วันนี้(21 ต.ค.) ที่อาคารจตุรัสจามจุรี นายซิกวาร์ท โวส เอริคเซน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เปิดเผยว่า จากนโยบาย อินเทอร์เน็ต ฟอร์ออล(Internet for All) ที่ต้องการขยายการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคนไทย ดีแทคจึงได้ร่วมเเป็นพันธมิตรกับเฟซบุ๊ก ที่ถือเป็นแพล็ทฟอร์มการสื่อสารที่คนใช้นิยมใช้ และมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เริ่มใช้อินเทอร์เน็ตจากการใช้เฟซบุ๊ก ซึ่งมีฟีเจอร์และฟังก์ชั่นใช้งานที่หลากหลายทั้งการติดต่อสื่อสารกับเพื่อน การติดตามข่าวสาร ฯลฯนาย มาร์คคู มาเคไลเน่น ผู้อำนวยการฝ่าย โกบอล โอปอเรเตอร์ พาร์ทเนอร์ชิฟ ของ เฟซบุ๊ก กล่าวว่า ปัจจุบันมีคนไทยใช้เฟซบุ๊กจำนวน 24.5 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นการใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือเครือข่ายดีแทค จำนวน 11 ล้านคน และมีการใช้งานเฉลี่ย 2.5 ชั่วโมงต่อวัน การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับดีแทค เนื่องจากมีนโยบายที่ต้องการเพิ่มการเข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตเหมือนกัน โดยดีแทคมี อินเทอร์เน็ต ฟอร์ ออล ขณะที่เฟซบุ๊กมี โครงการ Internet.org จึงเป็นเรื่องที่สอดคล้องกันในการเพิ่มจำนวนการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชาชนด้านนายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด กล่าวว่า ดีแทค ถือเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายแรกในไทย และรายที่ 6 ของโลกที่ได้ร่วมกับพันธมิตรกับเฟซบุ๊ก จึงได้ออกแคมเปญ แฮปปี้ คอนเนคชั่น เพื่อให้ลูกค้าแฮปปี้ ได้สิทธิประโยชน์จากการเข้าใช้งานเฟซบุ๊ก โดยจะให้สิทธิ์ใช้งานเฟซบุ๊คฟรีสูงสุด 6 เดือน สำหรับลูกค้าที่ซื้อซิมแฮปปี้ทุกรุ่น และเมื่อเข้าใช้งานเฟซบุ๊ก แล้วมีการกดเข้าชมลิงค์อื่นๆนอกเหนือจากเฟซบุ๊กจะได้รับการแจ้งเตือน เพื่อป้องกันการถูกเรียกเก็บค่าเน็ตเพิ่ม และถือเป็นครั้งแรกในไทยที่ลูกค้าจะสามารถใช้สัญลักษณ์รอยยิ้มแฮปปี้ เพื่อบอกความรู้สึกสำหรับตั้งสถานะบนเฟซบุ๊ก ขณะที่ลูกค้าแฮปปี้ปัจจุบันก็สามารถสมัคร 3 โปรเสริมแบบคิดตามปริมาณการใช้งานที่ให้สิทธิใช้ฟรีเฟซบุ๊กเมื่อสมัครใช้งานได้ด้วย"ความร่วมมือนี้เฉพาะลูกค้าแฮปปี้ เนื่องจากลูกค้าแบบรายเดือนส่วนใหญ่จะมีแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้แฮปปี้สามารถเข้าใช้งานเฟซบุ๊คด้วยการเชื่อมต่อที่ดีขึ้น ทั้งการอัพโหลดรูปภาพ โดยปปัจจุบันลูกค้าดีแทค และแอปป้ิมีการใช้งานเฟซบุ๊ก 11 ล้านคน โดย 50% อยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งในต่างจังหวัด ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยแคมเปญนี้ใช้งบประมาณการตลาดกว่า 150 ล้านบาท ในระยะเวลา 6 เดือน คาดว่าเมื่อถึงสิ้นปี 58 จะช่วยกระตุ้นให้ ลูกค้าแฮปปี้ใช้งานปริมาณข้อมูลหรือดาต้าเพิ่มขึ้นเป็น 50%"
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “แฮปปี้”จับมือเป็นพันมิตรกับเฟซบุ๊กรายแรกในไทย
Blog
-

“แฮปปี้”จับมือเป็นพันมิตรกับเฟซบุ๊กรายแรกในไทย
Facebook Comments -

11แบงก์โกยกำไร5.42หมื่นล้าน
รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ผลประกอบการในไตรมาส 3 ของกลุ่มธนาคารทั้งสิ้น 11 แห่ง พบว่ามีกำไรสุทธิรวม 54,271 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2,897 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.63% เนื่องจากมีรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรายได้จากค่าธรรมเนียม ที่เติบโตสูงกว่า 6% รวมทั้งมีภาระในการจ่ายดอกเบี้ยลดลง เพราะเงินฝากที่มีดอกเบี้ยในอัตราสูง ต่างทยอยครบกำหนด ขณะเดียวกัน ยังพบว่าภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น หลังจากสถานการณ์การเมืองคลี่คลาย ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และภาคธุรกิจปรับตัวดีขึ้น