นายกร ธนพิพัฒนศิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้ยอดการยกเลิกจองซื้อบ้านของบริษัทยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 10% เป็น 15% และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงเลย จากการที่สถาบันทางการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมของประเทศด้วย เพราะภาวะเศรษฐกิจยังชะลอตัวลง แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เร่งบริหารต้นทุนการก่อสร้างให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ยังมั่นใจว่าทั้งปีนี้จะมียอดขาย 3,200 ล้านบาท ยอดรับรู้รายได้ 2,700 ล้านบาทตามเป้าหมายที่วางไว้ “ช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา บริษัทยังมียอดขายตามเป้าหมายอยู่ ดังนั้นจึงยังไม่ปรับลดเป้าหมายแต่อย่างใด และมั่นใจว่าจะทำกำไรสุทธิได้ 19% ซึ่งสูงกว่าปีก่อนที่ 17-18% จากการเปิดขายโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้มีแผนที่จะเปิดตัวโครงการใหม่ 6-8 โครงการ รวมมูลค่า 4,000 ล้านบาท ด้านน.ส. ชุติมา ตั้งมติธรรมผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายบัญชีการเงิน บริษัทมั่นคงเคหะการ จำกัดกล่าวว่า ยอดการยกเลิกจองซื้อที่อยู่อาศัยของบริษัทลดลงจากเดิม 11% เหลือเพียง 9% เท่านั้น เนื่องจากเน้นการตรวจสอบคุณสมบัติ และให้คำแนะนำลูกค้า พร้อมทั้งให้ยื่นขอสินเชื่อก่อนจะจองซื้อบ้าน หากกู้ไม่ผ่านก็จะไม่รับจอง และจากนี้ไป หากทิศทางตลาดอสังหาฯ เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน บริษัทก็จะรุกตลาดเพิ่มเติม โดยเน้นในส่วนของแนวราบเป็นหลัก และจะเปิดโครงการใหม่เพิ่มอีก 4 โครงการ มูลค่ากว่า 3,300 ล้านบาท ทำให้มั่นใจว่าทั้งปีนี้จะมีายอดขาย 2,800 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยอดยกเลิกจองซื้อบ้านยังพุ่ง
Blog
-

ยอดยกเลิกจองซื้อบ้านยังพุ่ง
Facebook Comments -

คสช.เห็นชอบงบปี 58 เร่งใช้ทัน1 ต.ค.นี้
นายสมศักดิ์โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เห็นชอบกรอบงบประมาณประจำปี 58 มีวงเงินงบประมาณรายจ่าย 2.575 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 50,000 ล้านบาท โดยมีรายจ่ายลงทุน 450,625ล้านบาท พร้อมทั้งประมาณการรายได้สุทธิ 2.325 ล้านล้านบาทและขาดดุล 250,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมุติฐานการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ที่ 4% และอัตราเงินเฟ้อ 2.3% โดยยังคงเป้าหมายงบประมาณสมดุลในปี 60 ตามเดิมทั้งนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบปฏิทินงบประมาณรายจ่ายปี 58 ซึ่งมีกรอบการดำเนินงานคือ ขั้นตอนการวางแผนงบประมาณ ที่สำนักงบประมาณกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะร่วมพิจารณารอบวงเงิน โครงสร้าง เป้าหมายและยุทธศาสตร์ จะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่12 มิ.ย.57 จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการจัดทำงบประมาณที่ทุกส่วนราชการต้องจัดทำรายละเอียดเสนอมายังสำนักงบ ก่อนเสนอให้หัวหน้าคสช.เห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณในวันที่ 29 ก.ค.57 ก่อนนำเสนอฝ่ายนิติบัญญัติขณะที่ขั้นตอนการอนุมัติงบประมาณ หลังจากที่ผ่านการเห็นชอบจากคสช.แล้วในวันที่ 6 ส.ค.57 ฝ่ายนิติบัญญัติ จะแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ในวาระที่ 1 จากนั้นในวันที่ 7 ส.ค.- 5 ก.ย.57 คณะกรรมการธิการฯจะพิจารณาร่างพ.ร.บ.และจัดทำข้อเสนอต่อฝ่ายนิติบัญญัติ วาระที่ 2-3 เพื่อพิจารณาในวันที่9 ต.ค. 57 และหลังจากนั้นในวันที่ 15ก.ย.57 สำนักเลขาธิการครม.