กสทช. แจกคูปองทีวีดิจิตอลช้า กลุ่มสามารถฯ ปรับลดเป้ายอดขายกล่องรับสัญญาณเหลือ 1-1.5 ล้านกล่อง จากเดิม 2 ล้านกล่อง ระบุปรับสเปกกล่องลงตามราคาคูปอง 690 บาท แล้ว พร้อมจำหน่ายในท้องตลาดทันทีที่ กสทช. ไฟเขียว นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัท สามารถวิศวกรรม จำกัด มีโอกาสสร้างรายได้จากการจำหน่ายกล่องและเสารับสัญญาณทีวีดิจิตอล เพราะจะมีปริมาณความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทันทีที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีการแจกคูปอง โดยตั้งเป้าสิ้นปีจะขายกล่องที่มาจากการแลกคูปองได้ ราว 1-1.5 ล้านกล่อง หรือคิดเป็นรายได้ 1,000 ล้านบาท โดยปรับลดลงจากเดิมตั้งไว้ท่ี 2 ล้านกล่อง มูลค่า 2,000 ล้านบาท เนื่องจากการแจกคูปองช้ากว่ากำหนด อย่างไรก็ตาม กล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอล ที่จะนำมาร่วมโครงการแลกคูปองกับทาง กสทช. จะเป็นคนละรุ่นกับที่วางขายในท้องตลาดปัจจุบัน เพราะราคาคูปองลดลงมาที่ 690 บาท จึงต้องมีการปรับในเรื่องของคุณสมบัติบางส่วนด้วย อาทิ การรองรับระบบเสียงแบบดอลบี้ สเตอริโอ ซึ่งขณะนี้ทางบริษัทได้ดำเนินการออกแบบเสร็จสิ้นแล้ว รวมถึงเสาอากาศรับสัญญาณทีวีดิจิตอล ที่เตรียมออกรุ่นใหม่ที่ราคาต่ำลงมาด้วยเช่นกัน แต่จะยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าในการรับแลกคูปองราคา 690 บาท ของสามารถฯ นั้น ประชาชนจะต้องออกเงินเพิ่มหรือไม่ เพราะต้องรอประเมินท่าทีของคู่แข่งในตลาดเช่นกัน สำหรับการผลิตมือถือ โดย บริษัท สามารถ ไอ โมบาย จำกัด (มหาชน) ในเครือสามารถฯ ครึ่งปีแรกมียอดไปแล้วกว่า 2.3 ล้านเครื่อง เป็นสมาร์ทโฟน 860,000 เครื่อง คิดเป็น 66% ของจำนวนเครื่องที่ขายทั้งหมด และตั้งเป้ายอดขายจากเดิม 4 ล้านเครื่อง เป็น 4.5 ล้านเครื่องในสิ้นปีนี้ โดยจะเน้นรุ่นที่รองรับการดูทีวีดิจิตอล และปรับในเรื่องของระบบกล้องหน้าและกล้องหลังให้มีความคมชัดไม่แพ้กลุ่มสมาร์ทโฟนแบรนด์ใหญ่.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘สามารถฯ’ ปรับลดยอดขายกล่องทีวีดิจิตอล
Blog
-

‘สามารถฯ’ ปรับลดยอดขายกล่องทีวีดิจิตอล
Facebook Comments -

ตลาดหูฟังอุปกรณ์มือถือเริ่มกลับมาฟื้น
ธุรกิจแอคเซสซอรี่เกี่ยวกับอุปกรณ์พกพา เริ่มกลับมาฟื้นตัวช่วงปลายปี ผู้บริหารเจนเนอเรชั่นเอสเผย ระดับราคาพันบาทขึ้นไปจนถึงหลักหมื่นขายดี นายสรศักดิ์ วงศ์ชินศรีสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัทเจนเนอเรชั่นเอส จำกัด ตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์แอคเซสซอร่ีโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต ฯลฯ เปิดเผยว่า มูลค่าของตลาดหูฟังในประเทศโดยรวมประมาณ 500 ล้านบาท กลุ่มสินค้าประเภทพรีเมียมที่มีมูลค่าพันบาทขึ้นไปจนถึงหลักแสนบาท ก็มีจำนวนหนึ่งและมีแนวโน้ม ขยายตัวมากขึ้นตามสัดส่วนการใช้งาน สมาร์ทโฟน ภาพของธุรกิจปีนี้ หลังจากลดลงในไตรมาส 1 และ 2 ก็เริ่มกลับมาฟื้นตัวในไตรมาส 3 คาดว่าช่วงปลายปีจะกลับมาดีเหมือนเดิม โดยดูจากจำนวนการสั่งสินค้าของดีลเลอร์ภายในประเทศ ที่เริ่มกลับมาสั่งของเพิ่มมากขึ้น ล่าสุดเจนเนอเร ชั่นเอส ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายลำโพงขนาดเล็ก รุ่น เคเอ็มซี 1 และหูฟังแบรนด์คลิปช์ หรือ Klipsch จากสหรัฐอเมริกา ราคาเริ่มต้นประมาณ 4,000 บาทขึ้นไป โดยเฉพาะในกลุ่มเอ็กซ์ซีรีส์ ซึ่งเบาและเล็กที่สุดในโลก มีจุดเด่นเรื่องคุณภาพเสียงและการออกแบบ รวมถึงรุ่น อาร์ 6 และอาร์ 6 ไอ.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตลาดหูฟังอุปกรณ์มือถือเริ่มกลับมาฟื้นFacebook Comments -

