นายฉัตรชัย ภู่อารีย์ ประธานชมรมผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางหมวด 4เอกชน กรุงเทพมหานคร (รถสองแถว) เปิดเผยว่า สัปดาห์นี้ตัวแทนชมรมฯ จะเข้าพบเพื่อยื่นหนังสือต่อ พอ.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ที่กระทรวงคมนาคม เพื่อขอให้เข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการรถสองแถว และขอปรับขึ้นค่าโดยสารรถร้อน 3 บาท หรือขึ้นจาก 7 บาท เป็น 10 บาท ส่วนรถปรับอากาศขอเพิ่มอีก 1บาท ตามระยะทาง จากเริ่มต้น 12 บาท เป็น 13 บาท เพื่อลดภาระขาดทุน เพราะขณะนี้ผู้ประกอบการรถสองแถวที่วิ่งให้บริการในกทม.กว่า 50% หรือประมาณ 2,000 คัน จากทั้งหมด 4000 คัน ตัดสินใจเลิกกิจการไปแล้วทั้งนี้สาเหตุทำให้ผู้ประกอบการรถสองแถวประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก มาจากนโยบายการจัดระเบียบรถตู้และมอเตอร์ไซด์ของคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ(คสช.) ที่ทำให้จำนวนรถจักรยานยนต์รับจ้างเข้ามาสู่ระบบจำนวนมากเกินไป จนแย่งลูกค้ารถสองแถวที่วิ่งอยู่ภายในซอยต่างๆ นอกจากนี้รถสองแถวยังได้รับผลกระทบ จากมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ที่อนุมัติปรับขึ้นราคาแอลพีจี 0.62 บาทต่อกก. และเอ็นจีวีอีก 1 บาทต่อกก. เมื่อวันที่ 1ต.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากส่งผลให้ต้นทุนค่าโดยสารรถสองแถวปรับเพิ่มทันที 30% โดยปัจจุบันรถสองแถวประมาณ 40% มีการใช้เชื้อเพลิงเป็นก๊าซ โดยแบ่งออกเป็น แอลพีจี10% และเอ็นจีวี30% ส่วนอีก 60% ที่เหลือใช้น้ำมันเชื้อเพลิงประเภทดีเซล
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สองแถวขอขึ้นค่ารถ 3 บาท
Blog
-

สองแถวขอขึ้นค่ารถ 3 บาท
Facebook Comments -

ก.ไอซีทีปัดฝุ่นศูนย์ไอซีทีชุมชน
กระทรวงไอซีที ปัดฝุ่นศูนย์ไอซีทีชุมชมทั่วประเทศ เล็งเลิกศูนย์ที่บริหารจัดการไม่คุ้มทุน พร้อมดึงงบเหลือ 3.7 พันล้านบาท จากโครงการแท็บเล็ตไวไฟ ฯ เชื่อมต่อการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและบริการสาธารณสุขทั่วประเทศนายพรชัย รุจิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า อยู่ระหว่างติดตามผลการติดตั้งศูนย์ไอซีทีชุมชน ที่ปัจจุบันมีการติดตั้งไปแล้วกว่า 2,000 แห่ง ทั่วประเทศ โดยจะต้องดูว่าที่ติดตั้งไปแล้วนั้นประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด และพื้นที่ไหนบ้างที่ไม่ประสบความสำเร็จ และไม่ประสบความสำเร็จเพราะอะไร และควรจะบริหารต่อในจุด ๆ นั้นหรือไม่ เพราะต้องใช้งบประมาณบริหารประมาณเดือนละ 7,000 บาทต่อจุด ซึ่งถึงแม้ว่าค่าบริหารจัดการจะไม่สูงแต่ก็ต้องดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับในส่วนที่จะต้องติดเพิ่มเติมตามโครงการอีก 300 แห่ง งบประมาณ 40 ล้านบาทนั้น อยู่ระหว่างดำเนินการ ทั้งนี้ กระทรวงไอซีทีจะร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข นำงบประมาณจำนวน 3.7 พันล้านบาท ที่เหลือจากโครงการแท็บเล็ตไวไฟ มาดำเนินการเพื่อให้บริการประชาชนทั้งในเรื่องของการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและการเข้ารับบริการในสถานพยาบาลพื้นที่ห่างไกลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น“ใน 1 เดือนนี้ ทั้ง 4 กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องสรุปโมเดลให้แล้วเสร็จว่าจะเชื่อมต่อที่จุดไหนบ้าง ดูว่าจุดไหนไม่ได้ผลเป็นเพราะอะไร ที่ไหนประสบความสำเร็จเพราะอะไร และควรเอาจุดไหนออกบ้าง ซึ่งหากสรุปเรียบร้อยแล้วก็จะหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อบริหารจัดการให้ศูนย์ไอซีทีชุมชนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและอยู่ได้” นายพรชัย กล่าว.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ก.ไอซีทีปัดฝุ่นศูนย์ไอซีทีชุมชนFacebook Comments -

