ภัยร้ายบนโลกไซเบอร์นับวันจะมีมากขึ้นทุกทีและมาในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเปลี่ยนไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และเข้าใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที โดยเฉพาะเมื่อมือถือและโซเชียลมีเดียกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน … ดังนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือการรู้เท่าทันภัยคุกคามเหล่านี้ … จากการเสวนา “เมื่อความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์และชื่อเสียงกำลังเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีทางไซเบอร์ ผู้บริหารควรเตรียมตัวอย่างไร” ซึ่งบริษัทเอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ อาทิ พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน นายกสมาคมความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศ (TISA) อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ ดร.สรณันท์ จิวะสุรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักความมั่นคงปลอดภัย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. อาจารย์นรินทร์ฤทธิ์ เปรมอภิวัฒโนกุลกรรมการสมาคม TISA และอาจารย์ปริญญา หอมเอนก ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล กรรมการและเลขานุการสมาคม TISA ร่วมเสวนา พ.ต.อ.ญาณพล บอกว่า การรู้เท่าทันภัยจากไอทีหรือเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจาก “ภัยไซเบอร์” เข้าถึงผู้ใช้และใกล้ตัวมากขึ้น จากการมีสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตติดตัวตลอดเวลา การหลอกลวงทางไซเบอร์หรือข่าวเท็จ ผ่านสื่อออนไลน์ อาทิ เฟซบุ๊ก ไลน์ หรือทวิตเตอร์ ทำได้ง่ายขึ้น ผ่านรูปแบบและเทคนิคใหม่ ๆ สิ่งสำคัญก็คือทำอย่างไรให้รู้เท่าทันภัยและเทคนิควิธีที่เหล่าอาชญากรใช้ ซึ่งแนวทางที่ดีที่สุด คือ การฝึกอบรมและฝึกฝนให้กับผู้ใช้งานและบุคลากรด้านไอที เพื่อให้สามารถรับมือภัยไซเบอร์ได้ โดยเฉพาะการสร้างความตระหนักให้กับวัยรุ่นและเยาวชน ซึ่งมีพฤติกรรมเสี่ยง ดร.สรณันท์ บอกว่า จากสถิติต่าง ๆ พบว่า การโจมตีทางไซเบอร์ทั่วโลกมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ปี 2556 ประเทศไทยติดอันดับที่สามของประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสุดด้านไซเบอร์ และติดอันดับที่ 48 จาก 60 ประเทศ ที่มีการประเมินจากการให้ความสำคัญด้านไซเบอร์ริตี้ ขององค์กรในแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นรองมาเลเซีย (อันดับ 9) สิงคโปร์ (อันดับ 13) และอินโดนีเซีย (อันดับ 46) โดยประเทศไทยติดอันดับในกลุ่มต้น ๆ ของผู้ประสบภัยคุกคามไซเบอร์ ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ ไทยเซิร์ท หรือศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย หน่วยงานภายใต้ สพธอ. ได้มีการปรับบทบาทจากเดิมที่เคยรับการแจ้งเหตุมาเป็นการมอนิเตอร์และแจ้งเตือน โดยปัจจุบันได้มอนิเตอร์ 200 เว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากการจัดอันดับของทรูฮิต ด้านอาจารย์นรินทร์ฤทธิ์ บอกว่า ความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศและภัยไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ ไม่ใช่ถูกบีบบังคับที่ต้อง