‘ถามครู’ สตาร์ตอัพคนไทยพร้อมลุยตลาดโลก – ฉลาดสุดๆ
ถือว่าเป็นกลุ่มสตาร์ตอัพ หรือผู้ประกอบการไอทีหน้าใหม่ของไทยที่ประสบความสำเร็จรายล่าสุด เมื่อสามารถระดมทุนจากกลุ่มนักลงทุนจากต่างประเทศเพื่อนำมาขยายธุรกิจโดยมีเป้าหมายความสำเร็จก้าวสู่ระดับโลกในอนาคตข้างหน้า หลังสามารถพัฒนาแอพพลิเคชั่นถามครู(Taamkru) จนสามารถคว้ารางวัลในเวทีสตาร์ต อัพทั้งในและต่างประเทศ โดยล่าสุดไปได้รับรางวัลชนะเลิศ Most Promising Startup Award ในงาน Echelon 2014 ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยแอพพลิเคชั่นถามครู ถูกต่อยอดมาจากเว็บไซต์ถามครู ถือเป็นแอพพลิเคชั่นด้านการศึกษา ที่เป็นคลังข้อสอบสำหรับเด็กอนุบาลที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ปกครองที่ต้องการเนื้อหาทางด้านการศึกษาในรูปแบบดิจิตอล ที่สามารถติดตามประเมินผลพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก และยังสามารถเทียบระดับความสามารถของลูกตนเองกับเด็กอนุบาลในวัยเดียวกันได้ นายวิชานน์ มานะวาณิชเจริญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อาร์เทอเร็กซ์ จำกัด ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นถามครูกล่าวว่า ทางทีมได้รับเงินลงทุนจำนวน 20 ล้านบาท จากกลุ่มนักลงทุนจากต่างประเทศ ประกอบด้วย 500 startups , M&S Partners , IMJ investment Partners, Ookbee และ Red Dot Ventures ซึ่งเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อนำแอพพลิเคชั่นถามครู ซึ่งเป็นคลังข้อสอบสำหรับเด็กอนุบาลไปทำตลาดในต่างประเทศ และรองรับการขยายงานให้สามารถเดินหน้าธุรกิจได้เต็มที่ “หลังจากที่ไปได้รางวัลจากประเทศสิงคโปร์มา นักลงทุนมองถึงโอกาสทางธุรกิจว่าจะสามารถประสบความสำเร็จได้ จึงได้เข้ามาร่วมลงทุน โดยจะมีแผนนำแอพถามครูเข้าไปทำตลาดในอาเซียน อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซียและเวียดนาม โดยเฉพาะในสิงคโปร์ที่ถามครูเคยขึ้นอันดับ 1 แอพสโตร์ในหมวดเด็ก และการศึกษามาแล้ว เนื่องจากหลังชนะเลิศที่สิงคโปร์ก็ช่วยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น นอกจากนี้ยังจะเอาเงินทุนเพื่อไปขยายทีมงานเพื่อพัฒนาคอนเทนต์ข้อสอบให้เพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่ทีมงานทั้งหมด 7 คน ซึ่งจะเพิ่มทีมงานทั้งในส่วนของโปรแกรมเมอร์ทีมการตลาด เพื่อรุกตลาดอย่างเต็มที่” นายวิชานน์ กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันแอพพลิเคชั่นถามครูมียอดดาวน์โหลดแล้วมากกว่า 1.2 แสนครั้ง ทั้งในระบบปฏิบัติการ ไอโอเอสและแอนดรอยด์ 90% เป็นการดาวน์โหลดในไทย หลังเริ่มเปิดให้ดาวน์โหลดเมื่อช่วงต้นปีนี้ ภายในแอพพลิเคชั่นมีข้อสอบหลักแสนข้อและมีการพัฒนาข้อสอบใหม่ ๆมากกว่าวันละ 100 ข้อ ถือว่าเป็นคลังข้อสอบสำหรับเด็กอนุบาลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และได้ตั้งเป้าหมายว่าเมื่อถึงสิ้นปีจะมีข้อสอบมากกว่า 