Blog

  • ท่องเที่ยวคึกหลังยกเลิกเคอร์ฟิวหลายพื้นที่

    ท่องเที่ยวคึกหลังยกเลิกเคอร์ฟิวหลายพื้นที่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประการศยกเลิกพื้นที่เคอร์ฟิวไปแล้วกว่า 30 พื้นที่ส่งผลให้แนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 20% ในทั่วประเทศ เนื่องจากเริ่มมีความมั่นใจที่จะวางแผนล่วงหน้า สำหรับการเดินทางมาในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ที่จะเริ่มตั้งแต่เดือน ส.ค.-ธ.คนี้ ประกอบกับกำลังเข้าสู่ช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ตามตารางการแข่งขัน ช่วงเวลาจะตรงกับช่วงดึกของไทยซึ่งเมื่อยกเลิกคเคอร์ฟิวก็ กิจกรรมต่างๆ อาทิ การเชียร์ฟุตบอล และการสังสรรค์ต่างๆ นักท่องเที่ยวก็จะทำได้โดยขัดข้องใจด้วย ให้ทำมากขึ้นด้วยเช่นกันนายทนงศักดิ์ สมวงศ์นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะสมุย เปิดเผยว่า ขณะนี้สมุยกำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นแล้ว จึงทำให้นักท่องเที่ยวที่กำลังวางแผนมาท่องเที่ยวตัดสินใจวางแผนมาทันที ภายหลังจากการยกเลิกเคอร์ฟิว คาดว่าอัตราการเข้าพักจะอยู่ที่ 90% ซึ่งเท่ากับปีที่ผ่านมา และตลอดปีคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 1.7 ล้านคนนายสรรเพ็ชร ศุภบวรเสถียร นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก กล่าวว่า จากการประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวทำให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นประมาณ 20% โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เดินทางด้วยตัวเอง(เอฟไอที)และ กลุ่มคนไทยที่นิยมมาจัดประชุมสัมนา เนื่องจากรัฐบาลเริ่มมีการอนุมัติงบประมาณมากขึ้นขณะเดียวกัน ในกลุ่มที่เดินทางมากับกรุ๊ปทัวร์ต่าๆ เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีในการจองห้องพักล่วงหน้าในช่วงไฮซีซั่นที่กำลังจะมาถึง ที่เริ่มมียอดเข้ามาแล้วกว่า 20% ที่มาจากรัสเซียและจีนเป็นตลาดหลัก

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ท่องเที่ยวคึกหลังยกเลิกเคอร์ฟิวหลายพื้นที่

  • พาณิชย์เดินหน้าจัดโรดโชว์

    พาณิชย์เดินหน้าจัดโรดโชว์

    นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปีงบประมาณ57 (มิ.ย. – ก.ย.) กรมฯ มีแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกประมาณ 126โครงการ เพื่อเพิ่มยอดการส่งออกสินค้าไทยในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเน้นการจัดคณะผู้แทนการค้าไทยไปเจรจาการค้าในต่างประเทศครอบคลุมสินค้าเกษตร อาหาร สินค้าอุตสาหกรรม แฟชั่น และสินค้าความงาม เป็นต้น รวมถึงการจัดงานแสดงสินค้าไทยในประเทศเป้าหมายหรือไทยแลนด์ วีค การสนับสนุนให้เอสเอ็มอีไทยไปร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศและการร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าในหลายๆประเทศจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายทั้งนี้ยอมรับว่าในปัจจุบันประเทศผู้ซื้อมีความเชื่อมั่นในการทำการค้ากับไทยมากขึ้นหลังจากที่กรมฯ ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศหรือทูตพาณิชย์ไปทำการชี้แจงและทำความเข้าใจกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จนความเชื่อมั่นกลับคืนมา“การจัดกิจกรรมเพื่อผลักดันการส่งออกถือเป็นแผนสร้างความเชื่อมั่นต่อเนื่อง หลังจากที่ได้ส่งทูตพาณิชย์ไปชี้แจงและทำความเข้าใจกับประเทศคู่ค้าแล้วซึ่งจะช่วยผลักดันให้ยอดการส่งออกของไทยเพิ่มสูงขึ้นได้”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์เดินหน้าจัดโรดโชว์