จะนำร่างดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯถวาย เพื่อให้งบประมาณปี 58 มีผลบังคับใช้ได้ในวันที่ 1ต.ค.57 อย่างไรก็ตามหากยังไม่สามารถจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้นมาพิจารณาได้อาจตั้งตั้งคณะกรรมการธิการงบประมาณขึ้นมาพิจารณาร่างงบประมาณแทนอย่างไรก็ตาม คสช.ยังได้เห็นชอบยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ 8 เรื่อง คือ ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเร่งรัดวางรากฐานที่ดีของประเทศยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัฐ ยุทธศาสตร์การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมยุทธศาสตร์การศึกษา สาธารณสุข คุณธรรม จริยธรรม และคุณภาพชีวิต ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการวิจัยและนวัตกรรม ยุทธศาสตร์การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศยุทธศาสตร์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และรายจ่ายค่าดำเนินการภาครัฐทั้งนี้ในยุทธศาสตร์แรก คสช.ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเร่งด่วน 8 เรื่อง คือ เร่งรัดการช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วนฟื้นฟูความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน สร้างความปรองดองสมานฉันท์ป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐดำเนินการตามกรอบข้อตกลงประชาคมอาเซียน ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเร่งรัดใช้งานวิจัยและพัฒนา และเร่งแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้นายสมศักดิ์กล่าวว่า คสช.ยังเห็นชอบมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณปี 57 เพราะล่าสุดการเบิกจ่ายงบลงทุนเบิกจ่ายไปเพียง 40% ต่ำกว่าเป้าหมายที่60% จึงต้องออกมาตรการเพิ่มเพื่อให้การเบิกจ่ายทั้งปีเป็นไปตามเป้าหมายที่95%คือ หากโครงการใดยังจำเป็นต้องดำเนินงาน มีความพร้อมก่อหนี้ผูกพันได้ทันวันที่30 มิ.ย.นี้ ให้เร่งเบิกจ่ายให้เสร็จภายใน 30 ก.ย.57 ส่วนโครงการใดไม่ทันวันที่ 30 มิ.ย. ให้เสนอหัวหน้าฝ่ายที่รับผิดชอบพิจารณาเป็นรายกรณีขณะที่โครงการใดที่ไม่ทันและหมดความจำเป็น ไม่สามารถดำเนินการได้ มีความซ้ำซ้อนเหลือจ่าย ให้ปรับแผนโดยโอนเปลี่ยนแปลงงบไปยังโครงการที่มีความพร้อม นอกจากนี้ในรายจ่ายงบกลางที่เหลือจ่ายให้ส่งคืนสำนักงบประมาณ และเงินกันไว้เหลือมปีที่ยังไม่มีข้อผูกพันก็ให้ทบทวนถึงความจำเป็นต่อไปนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการครม. กล่าวว่า หัวหน้าคสช.ให้ความสำคัญกับงานเร่งด่วนเรื่องของการดูแลค่าครองชีพพื้นฐานใหกับประชาชนที่มีรายได้น้อยพร้อมทั้งเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณปี 57 ขณะที่การจัดเก็บรายได้ ก็ให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาแนวทางการดำเนินงานส่วนการปรับโครงสร้างภาษีนั้น กระทรวงการคลังกำลังเสนอเรื่องมาให้คสช.พิจารณาเร็วๆนี้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คสช.เห็นชอบงบปี 58 เร่งใช้ทัน1 ต.ค.นี้Facebook Comments -

สั่งปิดหน่วยแครกเกอรไออาร์พีซีไฟไหม้ 90 วัน
นายณัฐพล ณัฎฐสมบูรณ์ อธิบดี กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยถึงกรณีเพลิงไหม้หน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเตา เพื่อป้อนหน่วยแครกเกอร์ เพื่อผลิตเป็นสารโพรไพลีน ของบมจ.ไออาร์พีซี จ.ระยองว่า นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบอำนาจในฐานะผู้รักษากฎหมายโรงงานอุตสาหกรรมให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดระยองสั่งหยุดดำเนินการในส่วนของพื้นที่ที่เกิดเหตุไฟไหม้ ของโรงกลั่นบมจ.