ส่งผลดีต่อการดำเนินงานของธนาคารด้วยเช่นกันอย่างไรก็ตามแม้ว่าโดยภาพรวมแล้วทั้ง 11 แห่งจะมีผลการดำเนินงานที่มีกำไร แต่พบว่ามีธนาคาร 6 แห่งที่มีผลกำไรเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อีก 5 แห่งมีผลกำไรลดลง โดยธนาคารที่มีผลกำไรสูงสุดได้แก่ ไทยพาณิชย์ มีกำไรสุทธิ 13,252 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 531 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4.2% รองลงมาได้แก่ กสิกรไทย มีกำไรสุทธิที่ 12,516 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,803 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.84% อันดับ 3 คือกรุงเทพ มีกำไรสุทธิ 9,575 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 620 ล้านบาท หรือ 6.9% อันดับ 4 กรุงไทย มีกำไรสุทธิ 9,255 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 290 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.2% อันดับ 5 กรุงศรีอยุธยา มีกำไรสุทธิ 3,507 ล้านบาท แต่เป็นอัตราที่ลดลง จากปีก่อน 279 ล้านบาท ลดลง 6.4%ส่วนธนาคารที่มีผลกำไรเป็นอันดับที่ 6 คือทหารไทย มีกำไรสุทธิ 2,387 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 517 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 27.6% อันดับ 7 คือธนชาติ มีกำไรสุทธิ 1,202 ล้านบาท แต่เป็นกำไรที่ลดลงจากปีก่อน 459 ล้านบาทหรือ 27.6% ส่วน ทิสโก้ เป็นอันดับ 8 มีกำไร 1,089 ล้านบาท ลดลง 43 ล้านบาท หรือลดลง 3.8 % อันดับ 9 ได้แก่ เกียรตินาคิน มีกำไรสุทธิ 847 ล้านบาท ลดลง 142 ล้านบาท หรือลดลง 14.4% อันดับ 10 คือแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีกำไรสุทธิ 367 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 201 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 120.7% สุดท้ายคือซีไอเอ็มบีไทย มีกำไรสุทธิ 274 ล้านบาท ลดลง 142 ล้านบาทน.ส. วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด กล่าวว่า ผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 3 ค่อนข้างทรงตัว เพราะไม่ใช่ช่วงฤดูกาลของธุรกิจกลุ่มธนาคาร โดยสินเชื่อที่ยังเติบโตในไตรมาสนี้ ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลัก ซึ่งยังคงเป็นธนาคารขนาดใหญ่ ที่สามารถรักษาการเติบโตไว้ได้เป็นอย่างดี แต่สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยังเป็นสินเชื่อที่มีหนี้ที่ไม่ก่อ ให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)ในระดับสูง“ไตรมาส 4 นี้ จะถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจธนาคาร และมีค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานในระดับสูง โดยเฉพาะงบประชาสัมพันธ์การเข้าซื้อกองทุนต่าง ๆ การแข่งขันด้านโปรแกรมส่งเสริมการขาย ซึ่งทำให้ผลประกอบการไตรมาส 4 น่าจะเติบโตได้แบบทั่วถึง”นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการสายงานจัดการเงินทุนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กำไรของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 3 ถือว่าออกมาดีกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากความสามารถในการแข่งขันของแต่ละแห่งเติบโต แต่ในส่วนของบางธนาคารที่ไม่เติบโตนั้น อาจเกิดจากการตั้งสำรองมากขึ้น หลังจากกังวลหนี้ภาคครัวเรือน โดยไตรมาส 4 นี้คาดว่ากลุ่มธนาคารจะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจของประเทศ ในแง่กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากภาคการบริโภคปรับตัวได้ดีรายงานข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์ เอเชียพลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า รายได้จากค่าธรรมเนียมของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 3 เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 6.7% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูง และดีกว่าที่คาด เนื่องจากค่าธรรมเนียมจากธุรกิจนายหน้าขายหลักทรัพย์เติบโตดี เนื่องจากภาวะตลาดหุ้นอยู่ในทิศทางขาขึ้น ส่วนรายได้จากดอกเบี้ยอยู่ในระดับทรงตัวเพิ่มขึ้น2%