ทำเพราะกฎระเบียบ หรือทำเพราะแก้ไขสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ การพิจารณาเลือกเทคโนโลยีและเครื่องมือเทคนิคที่เหมาะสมต่อองค์กร เป็นเรื่องสำคัญในการจัดการภัยคุกคามไซเบอร์ ทั้งการใช้เป็นมาตรการควบคุม ป้องกัน ตรวจจับ แก้ปัญหา หรือเพื่อสร้างแผนรองรับ ส่วน อาจารย์ปริญญา สรุปว่า ภัยคุกคาม ปัญหา ผลกระทบ และความเสี่ยงด้านไซเบอร์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีแต่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ กลุ่มพลังงาน กลุ่มสถาบันการเงิน ฯลฯ เนื่องจากมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง แนวคิดเดิมที่มุ่งเน้นการป้องกัน อาจไม่เพียงพอในยุคดิจิตอล (S-M-C-I) ที่มีการใช้สื่อออนไลน์ (Social) อุปกรณ์สมาร์ทโมบายดีไวซ์ (Mobile) การใช้งานระบบคลาวด์ (Cloud) การใช้งานและปกป้องข้อมูลสำคัญ (Information) โดยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังและตรวจจับ และการตอบโต้ตอบสนองได้ทันท่วงที ซึ่งเป็นมุมมองที่ใช้ได้ทั้งระดับบุคคล ระดับองค์กร และระดับชาติ สำหรับมาตรการควบคุมและจัดการ 3 ด้าน คือ ด้านกระบวนการ ด้านคน ด้านเทคโนโลยี ที่ต้องดำเนินการขนานกันไปอย่างเหมาะสม โดยประยุกต์ตามบริบทของแต่ละองค์กร ดังนั้นปัจจุบันจึงไม่ควรถามว่า “Are we secure?” แต่ต้องถามว่า “Are we ready?” พร้อมรึยัง? ที่จะรับมือและตอบสนองต่อภัยความเสี่ยงที่เกิดขึ้นมากกว่า.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ : ภัยคุกคามในยุคดิจิตอล
Blog
-

ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ : ภัยคุกคามในยุคดิจิตอล
Facebook Comments -

การปรับโครงสร้างราคาแอลพีจี : ภารกิจเร่งด่วนของคสช. – พลังงานรอบทิศ
ระยะนี้มีนักข่าวถามผมมากว่า ถ้าให้เลือกได้หนึ่งข้อ อยากให้คสช.ทำอะไรมากที่สุดในเรื่องการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน เรื่องนี้ผมตอบได้ทันทีเลยว่าอยากให้คสช.ทำเรื่องปรับโครงสร้างราคาก๊าซแอลพีจีก่อนเพื่อนเลย เหตุผลก็คือ เรื่องโครงสร้างราคาแอลพีจีนั้น มันบิดเบือนกันมาเป็นเวลานานมากแล้ว และรัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมาแทนที่จะไปแก้กันที่ต้นตอ กลับไปผูกเงื่อนซ่อนปม ทำให้การแก้ปัญหามันยากขึ้นเรื่อย ๆ จนบานปลายกลายเป็นปัญหาที่แก้ได้ยากมากในทุกวันนี้ ที่แก้ได้ยาก เพราะวันนี้เกิดสถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไม่พอใช้ และเกิดการแย่งชิงการใช้ทรัพยากรปิโตรเลียม (ก๊าซแอลพีจีจากโรงแยกก๊าซ ซึ่งผลิตจากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย) ขึ้น ว่าใครจะเป็นผู้มีสิทธิได้ใช้ก่อนกัน ระหว่างประชาชนกับธุรกิจอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ภาคประชาชนก็บอกว่าต้องให้ประชาชนได้ใช้ก่อน เพราะก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเป็นสมบัติของคนไทยทุกคน ต้องให้คนไทยได้มีสิทธิเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติของประเทศในราคาถูกหรือราคาที่เป็นธรรม ในขณะที่ภาครัฐและผู้ประกอบการก็มองในแง่ของการบริหารทรัพยากรธรรมชาติของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัด มีแต่จะหมดไป และจะหามาทดแทนได้ยากว่าจะต้องใช้ให้คุ้มค่า