ไออาร์พีซี เป็นเวลา 90 วัน ขณะที่ส่วนอื่นได้ให้รองอธิบดี กรอ. ลงพื้นที่ตรวจสอบว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุลักษณะเดียวกันหรือไม่ ซึ่งหากมีความเสี่ยงอาจต้องสั่งให้มีการปรับปรุง นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ไออาร์พีซี กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เกิดเพลิงไหม้ที่หน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเตา (หน่วยวีจีโอเอชที) เพื่อป้อนหน่วยแครกเกอร์ เพื่อผลิตเป็นสารโพรไพลีนเป็นหลัก ที่โรงงานของบริษัทฯ ตำบลเชิงเนิน จังหวัดระยองสันนิษฐานว่าเกิดจากการรั่วไหลของสารไฮโดรคาร์บอนเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้โดยบริษัทฯ ได้ตัดแยกระบบของหน่วยที่เกิดเพลิงไหม้ออกจากโรงงานอื่นๆ ของบริษัทฯ ทั้งนี้บริษัท ฯ รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขออภัยกับชุมชนโดยรอบ โดยจะนำเหตุการณ์นี้ มาเป็นบทเรียน และแจ้งให้บริษัทในเครือปตท.รับทราบ เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษา โดยจะขอเวลาในการตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่เกิน 2-3 วัน โดยในวันเกิดเหตุสามารถควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัดภายในระยะเวลา 1 ชม และทำการดับเพลิงได้ โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว สำหรับผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมนั้น บริษัทฯ ได้ส่งรถเคลื่อนที่ออกตรวจวัดสภาพอากาศโดยรอบโรงงานทันทีที่เกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม เบื้องต้นพบว่า มีผลกระทบเล็กน้อยต่อสภาพอากาศ เช่น ฝุ่นละออง ที่เกินค่ามาตรฐานเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น หลังจากนั้น ก็กลับมาปกติ เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวทิศทางลมไม่ได้พัดไปทางชุมชน พัดไปทางทะเลแทน แต่ก็ได้ส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปสอบถามอาการเช่นกัน ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้น ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ในระหว่างตรวจสอบ โดยโรงกลั่น และโรงงานปิโตรเคมีส่วนใหญ่ยังสามารถดำเนินการผลิตได้ มีเพียงแต่หน่วยที่เกิดเพลิงไหม้และหน่วยผลิตใกล้เคียงที่จะต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว คาดว่า ใช้ระยะเวลาซ่อม 3 เดือน ทำให้ต้องหยุดการผลิตสารโพรไพลีน เบนซิน และดีเซล ซึ่งประเมินผลกระทบต่อรายได้กรณีเลวร้ายสุด ประมาณเดือนละ 400 ล้านบาท โดยยังไม่หักค่าใช้จ่าย ส่วนความเสียหายที่ชัดเจน จะมีการตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่งบริษัทฯ มีวงเงินประกัน 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา หรือประมาณ 38,400 ล้านบาท นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีที่เปิดปัญหากลิ่นคล้ายก๊าซจากโรงงานอุตสาหกรรมส่งผลกระทบต่อชุมชน อ.บ้านฉาง จ.ระยองนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นการส่งกลิ่นจากโรงงานใด แต่พิจารณาจากทิศทางลมแล้วมีความเป็นไปได้ว่าจะมาจากโรงงานใน 2 นิคมฯ คือ นิคมฯเอเชีย และนิคมฯ เหมราช ซึ่งขณะนี้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ โดยขณะนี้มีโรงงาน 1 แห่ง ซึ่งผลิตกรดแลคติคจากมันสำปะหลัง อยู่ในนิคมฯ เอเชีย ซึ่งต้องสงสัยว่าต้นเหตุของกลิ่น แต่ก็ยังไม่ได้ระบุชัดว่าเป็นต้นตอปัญหาจริง แต่ล่าสุดโรงงานดังกล่าวก็ถูกปรับ 2 แสนบาท เนื่องจากถูกตรวจสอบพบว่าระบบบำบัดน้ำเสียมีปัญหาและมีการส่งกลิ่นรุนแรง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สั่งปิดหน่วยแครกเกอรไออาร์พีซีไฟไหม้ 90 วันFacebook Comments