Blog

  • วอนกสทช.เปิดช่องดาวเทียมอีกกว่า100ช่อง

    วอนกสทช.เปิดช่องดาวเทียมอีกกว่า100ช่อง

    สมาคมโทรทัศน์ดาวเทียมแห่งประเทศไทยเล็งยื่นหนังสือถึง กสทช. ให้พิจารณาหาทางออกกับช่องดาวเทียมกว่า 100 ช่องที่ถูกระงับการออกอากาศตามคำสั่ง คสช. ระบุยอมปรับหลักเกณฑ์การออกอากาศให้เป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ นายนิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อยู่ระหว่างทำหนังสือยื่นต่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อขอให้พิจารณาช่องโทรทัศน์ดาวเทียม ที่ยังไม่ได้ออกอากาศขณะนี้อีกกว่า 100 ช่อง จากผลระงับการออกอากาศตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้ได้ออกอากาศไปก่อน อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ผู้ประกอบกิจการยินดีที่จะปรับตัวตามหลักเกณฑ์ ที่ กสทช.กำหนด เช่น การปรับลดสัดส่วนการโฆษณาเหลือชั่วโมงละ 6 นาที จากเดิมที่โฆษณาได้เต็มที่ และการปรับมาเป็นประเภทบอกรับสมาชิก จากเดิมที่เป็นอิสระ ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่ กสทช. กำหนด ซึ่งขณะนี้ภาพรวมช่องทีวีดาวเทียมยอมปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขแล้ว 90% เพื่อให้ได้ออกอากาศ สำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่สามารถปรับตัวให้เป็นไปตามเงื่อนไขได้นั้น เนื่องจากเป็นกลุ่มช่องบริการสาธารณะที่ กสทช. กำหนดห้ามแสวงหารายได้ ซึ่งหากต้องปรับไปเป็นประเภทบอกรับสมาชิก ก็ต้องขายกล่องดูทีวีได้ ทำให้ช่องเหล่านี้ยังติดปัญหาและยังไม่มีทางออก ในขณะที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายแต่กลับออกอากาศไม่ได้ และเมื่อออกอากาศไม่ได้ ทำให้ไม่มีรายได้เพื่อสนับสนุนการประกอบกิจการ.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : วอนกสทช.เปิดช่องดาวเทียมอีกกว่า100ช่อง

  • ชง คสช.ไฟเขียว 4 เรื่องเร่งด่วน

    ชง คสช.ไฟเขียว 4 เรื่องเร่งด่วน

    นายสุทธิชัย สังขมณี อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า วันที่ 10 มิ.ย.นี้ กรมภาษีทั้ง 3 แห่ง จะหารือเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างภาษีระยะเร่งด่วน ร่วมกับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยกรมสรรพากรจะเสนอ 4 เรื่องเร่งด่วน ทั้งการขยายเวลาลดอัตราจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7% ออกไปอีก 1 ปี, ขยายระยะเวลาการลดอัตราจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 20%, ขยายระยะเวลาการลดอัตราจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และรายงานผลการลงนามความร่วมมือกับสหรัฐฯ เรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายให้รายงานธุรกรรมทางการเงินบุคคลสัญชาติสหรัฐที่อยู่นอกประเทศซึ่งมีผลประโยชน์ทางภาษี (แฟทก้า) ทั้งนี้ จากผลการหารือแฟทก้า เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา  ได้ข้อสรุปในเบื้องต้น ซึ่งอยู่ระหว่างการเสนอ คสช. ตามกระบวนการจะต้องนำเรื่องเข้าสู่การอนุมัติของครม. ก่อนขอความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อออกเป็นกฎหมาย โดยจากข้อตกลงดังกล่าวจะส่งผลให้บริษัทของไทยที่ทำธุรกรรมกับสหรัฐ จะไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 30% รวมทั้งบริษัทที่ทำธุรกรรมกับสหรัฐ และประเทศอื่นที่ผ่านสหรัฐ จะรายงานข้อมูลการทำธุรกรรมให้กรมสรรพากรโดยอัตโนมัติ ซึ่งปัจจุบันมี 20 ประเทศที่เข้าร่วมข้อลงดังกล่าว “การปฏิรูปโครงสร้างภาษีใหม่ของกรมสรรพากร จะเป็นการปฏิรูปใหม่ทั้งระบบ จากที่ผ่านมาได้ปฏิรูประบบราชการกับการเมืองไปแล้ว หลังจากนี้จะต้องปฏิรูปภาคเอกชนด้วย ซึ่งโครงสร้างภาษีใหม่ จะต้องป้องกันปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสระหว่างการติดต่องานของภาคเอกชน กับ ภาครัฐมากขึ้น ซึ่งล่าสุดได้สั่งการให้สรรพากรพื้นที่เข้มงวดในเรื่องการตรวจสอบใบกำกับภาษีปลอมมากขึ้น หากพบว่ามีความผิดพลาด เจ้าหน้าที่ในพื้นก็ต้องรับผิดชอบ ซึ่งเชื่อว่าเจ้าหน้าที่จะใส่ใจกับเรื่องดังกล่าวมากขึ้น”  อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปโครงสร้างภาษี ส่วนที่เป็นการขยายระยะเวลาการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% ออกไปอีกนั้น จะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจได้ ทั้งการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เพราะเมื่อพิจารณาอัตราภาษีดังกล่าวในภาคการผลิตถือว่าต่ำที่สุดในภูมิภาค ส่วนบริษัทในประเทศ ก็เข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น และเชื่อว่าจะลดจำนวนการจัดทำบัญชีของนิติบุคคล ให้เหลือเพียง 1 บัญชีต่อนิติบุคคล จากปัจจุบันที่กระจายหลายบัญชี ทำให้การตรวจสอบการเสียภาษีง่ายขึ้น และส่งผลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ ที่เป็นจีดีพีที่มีความชัดเจนมากขึ้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชง คสช.ไฟเขียว 4 เรื่องเร่งด่วน