เครื่องวัดความอร่อย
เดินหน้าโครงการ “Thai Delicious” (ไทย ดิลิเชียส) ภายใต้ยุทธศาสตร์ประเทศ “ครัวไทยสู่ครัวโลก” วันนี้..สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ประกาศความสำเร็จของโครงการที่ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารไทยอย่างครบวงจรตั้งแต่การพัฒนาระบบบริหารจัดการคุณภาพและความปลอดภัยของวัตถุดิบอาหารไทย การพัฒนาสูตรมาตรฐานอาหารไทย และการพัฒนาเครื่องมือตรวจวัดรสชาติอาหารไทย…เพื่อให้รสชาติอาหารไทย กินที่ไหนก็“อร่อย” เหมือนกันทั่วโลก…“นายศุภชัย หล่อโลหการ”ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สนช. บอกว่า ที่ผ่านมา สนช. สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมในโครงการไปแล้ว 14 โครงการ วงเงินสนับสนุนกว่า 23.5 ล้านบาทโดยโครงการระบบบริหารจัดการคุณภาพและความปลอดภัยของวัตถุดิบอาหารไทยครบวงจร นำร่องในพืชวัตถุดิบอาหารไทย ได้แก่ พริก และกะเพราส่วนโครงการพัฒนาสูตรมาตรฐานอาหารไทยและผลิตภัณฑ์พร้อมปรุงมีสำเร็จแล้ว จำนวน 11 ตำรับ คือ ต้มยำกุ้งน้ำใส ต้มยำกุ้งน้ำข้น ผัดไทย แกงมัสมั่น แกงเขียวหวาน ข้าวซอย ไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง แกงเหลือง และซอสไก่กอแระ
และสิ่งสำคัญที่จะทำให้รู้ได้ว่าสูตรนั้นได้มาตรฐานตามที่กำหนด ก็คือ เครื่องมือตรวจวัดมาตรฐานรสชาติอาหารไทย
ปัจจุบันได้ต้นแบบแล้ว จำนวน 2 เครื่อง คือ e-delicious ที่พัฒนาโดยบริษัท โมบิลิสออโตมาต้าจำกัด และ ESenS จากบริษัท ควอลิเท็ค แล็บบอราทอรี่ เซอร์วิส จำกัดสำหรับ “ e-delicious” ดร.กฤษณ์ จงสฤษดิ์ กรรมการผู้จัดการ บ.โมบิลิสออโตมาต้า บอกว่า เครื่องดังกล่าว ประกอบไปด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ จมูกอิเล็กทรอนิกส์ ลิ้นอิเล็กทรอนิกส์ และส่วนประมวลผลกลาง โดยทั้งสามส่วนนี้มีความเชื่อมโยงกันและทำหน้าที่ในการตรวจวัดกลิ่น และรสชาติ ประมวลผลรวมเพื่อให้สามารถทำการเปรียบเทียบกับมาตรฐานรสชาติอาหารไทยได้เครื่องสามารถดมกลิ่นอาหารด้วยจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีอะเรย์ของแก๊สเซ็นเซอร์ จำนวน 16 หัววัด ซึ่งถูกออกแบบมาให้มีความเฉพาะเจาะจงกับกลิ่นอาหารไทย วัดรสชาติโดยลิ้นอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นการตรวจวัดด้วยวิธีทางไฟฟ้าเคมี โดยเครื่องสามารถตรวจวัดรสชาติที่สำคัญของอาหารไทย คือ เผ็ด เปรี้ยว เค็ม หวาน และอูมามิ ซึ่งเป็นรสชาติที่ 5 ที่ลิ้นมนุษย์สามารถรับรู้และแยกแยะได้การตรวจวัดรสชาติใช้เวลาไม่เกิน 30 นาทีต่อหนึ่งตัวอย่าง เบื้องต้นได้ทำการทดสอบเครื่องกับต้มยำกุ้งแล้ว ทั้งสูตรน้ำข้นและน้ำใส ซึ่งเครื่องสามารถตรวจวัดรสชาติได้ และสามารถเปรียบเทียบความคล้ายคลึงของรสชาติกับตัวอย่างมาตรฐานที่มีการให้คะแนนโดยผู้ทดสอบชิมระบบฐานข้อมูลของ e-delicious ยังสามารถรองรับระบบการให้คะแนนความอร่อยของรสชาติอาหารได้ โดยอิงการให้คะแนนความอร่อยของตัวอย่างอ้างอิงโดยคน และสามารถใส่สูตรการให้คะแนนตัวอย่างที่มีรสชาติแตกต่างไปจากตัวอย่างอ้างอิงได้อีกด้วยส่วนเครื่อง “ESenS” จะเป็นเหมือนหุ่นยนต์ที่ชาญฉลาดสำหรับการตรวจวัดกลิ่นและรสชาติของส่วนผสมในอาหาร โดยจะใช้เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ในการตรวจวัดรสชาติเหมือนเป็นนักชิมอาหาร และเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลที่มีอยู่โดยการใช้เทคโนโลยีการประมวลผลที่แม่นยำ สามารถประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์และส่งผ่านทางอีเมลและเครือข่ายทางสังคมตามความต้องการของผู้ใช้ได้สนใจสร้างมาตรฐานให้อาหารไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ดูรายละเอียดได้ที่ www.nia.or.th/thaidelicious
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เครื่องวัดความอร่อยFacebook Comments