Blog

  • ปิดโรงงานสิ่งทอไทยการ์เมนต์ฯ

    ปิดโรงงานสิ่งทอไทยการ์เมนต์ฯ

    นายวัลลภ วิตนากร ที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผยว่า ผู้บริหารบริษัท ไทยการ์เมนต์เอ็กซปอร์ต จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานสิ่งทอขนาดใหญ่ของประเทศ มีการส่งออกไปหลายประเทศได้แจ้งว่า เตรียมปิดโรงงาน สาขาศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งมีพื้นที่กว่า 100 ไร่ สิ้นเดือนก.ย. นี้ เนื่องจากประสบปัญหาขนาดแคลนแรงงานอย่างหนัก จากที่ผ่านมามีแรงงานในสาขาดังกล่าว 2,000 คน แต่ระยะหลังเริ่มลาออกอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันเหลือแรงงานเพียง 800 – 900 คนเท่านั้น รวมทั้งยังหาแรงงานใหม่ได้น้อยมาก และแรงงานใหม่ ที่รับมา ฝีมือ ยังต้องพัฒนาฝีมืออีกมาก ส่งผลกระทบต่อการรับออเดอร์มาแล้ว ผลิตไม่ได้ทันตามกำหนดเวลา ทำให้ประสบปัญหาการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง แต่สาขาอ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร และสาขาแจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี ของบริษัท ไทยการ์เมนต์ ฯ ซึ่งมีแรงงานรวมกว่า 6,000 คน ยังดำเนินการต่อไป และรับแรงงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง“ขณะนี้ผู้บริหารบริษัท ฯ ได้แจ้งไปยังพนักงานกว่า 800 -900 คนล่วงหน้าไปหมดแล้วว่า จะปิดโรงงานสาขาปราจีนบุรี และจะจ่ายชดเชยค่าแรงงานให้พนักงานภายในสิ้นเดือนนี้ ซึ่งบางส่วนก็ย้ายไปที่สาขาอ้อมน้อย กับแจ้งวัฒนะ แต่มีจำนวนไม่มาก เพราะพื้นที่ไกลกันมาก สาเหตุที่ปิด มีสาเหตุเดียวเท่านั้น คือ ขาดแคลนแรงงานในพื้นที่ โดยที่ผ่านมามีการย้ายเข้า ย้ายออกต่อเนื่อง ทำให้กว่าจะฝึกแรงงาน ก็ต้องใช้เวลาอีก ส่วนสาขาอ้อมน้อย และแจ้งวัฒนะ ยังเปิดดำเนินงานต่อไป และยังรับคนงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง”ส่วนสถานการณ์โรงงานสิ่งทอแห่งอื่น ๆ ขณะนี้ยังไม่มีโรงงานไหน จะปิดกิจการ หรือลดคนงานลง เนื่องจากโรงงานสิ่งทอ กว่า 30 แห่ง ได้ปรับตัวการดำเนินงาน ย้ายโรงงาน หรือขยายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนามแล้ว เพื่อลดต้นทุนการผลิต หลังจากไทยปรับขึ้นค่าแรงงงานขั้นต่ำ 300 บาท เพราะอุตฯ สิ่งทอต้องใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก และต้องการใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ของประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากไทย จะถูกตัดสิทธิจีพีเอสภายในสิ้นปีนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ไทยการ์เมนต์ เอ็กซปอร์ต จำกัด ถือเป็นบริษัทตัดเย็บ และส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปรายใหญ่ ติดอันดับ 1 ใน 5 ของภูมิภาคเอเชีย มีโรงงานทั้งที่จีน ไต้หวัน เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย เม็กซิโก และในไทย มี 3 สาขา คือ สาขาปราจีนบุรี สาขาอ้อมน้อย สาขาแจ้งวัฒนะ โดยบริษัทไทยการ์เมนต์ฯ รับจ้างผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปยี่ห้อดังชั้นนำระดับโลก เช่น ทอมมี่, โจนส์, แอน เทเลอร์, เอ็ดดี้ บาวเออร์, ฟ็อกซ์ครอฟท์ และราลฟ์ลอเร้นจ์ เป็นต้นอย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีกระแสข่าวออกมาอย่างต่อเนื่องว่า บริษัท ฯ ดังกล่าวเตรียมปิดสาขาโรงงานที่จังหวัดปราจีนบุรี แม้จะเป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจเท่าที่ควร เนื่องจากสถานที่ตั้งไม่เหมาะสมไกลจากแหล่งชุมชน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทำให้พนักงานเดินทางไม่สะดวกสบาย และความเป็นอยู่ที่ไม่เอื้อต่อวิถีชีวิตของพนักงานมากนัก จนนำไปสู่การปิดกิจการในที่สุด

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปิดโรงงานสิ่งทอไทยการ์เมนต์ฯ