  • เตรียมรับมือเจดีเอหยุดส่งก๊าซ

    เตรียมรับมือเจดีเอหยุดส่งก๊าซ

    นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) เปิดเผยถึงการเตรียมพร้อมรับมือการหยุดส่งก๊าซธรรมชาติพื้นที่ไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ) ระหว่างวันที่ 13 มิ.ย. – 10ก.ค.ว่า ได้ประสานไปยังกระทรวงพลังงาน เพื่อรายงานต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้ช่วยรณรงค์ประชาชนภาคใต้ ร่วมมือประหยัดไฟในช่วงเวลาดังกล่าว รวมทั้งได้ประสานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อส่งข้อความ (เอสเอ็มเอส) ผ่านระบบมือถือทุกเครือข่ายในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ที่ใช้ไฟสูงสุด รายงานสถานการณ์และขอความร่วมมือลดใช้ไฟ “ ข้อความเอสเอ็มเอส จะเริ่มส่งวันแรก 12 มิ.ย.นี้ให้กับคนในพื้นที่ภาคใต้ใน 14 จังหวัดที่มีการใช้ไฟสูงและจะทำการรายงานความเคลื่อนไหวการลดใช้ไฟฟ้าภาคใต้ในแต่ละวันของช่วง 28 วันที่ก๊าซฯหยุดจ่าย หากวันไหนมีการใช้ไฟค่อนข้างมาก จะแจ้งขอความร่วมมือลดการใช้ไฟทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันป้องกันและลดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่า ไฟฟ้าจะไม่ดับทั้ง 14 จังหวัดแบบปีที่ผ่านมา ถ้าหากสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือวิกฤติจริงๆ ก็ได้เตรียมแผนสำรองให้ดับไฟบางพื้นที่ ยกเว้นพื้นที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาลไว้แล้ว” นายสุธน บุญประสงค์ รองผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า กรณีเจดีเอหยุด ทำให้ภาคใต้จะขาดไฟประมาณ 150 เมกะวัตต์ เพื่อความมั่นคงจึงต้องหาเข้ามาเสริมรวม 250 เมกะวัตต์จากภาคเอกชน และรณรงค์ครัวเรือนร่วมประหยัดหากไม่ได้จริงก็จะต้องส่งไฟจากภาคกลางเข้าไปเพิ่มจากปกติจะส่งอยู่ 700 เมกะวัตต์ แต่ต้องไม่เกิน 950 เมกะวัตต์ หากเกินจะเข้าสู่โหมดการขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) ดับไฟบางจุดที่เตรียมไว้ 19 จุดทันที แต่ระบบได้ป้องกันที่จะดับเป็นวงกว้างไว้แล้ว จึงจะไม่เกิดซ้ำรอยเช่นที่ผ่านมา ส่วนการดูฟุตบอลโลก ซึ่งจะเริ่มวันที่ 12 มิ.ย. เชื่อว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านไฟฟ้าในภาคใต้ เพราะช่วงเวลาออกอากาศ จะเป็นช่วงหลังเที่ยงคืนไปแล้ว เป็นช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟน้อย ไม่ได้อยู่ในช่วงใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) หรือระหว่างเวลา 18.30 – 22.30 น. นายสุชาลี สุมามาลย์ รองผู้อำนวยการ สำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)กล่าวว่า สนพ.ได้ประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้เพื่อรณรงค์ประชาชนร่วมประหยัดไฟคือ”ปฏิบัติการ 3 หนึ่ง” 1เครื่อง 1องศา 1 ดวง คือปิดแอร์ 1 เครื่อง ปรับแอร์เพิ่มอุณหภูมิ 1 องศา และปิดไฟ 1 ดวง โดยเน้นช่วงเวลาใช้ไฟสูงสุด (พีค) คือ 18.30-22.30 น.ในช่วง 28 วัน ซึ่งจะทำให้ลดการใช้ไฟฟ้าประมาณ 100 เมกกะวัตต์

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เตรียมรับมือเจดีเอหยุดส่งก๊าซ