Blog

  • “บาจา”ลุยปรับโฉมพร้อมเปิดสาขาทั่วประเทศ

    “บาจา”ลุยปรับโฉมพร้อมเปิดสาขาทั่วประเทศ

    นายอนวัช สังขะทรัพย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท บาจา (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรองเท้า เปิดเผยว่า ปีหน้าบริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมจะกลับมาเติบโตเป็นปกติอีกครั้งที่ 10% จากปีนี้ที่เติบโตเพียง 4% เพราะประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้เนื่องจากไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เริ่มเห็นสัญญาณของกำลังซื้อที่ฟื้นตัวดีขึ้น จึงเชื่อว่าบรรยากาศการจับจ่ายในปีหน้าจะกลับมาคึกคักอย่างเคย พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายจะผลักดันรายได้ 3 ปีต่อจากนี้ ให้เติบโตเป็นขั้นบรรไดที่ 10% ,15% และ 20% ตามลำดับทั้งนี้บริษัทจะกระตุ้นรายได้ต่อจากนี้ ด้วยการขยายร้านสาขาในหลายรูปแบบกระจายไปในแต่ละพื้นที่ ให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น โดยล่าสุดได้ทดลองเปิดร้านขนาดใหญ่กว่า 1,000 ตร.ม. บริเวณเส้นทางด่วนไปต่างจังหวัดแล้ว 4 แห่งและเตรียมจะเปิดตัวร้านรูปแบบใหม่อีกต่อไปในอนาคตด้วย ซึ่งวางแผนจะขยายไม่ต่ำกว่า 20 สาขาต่อปี โดยเริ่มต้นที่ 22 สาขาในปีหน้า จากปีนี้ที่มีทั้งสิ้น 285 สาขา“บริษัทจะใช้กลยุทธ์การเพิ่มรายได้จากหลายวิธี ทั้งการเพิ่มจำนวนสาขา รวมไปถึงการปรับปรุงรูปแบบร้านใหม่ เพราะจากการสำรวจพบว่าพอปรับโฉมร้านแล้วยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 20% นอกจากนี้ยังวางแผนจะจำหน่ายสินค้าในกลุ่มที่มีโอกาสทั้งรองเท้าสำหรับเด็กอายุ 12-15 ปีและกลุ่มลูกค่าพรีเมียมที่มีกำลังซื้อสูงมากขึ้น เพื่อขยายฐานลูกค้าด้วย”พร้อมกันนี้ บริษัทได้เตรียมรองรับกำลังการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตด้วยการขยายกำลังการผลิตของโรงงานเดิมขึ้นอีก โดยจะแล้วเสร็จในม.ค.58 นอกจากนี้ยังอยู่ในระหว่างเตรียมขยายโรงงานใหม่ เพื่อรองรับกับตลาดในประเทศ ตลาดต่างประเทศที่กำลังจะขยายเข้าไปได้แก่ เมียนเมาร์,ลาว และเวียดนามอีกด้วย ทั้งนี้เมื่อแล้วเสร็จจะผลิตสินค้าได้เพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า ซึ่งสามารถรองรับการผลิตได้นาน 5-10 ปี

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “บาจา”ลุยปรับโฉมพร้อมเปิดสาขาทั่วประเทศ