ให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยมองว่าการนำก๊าซแอลพีจีจากโรงแยกก๊าซไปใช้เป็นวัตถุดิบป้อนอุตสาห กรรมปิโตรเคมีนั้น จะสามารถเพิ่มมูลค่าได้นับเป็นสิบเท่า ก่อให้เกิดการผลิตและอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมาย เกิดการจ้างงาน สามารถส่งออกสินค้าทำรายได้ให้กับประเทศ รัฐบาลเก็บภาษีได้มากมาย มูลค่าของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั้งระบบมากกว่า 5 แสนล้านบาท เป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่คุ้มค่า ดีกว่าเอาไปเผาทำเป็นเชื้อเพลิงหลายเท่านัก อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าความคิดฝ่ายใดจะถูกหรือจะผิด เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทรัพยากร ธรรมชาตินั้นมันมีค่าในตัวของมันเอง ถึงแม้มันจะเป็นของที่อยู่ในแผ่นดินหรือใต้ผืนทะเลของเราก็ตาม มันก็ไม่ใช่ของที่เราได้มาฟรี ๆ หรือจะเอามาถลุงเล่นให้มันหมดไปในยุคของเรา โดยตั้งราคาถูก ๆ เพื่อให้ใช้กันอย่างสิ้นเปลืองโดยไม่คำนึงถึงประสิทธิภาพและการประหยัด ดังนั้นการตั้งราคาอย่างเหมาะสมตามต้นทุนที่แท้จริงและไม่มีการอุดหนุนราคาให้ต่ำจนเกินไป จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ทั้งในภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี กล่าวคือ ภาคประชาชน (ครัวเรือนและขนส่ง) ก็ต้องซื้อในราคาต้นทุนที่แท้จริงของโรงแยกก๊าซบวกกำไรที่เหมาะสม โดยไม่มีการอุดหนุนราคาจากกองทุนน้ำมันฯ ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็ต้องซื้อในราคาที่ยุติธรรมเช่นเดียวกัน โดยไม่เอาเปรียบภาคประชาชน เพราะถ้ายืนยันว่าสามารถนำก๊าซไปเพิ่มมูลค่าได้มากมาย ก็ควรต้องซื้อในราคาที่สูงกว่าที่ภาคประชาชนซื้อ ส่วนการโต้เถียงว่าใครควรได้ใช้ก่อนใช้หลังนั้น ผมคิดว่าเราต่างเป็นคนไทยเหมือนกัน มีส่วนเป็นเจ้าของในทรัพยากรธรรมชาติของประเทศเหมือนกัน ดังนั้นไม่ควรมีใครมีสิทธิในการครอบครองทรัพยากรธรรมชาติของประเทศแต่เพียงผู้เดียว แต่ควรมาแบ่งสันปันส่วนกันใช้เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันจะดีกว่า ถ้าคิดได้อย่างนี้ ปัญหาข้อขัดแย้งในเรื่องนี้ก็จะลดลงครับ !!!.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การปรับโครงสร้างราคาแอลพีจี : ภารกิจเร่งด่วนของคสช. – พลังงานรอบทิศFacebook Comments -

หนุนเอกชนปฏิรูปประเทศ ปลุกคนไทยต้านคอร์รัปชั่น
สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (ไอโอดี) จัดการประชุมไอโอดี ครั้งที่ 3 หัวข้อ “การยกระดับการดูแลกิจการ : กุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการกำกับดูแลกิจการด้านต่าง ๆ ที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าอย่างมั่นคง” โดยมีวิทยากรที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ร่วมให้ความรู้อย่างคับคั่ง ‘อานันท์ ปันยารชุน’ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยจะมีการปราบปรามการคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าการฉ้อราษฎร์บังหลวง การโกงกินเป็นโรคร้ายต่อไทยมานานแล้วระยะหลังมากขึ้นจนน่ากลัว ทั้งมาจากข้าราชการ นักการเมือง ขณะเดียวกันไร้ศีลธรรม จริยธรรม ทำให้คนไทยนับวันจะยิ่งแต่ลดคุณค่าจนไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ สังคมไทยหลาย 