Blog

  • ทัวร์บุกตลาดแซมบ้า

    ทัวร์บุกตลาดแซมบ้า

    นางพรทิพย์ หิรัญเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดสทิเนชั่น เอเซีย (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัททัวร์กำลังหันมาบุกตลาด เพื่อดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มละตินอเมริกามากขึ้น เพราะต้องการกระจายความเสี่ยง จากตลาดสหภาพยุโรป(อียู) ที่เริ่มเดินทางไปท่องเที่ยวที่ใหม่ๆ ในเอเชีย อาทิ เวียดนาม พม่า รวมถึงสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนักทำให้มีการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวน้อยลง ในขณะเดียวกัน กลุ่มละตินอเมริกา กลับมีแนวโน้มใช้จ่ายสูงขึ้นถึง 400,000-500,000 บาทต่อทริป รวมพำนักในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 7 วัน ซึ่งถือเป็นกลุ่มศักยภาพที่ต้องการเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องสายการบิน ที่เปลี่ยนเส้นทางบินจากละตินอเมริกาผ่านมาทางประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง ทำให้การเดินทางต่อมายังประเทศไทยมีระยะเวลาสั้นลง จากเดิมที่ใช้เวลาถึง 2 วันหรือ 48 ชั่วโมงจะเหลือเพียง 26 ชั่วโมง “ขณะนี้ตลาดละตินอเมริกา โดยเฉพาะบราซิล และ อาร์เจนตินาที่ ถือว่าเติบโตได้ดีมากๆ มา 3-4 ปีแล้ว โดยในปี 56 มีบราซิลเดินทางมาไทยมีจำนวนถึง 36,626  คน เติบโตจากปี 55 ถึง 20.53 % ส่วนอาร์เจนตินา มีจำนวน 21,303 คนเติบโตถึง 19.23% และในปี นี้ยังคาดว่าทั้งสองตลาดจะยังเติบโตได้อีก 20% แม้จะมีปัจจัยการเมือง แต่กลุ่มนี้จะไม่มีความกังวล” ด้านนางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ขณะนี้ ตลาดอเมริกาใต้กำลังเป็นดาวรุ่งที่ต้องจับตาทำตลาด นำโดยบราซิล ที่เติบโตโดดเด่น โดยคาดว่าปี 57 จะมีนักท่องเที่ยวบราซิลมาไทย 60,000 คนเพิ่มขึ้น 30% จาก 40,000 คนในปีนี้ ส่วนตลาดยุโรป ตะวันออกกลาง โปแลนด์ ถือเป็นประเทศที่มาแรง เนื่องจากมีสายการบินตรง(ชาร์เตอร์ไฟลต์)มาไทย มากขึ้น และตลาดแอฟริกาเหนือ จะรุกดึงนักท่องเที่ยวจากโมร็อกโก ตูนิเซีย และไนจีเรีย มากขึ้น   

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทัวร์บุกตลาดแซมบ้า

  • คมนาคมถก6กรมดันแผนลงทุน

    คมนาคมถก6กรมดันแผนลงทุน

    นางสร้อยทิพย์ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่า วันที่ 21ก.ค.นี้จะมีการเรียกประชุมหัวหน้าราชการในสังกัดกระทรวงคมนาคมได้แก่ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบทกรมการขนส่งทางบก กรมเจ้าท่ากรมการบินพลเรือนและสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.)เข้าหารือเพื่อติดตามความต่อเนื่องของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแผนงบประมาณปี 58รวมถึงการดำเนินโครงการต่างให้มีความต่อเนื่องสอดคล้องกับนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) สำหรับนโยบายการปรับโครงสร้างพื้นฐานเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการคือ โครงการรถไฟรางคู่ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศและปริมณฑลโดยอาจมีการปรับเพิ่มความเร็วและพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกรวมถึงยกระดับรางขึ้นเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาต่อการจราจรรวมถึงการปรับระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเช่น การขุดลอกคูคลอง การสร้างหรือปรับปรุงถนนเส้นทางให้รวดเร็ว แต่ต้องไม่ให้เป็นภาระต่อรัฐบาลชุดถัดไป อย่างไรก็ตามการดำเนินโครงการลงทุนโครงสร้างขนาดใหญ่เช่น รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าจะต้องพิจารณาให้คุ้มค่าโปร่งใส โดยการใช้งบประมาณจะต้องผ่านงบประมาณรายปีการลงทุนภาคเอกชนและลดภาระเงินกู้ให้มากที่สุดรวมถึงการดำเนินโครงการใดต้องมีการศึกษา ทำโร้ดแมปก่อนเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและแนวทางการแก้ไขเพื่อลดการต่อต้านของประชาชนหรือผู้ได้รับผลกระทบตลอดจนให้พัฒนาด่านชายแดนต้องกำหนดผู้รับผิดชอบและกรอบระยะเวลาให้ชัดเจน ส่วนการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงควรชะลอไว้และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาความคุ้มค่าและเงื่อนไขที่ต่างประเทศจะเข้ามาลงทุนอย่างละเอียดรวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะต้องพัฒนาระบบถนน ไฟฟ้าน้ำประปาภายในประเทศให้เพียงพอก่อนจึงค่อยขยายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมต่อไปอาเซียนขณะที่การจัดทำงบประมาณปี58ต้องครอบคลุมทั่วถึงในทุกกลุ่มผู้ด้อยโอกาสคนพิการ และดึงการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คมนาคมถก6กรมดันแผนลงทุน