  • แห่ยื่นประมูลข้าวรัฐบาล2 แสนตัน

    แห่ยื่นประมูลข้าวรัฐบาล2 แสนตัน

    นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการเปิดประมูลข้าวว่า มีเอกชนได้สนใจยื่นซองเสนอราคาประมูลข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล ครั้งที่ 3/2557 ปริมาณ 207,000 ตัน 37 ราย โดยข้าวที่นำมาเปิดประมูลเป็นข้าวขาว 5%ปริมาณ 76,000 ตัน และปลายข้าวขาวเอวันเลิศ 131,000 ตัน ซึ่งเป็นข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวฤดูการผลิต 54/55 นาปรัง 55 โครงการรับจำนำข้าว 55/56 และ 56/57 แบบรายคลังและรายกอง โดยมีผู้ชนะประมูลทั้งหมด 18 ราย หรือเป็นปริมาณข้าว 203,000 ตัน มูลค่า 1,930 ล้านบาท ส่วนอีก 3 โกดังที่เหลือเอกชนเสนอราคาต่ำกว่าเกณฑ์ จึงให้เสนอราคาซื้อเข้ามาใหม่“การเปิดประมูลครั้งนี้ ทั้งแง่ปริมาณและราคาที่ว่าน่าพอใจ คาดว่าจะสามารถอนุมัติขายได้หมดจากปริมาณที่เปิดประมูล 207,000 ตัน โดยจะนำผลสรุปการเปิดประมูลข้าวเสนอให้พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ อนุมัติขายต่อไป” สำหรับการเปิดประมูลข้าวในรอบต่อไป หรือรอบ 4 นั้นกำลังพิจารณาช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นช่วงเดือนพ.ย. โดยปริมาณและชนิดข้าวที่จะเปิดต้องรอดูสถานการณ์ผลผลิตข้าวเปลือกนาปี 57/58 ที่กำลังทยอยออกมาก่อน เพราะการระบายข้าวสต๊อกรัฐบาลจะต้องไม่กระทบกับราคาข้าวเปลือกในตลาดตามนโยบายของ รมว.พาณิชย์นางดวงพร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่าผลการตรวจสอบสต๊อกข้าวรัฐบาล 18 ล้านตัน ว่าข้าว 70%มีคุณภาพต่ำ และเหลือง และมีข้าวหายจากสต๊อกรัฐบาล 100,000 ตัน นั้น โดยข้าวที่เสื่อมสภาพดังกล่าว ยังเป็นข้าวที่ขายได้ และมีตลาดรองรับการซื้อข้าวชนิดนั้น แต่ราคาก็จะต้องเป็นไปตามสภาพข้าว ซึ่งจะมีการจัดเกรดคุณภาพข้าวอีกครั้งในการกำหนดราคากลางที่จะนำข้าวออกมาขาย“ข้าวที่คุณภาพต่ำ ไม่ได้หมายความว่าใช้ไม่ได้ เพียงแต่อาจจะหย่อนจากเกณฑ์ไปบ้าง ซึ่งก็มีตลาดข้าวเก่ารองรับอยู่แล้ว และมีความต้องการจากภาคเอกชน ก็จะดูวิธีการที่จะระบายข้าวในส่วนนี้ ซึ่งน่าจะมี 10 ล้านตันจาก 18 ล้านตันต่อไป และกรมก็จะพยายามระบายออกให้ได้ตามแผนภายใน 3 ปี”แหล่งข่าวจากผู้ส่งออกที่เข้าร่วมประมูลข้าวสต๊อกรัฐบาล กล่าวว่า สาเหตุที่มีเอกชนเข้าร่วมเสนอราคาซื้อ เนื่องจากเป็นการระบายข้าวขาว ซึ่งขณะนี้ผลผลิตฤดูกาลใหม่ยังไม่ออกมา โดยเอกชนต้องการนำข้าวเก่าไปทำข้าวถุงขาย จึงแข่งขันทางด้านราคา โดยข้าวขาว 5%เสนอราคาเฉลี่ยตั้งแต่ 11-12.30 บาทต่อกก. ส่วนปลายข้าวเอวันเลิศ เสนอราคาตั้งแต่ 7-8 บาทต่อกก.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แห่ยื่นประมูลข้าวรัฐบาล2 แสนตัน