1 ล้านข้อ หรือเป็นคลังข้อสอบอนุบาลที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามสำหรับโอกาสในการประสบความสำเร็จในตลาดโลกนั้น นายวิชานน์ มองว่า เรื่องการศึกษาถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือต่างประเทศยินดีที่จ่ายเพื่อให้ลูกได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด ซึ่งแบบฝึกหัดที่เป็นสมุดหนังสือเล่มหนึ่งก็ราคาไม่ต่ำกว่า 50 บาท แล้วไม่สามารถทำซ้ำได้ ขณะที่แอพพลิเคชั่นมีแบบฝึกหัดให้ทำฟรีจำนวนหนึ่ง และสามารถจ่ายซื้อเพิ่มถ้าต้องการและสามารถทำซ้ำได้ และมีข้อสอบปรับเปลี่ยนใหม่ทุกวัน จึงไม่มีเหตุผลที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะปฏิเสธ “จุดเด่นของแอพพลิเคชั่นนี้ คือ มีข้อสอบ 4 ด้าน คือ วัดไอคิว คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาตร์ ทางทีมกำลังวางแผนโมเดลธุรกิจและการหารายได้ เบื้องต้นจะมีทั้งการขายตรงกับพ่อแม่ผู้ปกครอง โรงเรียน การจัดการแข่งขันทำข้อสอบวัดคะแนนระหว่างโรงเรียนทั่วประเทศ ทำแคมเปญซื้อข้อสอบเพิ่มในราคาถูกเป็นแพ็กเกจต่อ 1 หมวดวิชา รวมถึงการจัดของรางวัลเป็นของเล่นต่าง ๆ เมื่อเอาคะแนนสะสมที่ได้จากการเข้ามาทำแบบทดสอบเป็นประจำมาแลกรางวัล เพื่อดึงให้เด็กเข้ามาทำข้อสอบและใช้งานแอพพลิเคชั่นอย่างต่อเนื่อง” นายวิชานน์ กล่าวต่อว่า ทางทีมยังได้คุณกระทิง เรืองโรจน์ พูนผล ผู้อำนวยการร่วมโครงการผู้สร้างเครือข่ายสตาร์ตอัพประเทศไทยหรือ Founders Institute Thailand เข้ามาเป็นที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะสามารถช่วยเสริมในการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองจากทั่วโลกเข้ามาดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นถามครูได้มากขึ้น และเมื่อเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วภายใน 3 เดือน เชื่อว่าจะสามารถเริ่มมีรายได้เข้ามาอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามการระดมทุน หรือหาแหล่งเงินทุนจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพ่ือนำไปขยายธุรกิจให้อยู่ได้และมีการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นรูปแบบปกติของสตาร์ตอัพ ด้านเจ้าของกลุ่มทุนที่เข้ามาร่วมลงทุนร่วมกันบอกว่า ถามครู ถือเป็นแอพพลิเคชั่นด้านการศึกษาที่มีศักยภาพที่มีโอกาสประสบความสำเร็จได้มาก เนื่องจากพ่อแม่ผู้ปกครองในเอเชียส่วนใหญ่จะสนับสนุนและลงทุนด้านการศึกษาให้กับลูก ๆ ถึงแม้ว่าบางคนจะไม่มีเงินก็พยายามไปหามาให้ลูก ๆ ได้เรียนกัน จึงเป็นช่องทางและตลาดที่กว้างมากที่แอพพลิเคชั่นจะได้รับความนิยมโดยเฉพาะตลาดในเอเชียหากมีการปรับเนื้อหาและข้อมูลต่าง ๆ ให้เข้ากับท้องถิ่นหรือประเทศนั้น ๆ นับเป็นก้าวแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก สำหรับ “ถามครู” กลุ่มสตาร์ตอัพสัญชาติไทย ที่ดึงความสนใจของกลุ่มทุนจากต่างชาติได้ ต้องติดตามก้าวต่อไปกับเป้าหมายคลังข้อสอบอนุบาลที่ใหญ่ที่สุดในโลก!!. จิราวัฒน์ จารุพันธ์ JirawatJ@dailynews.co.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ถามครู’ สตาร์ตอัพคนไทยพร้อมลุยตลาดโลก – ฉลาดสุดๆFacebook Comments