวดาวรุ่งที่หลายภาคส่วนที่ทางการท่องเที่ยวเร่งผลักดัน ที่จะนำนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือน ก็ต้องเร่งตรวจสอบความพร้อมในทุก ๆ ด้านของตัวเอง ว่าพร้อมที่จะรองรับนักท่องเที่ยวแล้วหรือยังทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานการขนส่ง ระบบรักษาความปลอดภัยหรือไม่หากการวางโมเดลพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีความพร้อม และขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นทางการตลาดไปด้วยกัน ซึ่งในขณะนี้ฝั่งของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือ ททท. ก็เริ่มโหมทำการตลาดช่วงไฮซีซั่นแล้ว และต่อเนื่องไปถึง 6 เดือน ตั้งแต่ช่วงเดือน ต.ค. 57-มี.ค. 58 ด้วยการปูพรมขายปีท่องเที่ยววิถีไทย ที่เน้นขายตั้งแต่ตลาดยุโรป อเมริกา เอเชีย ตะวันออก กลาง เรื่อยไปถึงอาเซียน ที่คาดว่าตลาดจะคึกคักมาก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลลอยกระทงและส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ปลายปีนี้ ซึ่งเวลานี้นักท่องเที่ยวทั่วโลกได้ทำสถิติการจองเดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทยล่วงหน้าตลอดฤดูท่องเที่ยว 6 เดือนหน้า เพิ่มขึ้น 10-15% เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ทั้งจากตลาดสหภาพยุโรป อเมริกา เอเชีย ตะวันออกกลาง อาเซียนสุดท้ายนี้ การทำงานร่วมกันในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว นั้น ไม่ใช่เพียงแค่ทำแคมเปญกระตุ้นตลาดเพื่อเรียกเงินนักท่องเที่ยว เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทุกภาคส่วนต้องดูความพร้อม รวมไปถึงสิ่งแวดล้อมทางด้านการท่องเที่ยวด้วย ไม่ว่าจะเป็นระบบสาธารณูป โภคด้านการท่องเที่ยว หรือระบบรักษาความปลอดภัย รวมไปถึงเรื่องอื่น ๆ ไม่เช่นนั้นไม่ว่าจะทำอย่างไรก็คงไม่เข้าเป้าหมาย.เอวิกานต์ บัวคง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดกลยุทธ์แก้ท่องเที่ยว ดันแผนรับมือช่วงไฮซีซั่น