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : 11แบงก์โกยกำไร5.42หมื่นล้านFacebook Comments -

ชง “นครแม่สอด” นำร่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ
นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงผลการหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ว่า ที่ประชุมมีมติให้ใช้ร่างกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย ที่เสนอให้เทศบาล ต.แม่สอด เป็นพื้นที่นำร่องทดลองการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนภายใต้ ชื่อนครแม่สอด โดยเตรียมจัดระเบียบบริหารแบบใหม่ รวมทั้งจะให้อำนาจในการอนุมัติ ออกใบอนุญาตต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการตั้งธุรกิจและโรงงาน“เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดนี้ จะกำหนดโซนนิ่งพื้นที่อย่างชัดเจน ไม่ใช่การประกาศครอบคลุมทั้งอำเภอ โดยหลังจากนี้กระทรวงมหาดไทยจะนำร่างกฎหมายตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดเ ข้าสู่ที่ประชุมครม. จากนั้นจะส่งกลับไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาอีกครั้ง จากนั้นจะส่งกลับมาที่ ครม. และส่งไปให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาและประกาศเป็นกฎหมายบังคับใช้ต่อไป”ส่วนการพิจารณาทบทวนร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ.2548 เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของ กนอ. เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งจะเพิ่มบทบาทให้ กนอ. ออกไปลงทุนในต่างประเทศได้ มีอำนาจในการก่อสร้างดำเนินกิจการท่าเรื่ออุตสาหกรรม สาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่จำเป็นในนิคมฯ และเปิดให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม และพาณิชยกรรมที่เป็นคนต่างด้าว สามารถถือกรรมสิทธิ์อาคารชุดได้ ตามที่คณะกรรมการ กนอ. เห็นสมควร ซึ่งขอบข่ายทั้งหมดจะจำกัดอยู่เฉพาะภายในนิคมอุตสาหกรรม โดยไม่รวมในส่วนของพื้นที่พาณิชย์ และที่อยู่อาศัย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนอย่างเต็มที่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการพิจารณา 60-90 วัน จากนั้นก็จะเสนอให้ ครม. พิจารณาสำหรับยอดรวมการขาย หรือเช่าที่ดินในนิคมฯปีนี้อยู่ที่ 3,900 ไร่ สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 3,500 ไร่ มีมูลค่า 4,950 ล้านบาท ส่วนปี 58 ตั้งเป้าหมายว่าจะขายที่ดินให้ได้ 4,000 ไร่ มีรายได้เพิ่ม 5% หรือมีมูลค่า 5,250 ล้านบาท โดยจะส่งเสริมการตั้งนิคมอุตสาหกรรมในรูปแบบ กนอ. ร่วมดำเนินงานกับเอกชนให้ได้ 10 นิคมฯ และจะพัฒนานิคมอุตสาหกรรมภายใต้กลุ่มอุตสาหกรรม 7 กลุ่ม ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมยางพารา ที่ จ.สงขลา , นิคมฯอากาศยาน และศูนย์ซ่อมอากาศยาน จ.นครราชสีมา , นิคมฯบริการเพิ่มรองรับอุตสาหกรรมสื่อบันเทิงครบวงจร โดยจะประกาศเชิญชวนเอกชนเสนอพื้นที่ใน จ.สมุทรปราการ และปทุมธานี , นิคมฯบริการโลจิสติกส์ นิคมบริการเพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเทียวและบริการ ,นิคมฯด้านสิ่งแวดล้อมหรือพลังงาน และนิคมฯป้องกันประเทศ“ไม่เพียงแต่จะสนับสนุนในกลุ่มอุตสาหกรรมแล้ว กนอ. ยังจะส่งเสริมการพัฒนานิคมภายใต้กลุ่มจังหวัด เช่น โครงการจัดตั้งนิคมฯในเขตเศรษฐกิจพิเศษใน 5 จังหวัดเป้าหมาย และตั้งนิคมฯในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เหลืออีก 5 จังหวัด ได้แก่ จ.ขอนแก่น ,นครพนม ,สกลนคร ,อุบลราชธานี ,และมุกดาหารและจะเดินหน้าโครงการจัดตั้งบริษัทในเครือเพื่อตอบสนองการลงทุนในต่างประเทศ”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชง “นครแม่สอด” นำร่องเขตเศรษฐกิจพิเศษFacebook Comments