  • สรรพากรชงเก็บภาษีมรดก

    สรรพากรชงเก็บภาษีมรดก

    นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า วันที่ 5 ก.ย.นี้ กรมสรรพากร จะเสนอแผนปฏิรูปภาษีให้นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง คนใหม่พิจารณาเห็นชอบ ทั้งการเก็บภาษีมรดก ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา รวมถึงการเพิ่มหักค่าลดหย่อยของภาษีบุคคลธรรมดาให้เพิ่มขึ้น และแก้กฎหมายประมวลรัษฎากร เรื่องการตีราคาการโอนให้ชัดเจน เนื่องจากที่ผ่าน มาเกิดปัญหา ผู้ประกอบการมีรายได้เกิดขึ้นในไทย แต่โอนรายได้ไปในบริษัทต่างประเทศ ที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า ทำให้กัดกร่อนภาษี ของไทย จนจัดเก็บได้ลดลง โดยการแก้กฎหมายนั้น จะกำหนดชัดว่าการตีราคาโอนแบบไหนทำได้ ไม่ได้ จากกฎหมายเดิมที่ไม่ได้กำหนดไว้"ขณะนี้การจัดเก็บภาษีมรดกกรมฯกำลังศึกษา และจัดทำรายละเอียด เพื่อนำเสนอให้กับ รมว.คลังพิจารณา จึงยังระบุไม่ได้ว่าจะจัดเก็บในอัตราเท่าไร ส่วนการปรับโครงสร้างภาษีในระยะยาว จะหาแนวทางอุดช่องโหว่ เพื่อทำให้การจัดเก็บรายได้ของกรมฯ เป็นไปตามเป้าหมาย โดยเฉพาะการตีราคาการโอนให้ชัดเจนมากขึ้น เพราะพบว่ามีบริษัทต่างประเทศที่มาลงทุนในไทย หรือบริษัทไทย แต่ไปตั้งบริษัทในต่างประเทศ เช่น เกาะเคแมน หรือประเทศใกล้เคียง ที่มีอัตราการเสียภาษีต่ำกว่า ทำการถ่ายโอนรายได้ออกไปโดยไม่ยอมเสียภาษีในประเทศไทย"ขณะเดียวกันกรมฯได้เสนอมาตรการลดหย่อยภาษีจากการท่องเที่ยว ให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว หากกระทรวงการคลังอนุมัติก็จะมีผลทันที โดยกรณีของบุคคลธรรมดา ให้นำค่าใช้จ่ายจากการพักโรงแรมในประเทศหรือ ซื้อแพกเกจทัวร์ มาหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาท ส่วนกรณีนิติบุคคลให้นำค่าโรงแรม ที่เกิดการจัดสัมมนาอบรมมาเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า เพื่อหักลดหย่อนภาษี โดยมาตรการดังกล่าวมีผลถึงวันที่ 31 ธ.ค.58 หรือ 2รอบปีภาษี ด้วยการหักลดหย่อนภาษีจะทำให้กรมสรรพากรสูญเสียภาษีปีละ 2,000 ล้านบาท แต่จะเก็บภาษีทางอ้อมจากภาษีมูลค่าเพิ่มได้เพิ่มขึ้นอย่างไรก็ตามการเก็บภาษีงบประมาณ 57 คาดว่าจะเก็บต่ำกว่าเป้าหมาย 100,000 ล้านบาท แต่ในปีงบประมาณ 58คาดว่าจะเก็บได้ตามเป้าหมาย 1.96 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่าภาษีที่คาดว่าจะเก็บได้จริงในปีงบประมาณ 57 ประมาณ 12-13% ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดประชุมกรมสรรพากรทั่วประเทศเ พื่อเพิ่มประสิทธิภาพการ เก็บภาษีพบว่าการลงทุนของประเทศจากที่เคยติดลบ 16% ปรับตัวดีขึ้นเหลือติดลบ 7%เห็นได้จากการเก็บภาษีอากรแสตมป์ จากก่อนหน้าที่ลบ กลับมาขยายตัวอีกครั้ง โดยในเดือนส.ค. 57 ขยายตัว 10% และเดือน ส.ค.57 ขยายตัวถึง 30%รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เบื้องต้นข้อเสนอการเก็บภาษีมรดก ที่กรมสรรพากรเสนอไปยัง คสช.และกำลังอยู่ในการพิจารณาของกฤษฎีกาคือ 10% โดยเป็นการเก็บจากกองมรดก และมีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่มีมรดกที่ไม่ถึง 50 ล้านบาท ก็ไม่ต้องเสียภาษี เชื่อว่าการพิจารณาของกฤษฎีกาน่าจะแล้วเสร็จและเสนอต่อครม.ภายในเร็วๆ นี้ และคาดว่ากฎหมายจะสามารถบังคับใช้กฎหมายได้ในช่วงปี 58ทั้งนี้ การเก็บภาษีมรดกตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะไม่กระทบกับคนยากจน และผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับมรดกตกทอด โดยเฉพาะชาวนาได้รับมรดกเป็นที่นาไม่กี่ไร่ ไม่ต้องเสียภาษีมรดกอย่างแน่นอน เพราะการออกกฎหมายเก็บภาษีมรดก ต้องไม่กระทบกับการกระจายรายได้ฐานราก เพื่อให้คนจนหรือรายได้น้อยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สรรพากรชงเก็บภาษีมรดก

