Blog

  • วาง 4 มาตรการดันไทยเป็นครัวของโลก

    วาง 4 มาตรการดันไทยเป็นครัวของโลก

    นางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า กรมฯได้ วางนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปเพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ประเทศโดยผลักดันให้ไทยเป็น “ครัวของโลก” ผ่าน 4 มาตรการ ได้แก่ การส่งเสริมการนำผลงานวิจัยมาใช้พัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น, การพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรให้ทันสมัยเพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้นและได้มาตรฐาน, การพัฒนาบุคลากรรองรับการเติบโตอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป และการสนับสนุนด้านการบริหารจัดการในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปให้สามารถเติบโตควบคู่กับการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศทั้งนี้แนวโน้มของอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปมีหลายปัจจัยในการกำหนดทิศทางการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร วิถีการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการบริหารจัดการผลผลิตทางการเกษตรและการดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผลไม้ ซึ่งในช่วงเดือน ก.ค. – ส.ค. ของทุกปีมักประสบปัญหาผลไม้ล้นตลาด เฉลี่ยต่อปีประมาณ 3 หมื่นตัน“แนวโน้มล้นตลาดในปีนี้อาทิ ลำไยลิ้นจี่ เงาะ มังคุด ทุเรียน และลองกอง เป็นต้น ทางกสอ. จึงมองเห็นโอกาสในช่วงนี้ในการนำผลไม้สดมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ เพื่อยืดอายุผลผลิต ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยลดภาวะผลไม้ล้นตลาดแล้วยังเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรอีกทางหนึ่งและที่สำคัญจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลไม้ไทยเป็นอย่างมาก”นางอรรชกา กล่าวว่า ในการส่งเสริมผู้ประกอบการนำผลผลิตจากภาคการเกษตรมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆในรูปแบบผลิตภัณฑ์พร้อมปรุง พร้อมทาน ผลิตภัณฑ์อบกรอบ อบแห้ง นั้นเพื่อการเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาดังกล่าว ดังนั้นผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการแปรรูปผลไม้มากกว่าการส่งผลไม้สดซึ่งจะสามารถยืดอายุผลผลิตได้รวมทั้งสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ด้วยการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และสร้างตราสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าในตลาดนานาชาติได้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : วาง 4 มาตรการดันไทยเป็นครัวของโลก

  • ราคาหมูแนะนำห้ามเกิน 159 บาทต่อกก.

    ราคาหมูแนะนำห้ามเกิน 159 บาทต่อกก.

    นางจินตนา ชัยยวรรณาการ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการค้าภายในเปิดเผยว่า กรมฯได้ประกาศราคารับซื้อและราคาจำหน่ายสุกร เนื้อสุกรแนะนำ ระหว่างวันที่15-18 ก.ค. 57 โดยราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มกรุงเทพมหานครภาคกลางและภาคตะวันตกราคากิโลกรัมละ79บาทภาคตะวันออกเฉียงเหนือราคากิโลกรัมละ80บาทภาคตะวันออกราคากิโลกรัมละ 81 บาทภาคใต้ราคากิโลกรัมละ78บาทและภาคเหนือราคากิโลกรัมละ80บาทราคาจำหน่ายส่งหมูชำแหละ(หมูซีก)กรุงเทพมหานครภาคกลางและภาคตะวันตกไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ93บาทภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ94บาทภาคตะวันออกไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ95 บาทภาคใต้ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ92บาทและภาคเหนือไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ94บาท ราคาจำหน่ายส่งชิ้นส่วนหมูเนื้อแดง(เนื้อสะโพก เนื้อไหล่)กรุงเทพมหานครภาคกลางและ ภาคตะวันตกไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ128บาทภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ129บาทภาคตะวันออกไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 131 บาทภาคใต้ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ127บาทและภาคเหนือไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ129บาทราคาจำหน่ายปลีกหมูเนื้อแดงไม่ตัดแต่ง(เนื้อสะโพก เนื้อหล่)กรุงเทพมหานครภาคกลางและภาคตะวันตกไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ144บาทภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ145บาทภาคตะวันออกไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 147 บาทภาคใต้ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ143บาทและภาคเหนือไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ145บาท ราคาจำหน่ายปลีกหมูเนื้อแดงตัดแต่ง (เนื้อสะโพกเนื้อไหล่)กรุงเทพมหานครภาคกลางและภาคตะวันตกไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ156บาทภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ157บาทภาคตะวันออกไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 159 บาทภาคใต้ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ154บาทและภาคเหนือไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ157บาท“กรมจะติดตามสถานการณ์และราคาสุกรอย่างใกล้ชิดและขอให้ผู้จำหน่ายปลีกปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายให้ผู้บริโภคเห็นอย่างชัดเจนถ้าหากไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้ามีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาทประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าและบริการ แจ้งที่สายด่วนกรมการค้าภายใน1569หรือสำนักงานการค้าภายในจังหวัดทั่วประเทศ หากพบการกระทำผิดกรมจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด"

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาหมูแนะนำห้ามเกิน 159 บาทต่อกก.

  • ยอดบริษัทเกิดใหม่เดือนมิ.ย. หดตัว 10%

    ยอดบริษัทเกิดใหม่เดือนมิ.ย. หดตัว 10%

    นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่าในเดือนมิ.ย. 57 ผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัททั่วประเทศจำนวน5,199 ลดลง554ราย หรือลดลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีจำนวน5,753 รายสำหรับนิติบุคคลที่จดทะเบียนเลิกทั่วประเทศในเดือน มิ.ย. 57มีจำนวน 1,286 รายสำหรับมูลค่าทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ในเดือนมิ.ย. 57 มีจำนวนทั้งสิ้น 17,601ล้านบาท ลดลง 13% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค. 57 และลดลง 42% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย. 57ส่วนประเภทธุรกิจที่จดทะเบียนจัดตั้งสูงสุด3อันดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไปจำนวน 552ราย อสังหาริมทรัพย์ จำนวน 262 ราย และขายส่งเครื่องจักร จำนวน 127 ราย“ปัจจุบัน ณวันที่ 30 มิ.ย. 57 มีห้างหุ้นส่วนบริษัทจำกัดดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศจำนวน564,904ราย มีทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 10.79 ล้านล้านบาทแบ่งเป็นบริษัทจำกัด 394,178 ราย บริษัทมหาชนจำกัด 1,059 รายและห้างหุ้นส่วนจำกัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 169,667 ราย”นางสาวผ่อนพรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในครึ่งปีแรก 57มีผู้ยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัททั่วประเทศจำนวน 29,466 รายลดลง 6,916 ราย คิดเป็น 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนเลิกทั่วประเทศในครึ่งปีแรก57 มีจำนวน 5,850ราย เพิ่มขึ้น จำนวน 459 ราย คิดเป็น 9%เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก 56

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยอดบริษัทเกิดใหม่เดือนมิ.ย. หดตัว 10%