  • สมอ.ปรับมาตรฐานยานยนต์ไทย

    สมอ.ปรับมาตรฐานยานยนต์ไทย

    นายอุฤทธิ์ ศรีหนองโคตร เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า ได้ปรับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยานยนต์ของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานของอาเซียน ตามข้อตกลงกับประเทศสมาชิกในอาเซียนทั้ง19 รายการแล้ว 17 รายการ เหลืออีก 2 รายการ คือ ยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และยางล้อรถบรรทุก ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมผู้ผลิตยางรถยนต์ไทย  และนักวิชาการ โดยมั่นใจว่า อีก 2 รายการ จะดำเนินการแล้วเสร็จก่อนเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในสิ้นปี 58 แน่นอน ซึ่งหากปรับทุกรายการได้มาตรฐานอาเซียน จะช่วยให้การผลักดันการส่งออกระหว่างประเทศสมาชิกได้สะดวกขึ้น เพราะเป็นมาตรฐานเดียวกัน  แหล่งข่าวจาก สมอ. กล่าวว่า ในส่วนของนโยบายอาเซียนด้านมาตรฐานยางและผลิตภัณฑ์ยาง ความคืบหน้าการทำงานด้านด้านผลิตภัณฑ์ยาง ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ชาติสมาชิกผลักดันมาตรฐานร่วมกัน ซึ่งในส่วนของไทยได้เสนอผลักดันให้มาตรฐาน หรือ มอก. ผลิตภัณฑ์ยาง 10 มาตรฐานของไทยให้เป็นมาตรฐานอาเซียน เช่น ถุงมือยาง แผ่นยางปูพื้น แผ่นยางรองพื้น ยางล้อตัน  ยางถอนขนไก่ ขณะที่ประเทศอื่นๆ แม้มีหลายประเทศที่เป็นผู้ผลิตยางพารา แต่พบว่า มีเพียงมาเลเซียเท่านั้น ที่เสนอมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มาจากยางพาราเป็นจำนวนมากเหมือนไทย แต่เนื่องจากมาตรฐานที่เสนอนั้น เป็นสินค้าคนละกลุ่มกับของไทย จึงเชื่อว่า 10 มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ยางที่ไทยเสนอไปนั้น จะได้รับการยอมการเป็นมาตรฐานของภูมิภาค อย่างไรก็ตามคาดว่า การยอมรับมาตรฐานทั้งหมดจะไม่ได้เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แต่หากทำได้ในระยะยาวจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการไทย ที่เมื่อผลิตสินค้าแล้วก็สามารถส่งออกไปขายประเทศเพื่อนบ้านได้สะดวกขึ้น เพราะเมื่อผลิตได้ตามมาตรฐานสินค้าของไทยแล้ว เท่ากับได้มาตรฐานภูมิภาค โดยไม่ต้องตรวจสอบมาตรฐานซ้ำอีกเมื่อส่งสินค้าออกไปขายในอาเซียน “ประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีการผลิตยางพาราในประเทศมากคือไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ แต่ที่ผลักดันมาตรฐานในประเทศให้เป็นมาตรอาเซียน คือ ไทย กับมาเลเซีย และมาตรฐานที่ทั้ง 2 ประเทศเสนอส่วนใหญ่ไม่ได้ทับซ้อนกัน และของไทยเองก็เป็นมาตรฐานที่เป็นสากลอยู่แล้วไม่น่าจะมีปัญหาที่สมาชิกจะไม่ยอมรับ  แต่ตอนนี้ผู้แทนที่เข้ามาหารือก็อยู่ระหว่างกลับไปหารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในประเทศ และจะกลับมาหารือกันอีกครั้งในเดือนก.ย. นี้”  นายเจน นำชัยศิริ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการส่งออกในแต่ละปีค่อนข้างสูง และไทยเป็นประเทศที่ส่งออกยางธรรมชาติมากที่สุดในโลก โดยถ้าผู้ประกอบการสามารถพัฒนาการผลิตสินค้าได้ตามข้อกำหนดที่มีมาตรฐาน มอก. ของประเทศหรือมาตรฐานสากล ระหว่างจะสามารถเพิ่มมูลค่าส่งออกได้อีกมาก   ทั้งนี้ส.อ.ท.มูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์ยางทุกประเภทปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 700,000 ล้านบาทต่อปี  และส.อ.ท. ได้เพิ่มเป้าหมายการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางทุกประเภทที่ 1 ล้านล้านบาทในปี 63 เนื่องจากได้พัฒนาทั้งคลัสเตอร์ยาง โดยตลาดที่มีศักยภาพที่ไทยจะส่งออก  คือ อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ รวมถึงตลาดอาเซียนบวก 6 ประกอบด้วย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น  ออสเตรเลีย อินเดีย และนิวซีแลนด์  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สมอ.ปรับมาตรฐานยานยนต์ไทย