  • คสช.เพิ่มโทษขาใหญ่ปั่นหุ้น ทั้งแพ่ง-อาญา

    คสช.เพิ่มโทษขาใหญ่ปั่นหุ้น ทั้งแพ่ง-อาญา

    ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคสช.เพื่อขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นการแก้กฎหมายเดิม ที่กำหนดให้เอาผิดทางแพ่งในความผิดบางประเภทเพิ่มเติม จากเดิมที่กำหนดไว้แต่ทางอาญาเท่านั้น เพื่อทำให้การเอาผิดดำเนินการได้รวดเร็ว และทันสถานการณ์มากยิ่งขึ้น และยังป้องกันผู้เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบในตลาดทุนนอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดฐานความผิด ในส่วนของการกระทำที่ไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ เช่น การเพิ่มเติมบทสันนิษฐาน เพื่อลดภาระของสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) โดยกำหนดให้ผู้มีอำนาจควบคุมกิจการของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ พนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัทผู้สอบบัญชีให้สันนิษฐาน ไว้ก่อนว่าเป็นบุคคลที่รู้ หรือครอบครองข้อมูลภายใน เว้นแต่จะพิสูจน์ได้เป็นประการอื่น เป็นต้นขณะเดียวกันในกฎหมายฉบับใหม่ที่แก้ไข ยังกำหนดห้ามไม่ให้บุคคลใด ซึ่งรู้หรือครอบครองข้อมูลภายใน ซื้อหรือขายหรือเข้าผูกพันตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์ ไม่ว่าเพื่อตนเองหรือบุคคลอื่น และการเปิดเผยข้อมูลภายใน ไม่ว่าโดยตางตรง หรือทางอ้อม และไมว่าด้วยวิธีใด แก่บุคคลอื่นต่อไป โดยรู้หรือควรรู้ว่าผู้รับข้อมูลอาจนำข้อมูลนั้น ไปใช้ประโยชน์ในการซื้อหรือขายหรือเข้าผูกพันตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์“เมื่อคสช.เห็นชอบกฎหมายฉบับนี้แล้ว จะนำเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาตามกระบวนการต่อไปโดย กระทรวงการคลังรายงานว่า กฎหมายฉบับนี้จะทำให้เกิดความรวดเร็วในการพิจารณาความผิด และทำให้เกิดการส่งเสริมการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างตรงไปตรงมา”ก่อนหน้านี้นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการก.ล.ต.ระบุว่า การเสนอให้ลงโทษทางแพ่งเพิ่มขึ้นนั้น เป็นการเพิ่มเครื่องมือลงโทษผู้กระทำความผิด รวมถึงช่วยดูแลความผิดปกติในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมองว่าควรรีบใช้มาตรการลงโทษดังกล่าว เพื่อให้ทันกับผู้ที่กระทำความผิดในคดีทางเศรษฐกิจ หลังจากที่ ก.ล.ต.ได้ศึกษาเรื่องนี้มาเป็นเวลา 1 ปีทั้งนี้ เพราะปัจจุบันนี้การเอาผิดตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯจะเอาผิดทางอาญาอย่างเดียว ทำให้ต้องใช้เวลานานในการตรวจสอบ เพราะต้องผ่านการตรวจสอบในกระบวนการต่าง ๆ ทั้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยการปรับปรุงกฎหมาย และการลงโทษทางแพ่งเพิ่มเติมที่ก.ล.ต. เสนอ เช่น เมื่อผู้กระทำความผิดแสวงหาประโยชน์จากตลาดหุ้นไปจำนวนเท่าใดก็ต้องนำเงินดังกล่าวมาคืนรัฐ พร้อมทั้งเสียค่าปรับประมาณ 2-3 เท่า ของยอดเงินที่กระทำความผิด ซึ่งขึ้นกับคณะกรรมการจะพิจารณาว่าผู้กระทำความผิดในแต่ละรายต้องเสียค่าปรับกี่เท่า นอกจากนี้จะห้ามไม่ให้ผู้ที่ทำผิดเข้ามาทำธุรกรรมซื้อขายในตลาดทุนอีก 5 ปี หากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายบางข้อชัดเจน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คสช.เพิ่มโทษขาใหญ่ปั่นหุ้น ทั้งแพ่ง-อาญา