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ปราบปรามอย่างจริงจัง และใช้กฎหมายบังคับเพื่อให้ปัญหาเหล่านี้เบาบางลง เช่น สิงคโปร์ที่เคยเป็นประเทศที่มีคอร์รัปชั่นสูง ปัจจุบันลดลงมาก สวนทางประเทศไทยที่มีคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้น ดังนั้นทุกภาคส่วนทั้งรัฐบาล เอกชน และประชาชนต้องร่วมกันเปลี่ยนแปลงทัศนคติให้ตระหนักรู้อะไรผิดอะไรถูก ไม่ใช่เก่งแต่โกง “ประเทศไทยยังมีระบบที่ไม่โปร่งใส ไม่มีมาตรการเอาผิด เพราะกฎหมายอย่างเดียวไม่สามารถปราบคอร์รัปชั่นได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือ การอบรมปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ทำให้เกรงกลัวกฎหมาย สั่งสอนให้คนมีหิริโอตตัปปะ ละอายต่อบาป ทุกอย่างต้องเริ่มที่จิตสำนึกของคนเป็นพื้นฐาน เริ่มจากที่มีอำนาจ มีความรับผิดชอบในสังคมต้องทำตนให้เป็นตัวอย่าง ขณะนี้บรรยากาศในการปราบปรามคอร์รัปชั่นดีขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอ” ทั้งนี้ควรยกเลิกคอร์รัปชั่นนโยบายรัฐบาลให้เร็วที่สุด เพราะที่ผ่านมารัฐบาลจัดสรรงบประมาณโฆษณาตัวเองผ่านสื่อ ซึ่งไทยยังไม่มีหลักสูตรแก้ปัญหาอย่างสมบูรณ์แบบ โดยภาครัฐเป็นอันตรายสุด มีเงินมหาศาลจากงบประมาณ โดยเฉพาะงบรัฐวิสาหกิจ เช่น ปตท. มีชื่อเสียงเน่ามากมาเป็น 10 ปี เพราะว่ารัฐบาลเข้าไปถือหุ้นมากกว่า 50% และกรรมการมีแต่ข้าราชการทั้งนั้น และหวังว่า 2-3 วันนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการ นอกจากนี้ภาครัฐควรหาวิธีการแบ่งปันอำนาจอย่าให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป หรือยกเลิกการผูกขาดอำนาจ “หลังจาก คสช. เข้ามาคนไทยสบายใจ ลดโอกาสเกิดปัญหาความรุนแรงลง ซึ่งเป็นโอกาสดีที่เมืองไทยปิดตัวเองชั่วคราวเพื่อซ่อมแซม และในช่วง 3 เดือนข้างหน้า เป็นช่วงที่ละเอียดอ่อนและโอกาสสุดท้ายที่จะแบ่งปันอำนาจ เพื่อเปลี่ยนถ่ายระบบใหม่ ซึ่งจะไม่เดินในทางที่ผิดหรือกลับเข้าสู่ทางตันอีกครั้ง เราอาจพูดเล่น ๆ ได้ แต่เราอย่าทำให้ของเสีย และผมไม่ได้พูดเล่น โดยผลครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากตัวเรา แต่จะมีผลต่อลูกหลานในอนาคตของพวกเราขอให้โชคดี” ‘สมคิด จาตุศรีพิทักษ์’ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ภาคเอกชนกับอนาคตประเทศไทย” มองว่าภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญและเป็นหลักในการปฏิรูปประเทศโดยสามารถผลักดัน กำกับเสนอขับเคลื่อนประเทศให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะมีรัฐบาลใดเข้ามาขอให้เอกชนพยายามส่งเสียงให้รัฐบาลนั้น ๆ ปฏิรูปประเทศไปในทิศทางที่ยั่งยืนอย่าหยุดนิ่ง เพราะจากประสบการณ์ที่อยู่ในวงการเมืองเห็นว่า ทุกสถาบันเริ่มผุกร่อน แต่ภาคเอกชนมีความพร้อมที่สุดที่จะทำให้ทุกอย่างเป็นจริงได้ “ถ้าเอกชนไม่ปฏิรูปการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจนั้นก็เป็นเรื่องรอง ผมเชื่อว่าภายในวิกฤติมีโอกาสดีที่จะร่วมกันปฏิรูปประเทศไทย ทำให้น่าอยู่สมบูรณ์ และยั่งยืน ถ้าพ้นโอกาสนี้ไปแล้วผมไม่แน่ใจว่าในช่วงชีวิตผมหรือช่วงชีวิตท่านจะมีโอกาสเห็นเช่นนี้อีกเป็นครั้งที่ 2” ทั้งนี้ปัญหาที่ผ่านมาประเทศไทยใกล้เป็นรัฐที่ล้มเหลว แม้แต่สื่อในต่างประเทศเองยังเห็นว่าประเทศไทยนั้นทุกสิ่งใกล้แตกสลายและอยู่บนขอบเหว หากไม่แก้ไขจะเป็นประเทศที่ล่มสลายได้ และจากนั้นจุดเปลี่ยนแปลงก็ได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะถูกหรือผิดคงต้องให้ประวัติศาสตร์ได้ทำหน้าที่ตัดสิน แต่ยอมรับว่ามุมมองของต่างประเทศอาจมีปัญหาบ้าง “ถ้าเรามุ่งมั่นตั้งใจแก้ปัญหาของบ้านเมืองทำให้ประเทศดีขึ้นให้ ผลงานพูดแทนทุกสิ่งให้ต่างชาติได้เข้าใจความมุ่งมั่นของคนไทยให้การรักษาคำมั่นสัญญาที่จะก้าวไปสู่การปฏิรูปประเทศนั้น ตอบแทนเราต่อสังคมโลกเชื่อว่า ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามครรลองที่ได้สัญญาไว้กับ ประชาคมโลกประเทศทั้งหลายในโลกที่ยังขุ่นเคืองประเทศไทยอยู่ก็จะหันกลับมาหาประเทศไทยอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามขณะนี้ประเทศไทยเปรียบเสมือนอยู่บนทาง 2 แพร่ง โดยแพร่งแรกให้ดูตัวอย่างจากประเทศฟิลิปปินส์ ที่ยังย่ำอยู่กับที่ ส่วนอีกแพร่งนั้นให้ดูตัวอย่างจากอินโดนีเซีย ที่สามารถใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสในการปฏิรูปประเทศ จนทำให้เป็นประเทศยักษ์ใหญ่ในอาเซียนที่ทุกคนอิจฉา” ‘บัณฑูร ล่ำซำ’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เรื่องธรรมาภิบาลไม่ได้เป็นห่วงเอกชนเนื่องจากมีระบบการแข่งขันให้คะแนน ไม่มีใครอยากเสียหน้า ทุกคนให้ความสำคัญเพื่อให้ได้มาตรฐานสากล แต่ที่ทำให้ประเทศชาติฉิบหายคือรัฐ และสอบไม่ผ่าน ที่ผ่านมาภาครัฐไม่ได้ทำอะไรเลย อ้างแต่ประชาธิปไตย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอำนาจได้มาจากประชาชน ก็ควรตอบคำถามของประชาชนให้ได้ เนื่องจากเงินที่ใช้ทำให้เกิดความเสียหายเป็นแสนล้านบาท โดยปัญหาที่เกิดขึ้นคือประชาชนไม่สามารถคานอำนาจรัฐได้ “ต่อไปภาคเอกชนไม่ควรสุภาพกับรัฐมากนัก ถามได้ถาม แม้ว่าจะได้คำตอบที่เฮง ๆ ซวย ๆ เพราะวัฒธรรมไทยเจออำนาจรัฐแล้วหงอ และการตั้งบุคคลในเก้าอี้ปลัดกระทรวงต่าง ๆ ผู้ว่าราชการจังหวัด ทูตเหมือนเอาเท้าลูบหน้าประชาชนคนไทยดึงเอาอำนาจของรัฐมาเป็นอำนาจตัวเอง เหมือนตั้งคนมารับใช้ส่วนตัว” ‘อาชว์ เตาลานนท์’ รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์และทรูคอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นต้องเริ่มจากองค์กรของตนเองก่อน ขณะที่หน่วยงานเอกชนต้องมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ เพื่อให้แก้ปัญหาเป็นรูปธรรมและเป็นโอกาสดีที่ คสช. จะคืนความสุขให้กับประชาชน ‘สุพันธุ์ มงคลสุธี’ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นต้องแก้ที่ต้นตอของปัญหาโดยเฉพาะเงินเดือนของหน่วยราชการอยู่ในระดับที่ต่ำมาก จึงทำให้เป็นช่องโหว่ในการคอร์รัปชั่น เพราะฉะนั้นต่อไปต้องปฏิรูปเงินเดือนหน่วยราชการทั้งระบบ และที่สำคัญหากเอกชนพบว่าหน่วยงานไหนของภาครัฐมีการคอร์รัปชั่น เรียกรับสินบนใต้โต๊ะ ให้เอกชนเปิดรายชื่อหน่วยงานนั้นมาเลยและให้มีองค์กรที่ปราบปราม ลงโทษอย่างเด็ดขาด ‘อิสระ ว่องกุศลกิจ’ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่เอกชนทำได้คือการชี้แนะ การสร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่องค์กรและปลูกจิตสำนึกเรื่องธรรมาภิบาลให้กับคนรุ่นใหม่จะสามารถแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นได้. ทีมเศรษฐกิจ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หนุนเอกชนปฏิรูปประเทศ ปลุกคนไทยต้านคอร์รัปชั่นFacebook Comments