  • กรมศุลย้ายใหญ่5 ผอ.สำนัก-นายด่าน

    กรมศุลย้ายใหญ่5 ผอ.สำนัก-นายด่าน

    นายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า การจัดเก็บรายได้เดือน ต.ค.ปีงบประมาณ 58 เป็นไปตามเป้าหมาย และคาดว่าทั้งปีงบประมาณ 58 จัดเก็บได้ไม่ต่ำกว่า 1.12 แสนล้าน บาทตามเป้าที่วางไว้ แต่ยังต้องติดตามการนำเข้าอย่างใกล้ชิด เนื่องจากที่ผ่านมาการนำเข้ายังไม่ฟื้นดีเท่าที่ควร ทำให้กระทบการจัดเก็บภาษีของกรม แต่กรมฯ ได้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะใน 5 ด่านใหญ่ที่มีสัดส่วนการเก็บภาษีเป็น80%ของกรม ซึ่งได้ตั้งเป้าการจัดเก็บภาษีนี้เพิ่ม 5%ทั้งนี้ กรมได้มีคำสั่งย้ายผู้อำนวยการสำนักงานทั้ง 5 ด่าน ให้สามารถรับนโยบายของฝ่ายบริหารลงไปปฏิบัติได้ เพื่อเป็นการป้องกันการทุจริต เกิดความโปร่งใสมากขึ้น โดยทั้ง 5 ด่าน ประกอบด้วย สำนักงานกรมศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งมีการเก็บภาษีมากที่สุดของกรม สำนักงานกรมศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ สำนักงานศุลกากรกรุงเทพ ดูแลการเก็บภาษีของกรุงเทพทั้งหมด โดยเฉพาะการเก็บภาษีรถยนต์ สำนักงานกรมศุลกากรตรวจสินค้าลาดกระบัง สำนักงานตรวจสินค้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมินอกจากนี้ ยังได้เปลี่ยนแปลงนายด่านอื่น ๆ ให้จัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจากเก็บภาษีได้เพียง 40-50 ล้านบาทต่อเดือน ให้เพิ่มเป็น 20%ซึ่ง มองว่าเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือด่านอรัญประเทศ จากเดิมที่เก็บได้วันละ 1 แสนบาท หลังจากเปลี่ยนนายด่าน ทำให้การบริหารงานชัดเจนขึ้นส่งผลให้จัดเก็บภาษีเพิ่ม ขึ้นเป็นวันละ 4 ล้านบาท และคาดว่าช่วงฤดูหนาวจะเก็บได้เพิ่มขึ้นวันละ 5 ล้านบาท เพราะมีการนำเข้าเครื่องนุ่งห่มมากกว่าปกติ“การเก็บภาษีกรมศุลกากร สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้อีก เนื่องจากยังมีไขมันอีกมาก การย้ายผู้อำนวยการสำนักและนายด่านไม่ใช่เพราะคนเก่ามีปัญหาและทุจริต เพียงแต่ย้ายคนใหม่เข้าไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น”นอกจากการโยกย้ายบุคลากรแล้ว กรมศุลกากรยังได้ดำเนินการดูแลสินค้าอ่อนไหว เช่น รถหรู ให้มีการเสียภาษีให้ถูกต้องเข้มงวดกับเขตปลอดอากร และคลังสินค้าทัณฑ์บน ไม่ให้เกิดช่องโหว่ให้มีการหลบเลี่ยงภาษี รวมถึงต้องดูแลสินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยสำหรับกรณีรถหรูหายจากคลังทัณฑ์บนและเขตปลอดอากร 500 คันนั้น ขณะนี้ได้รถมาคืนและเสียภาษีอย่างถูกต้องแล้ว 200 คัน โดยยังมีอีก 300 คันที่ยังไม่การนำกลับมาคืน ทำให้กรมได้แจ้งข้อกล่าวหาเจ้าของคลังสินค้าทัณฑ์บน และเขตปลอดอากรแล้ว พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่กรมที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยว ข้องในกรณีดังกล่าวด้วย“สัปดาห์หน้ากรมศุลจะเสนอร่างการแก้ไขพ.ร.บ.ศุลกากรทั้งฉบับให้กระทรวงการ คลังพิจารณา ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บของกรมมากขึ้น และเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ โดยคาดว่าจะเสนอเข้าครม. และผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ( สนช.) ออกมาบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ภายในปี 58”สำหรับร่างพ.ร.บ.ศุลกากรใหม่นี้เสนอให้แก้ไขเรื่องรางวันสินบนนำจับ จากปัจจุบันสินบนได้30%สำหรับผู้แจ้งเบาะแส และรางวัล25%สำหรับเจ้าหน้าที่ และไม่มีการกำหนดเพดาน เป็นสินบน30%แต่ไม่เกิน10ล้านบาท กับผู้ที่แจ้งเบาะแสส่วนรางวัลสำหรับเจ้าหน้าที่ลดเหลือ15%แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาทนอกจากนี้ยังแก้ไขในส่วนของบทลงโทษ และเรื่องการอุทธรณ์ภาษีของผู้ประกอบการ รวมถึงยังให้อำนาจเจ้าหน้าที่ประเมินราคาและสำแดงพิกัดอัตราภาษีล่วงหน้า พร้อมมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ติดตามตรวจสอบผู้ประกอบการย้อนหลังภายใน 5 ปี นับตั้งแต่มีการปลดปล่อยสินค้า

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กรมศุลย้ายใหญ่5 ผอ.สำนัก-นายด่าน