  • ส่งออกรถยนต์ไทยโต6-11%

    ส่งออกรถยนต์ไทยโต6-11%

    รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย แจ้งว่า การส่งออกรถยนต์รวมของไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงประมาณ6 – 11 % คิดเป็นจำนวนรถยนต์ 1.16- 1.22 ล้านคัน จากปี 56ทำสถิติตัวเลขส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 1.09 ล้านคันเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนในการลงทุนยังมีต่อต่อเนื่องรวมไปถึงปัจจัยบวกต่างๆ เช่นการปรับสายการผลิตเพื่อการส่งออกมากขึ้นหลังจากส่งมอบรถยนต์คันแรกเสร็จสิ้นประกอบกับ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทิศทางการอ่อนค่าของค่าเงินบาท และการสามารถเปิดตลาดใหม่บางแห่งเช่น ทวีปอเมริกาเหนือ ได้เพิ่มขึ้นคาดว่าการส่งออกรถยนต์นั่งจะมีโอกาสขยายตัวได้มากกว่ารถยนต์เพื่อการพาณิชย์“ ในช่วง 4เดือนที่ผ่านมา(ม.ค.-เม.ย.) ไทยสามารถทำยอดการส่งออกรถยนต์ได้จำนวน 357,004ล้านคัน ขยายตัวขึ้นจากช่วงเดียวกันในปีก่อน 1.5%และเชื่อว่าการเดินหน้าโครงการลงทุนที่ค้างอยู่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก็น่าจะส่งผลเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นและบรรยากาศการลงทุนขณะที่กลุ่มนักลงทุนทั้งกลุ่มที่มีการลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้วและที่มีแผนจะเข้ามาลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ยังมีความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในไทย ซึ่งหากสถานการณ์ไม่ได้นำไปสู่ความรุนแรงคาดว่าจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นตลาดการส่งออกรถยนต์ในปีนี้ สำหรับ ประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคงจะครอบคลุมไปถึงแนวทางผลักดันการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษของทางการซึ่งอาจมีส่วนสนับสนุนห่วงโซ่การผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์”สำหรับตลาดส่งออกโดยรวมนั้น ออสเตรเลียฟิลิปปินส์และตะวันออกกลาง ยังเป็นตลาดหลักที่ขยายตัวได้ดี ขณะที่ตลาดใหม่บางแห่งเช่น นิวซีแลนด์ สหรัฐฯ กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ประกอบด้วย กัมพูชา ลาวเมียนมาร์ เวียดนาม และเปรู เป็นต้น น่าจะเป็นแรงผลักดันการส่งออกรถยนต์ไทยในอนาคตได้อย่างไรก็ตามอาจต้องจับตาดูการส่งออกไปยังอินโดนีเซีย ซึ่งนำเข้ารถยนต์นั่งจากไทยเป็นอันดับ 2ด้วยมูลค่าสูงถึง 1,038 ล้านดอลลาร์ฯ คิดเป็นสัดส่วน 16%ของการส่งออกรถยนต์นั่งทั้งหมด และมาเลเซีย ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 5 ด้วยมูลค่าการส่งออก279 ล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งในปี 56 ที่ผ่านมามูลค่าการส่งออกรถยนต์นั่งจากไทยไปยังอินโดนีเซียหดตัวลง32% และมาเลเซีย 37% หลังจากมีการลงทุนผลิตรถยนต์นั่งใน 2ประเทศนี้เพิ่มขึ้น“ญี่ปุ่นได้เข้าไปลงทุนใน 2 ประเทศเพิ่ม โดยปี 55 ลงทุนในอินโดนีเซียสูงถึง96,800 ล้านเยน และมาเลเซีย 6,800 ล้านเยนสำหรับไทยมีการลงทุนทางตรงจากญี่ปุ่นในปี 55 อยู่ที่ 73,900 ล้านเยน นอกจากนี้ ทั้ง 2 ประเทศนี้เพิ่มการนำเข้าจากแหล่งอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะจากเกาหลีใต้ส่งผลให้สัดส่วนการส่งออกรถยนต์นั่งของไทยต่อมูลค่าตลาดรวม โดยเฉพาะอินโดนีเซียนั้นลดลงอย่างต่อเนื่องจนลงมาเหลือต่ำกว่า 50% สำหรับประเภทรถยนต์นั่งที่ไทยกำลังสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดไปนั้นส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดเล็กความจุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1,500 ซีซีเนื่องจากมีการเพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์ในกลุ่มนี้ในอินโดนีเซียและมาเลเซียเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์นั่งแบบแฮทช์แบ็ก 5 ประตูรถยนต์อีโคคาร์ และรถยนต์อเนกประสงค์ราคาประหยัด”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ส่งออกรถยนต์ไทยโต6-11%