เดือน: ตุลาคม 2013

  • ปรับคนเมาขับรถเล่นบนทางรถไฟ

    ปรับคนเมาขับรถเล่นบนทางรถไฟ

    รฟท.สั่งปรับหนุ่มกับพวก 6 คนเมาขับรถบนรางรถไฟ นาทีละ 800 บาท รวม 107 นาที 86,000 บาท พร้อมค่าซ่อมรางอีกต่างหาก ชี้ถ้าไม่ยอมพร้อมฟ้องดำเนินคดี
    นายประภัสร์  จงวงวน ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)  เปิดเผยว่า เมื่อเวลา  04.30 น วันที่ 14  ต.ค. 56 ได้เกิดเหตุมีผู้ขับขี่รถฮอนด้า ซีอาร์วี ป้ายแดง  ซึ่งอยู่ในอาการมึนเมา ได้ขับรถขึ้นไปวิ่งบนรางรถไฟตั้งแต่แยกเตาปูนจนถึง โรงพยาบาลเพชรเวช รวมระยะทาง 2 กม.ทำให้ล้อรถติดกับรางรถไฟ ต้องใช้เวลานานเกือบ 2 ชั่วโมงในการที่จะดำเนินการเคลื่อนย้ายรถออกจากรางรถไฟ อีกทั้งยังส่งผลให้ขบวนรถไฟต้องจอดที่สถานีมักกะสันไม่สามารถเดินรถได้ ก่อให้ความเดือดร้อนแก่ผู้โดยสารจำนวนมาก ทั้งนี้ รฟท.จะเรียกร้องค่าเสียหายตามระเบียบรถไฟ คิดค่าปรับจากค่าเสียเวลาที่ขบวนรถต้องหยุดรอนาน 107 นาที  นาทีละ 800 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 85,600 บาท และต้องรับผิดชอบค่าซ่อมแซมรางรถไฟที่เสียหายอีกประมาณ 400 เมตร ซึ่งอยู่ระหว่างประเมินค่าความเสียหาย โดยเบื้องต้นจะเรียกค่าปรับจากผู้ขับรถพร้อมกับพวกรวม 6 คน หากไม่ยอมจ่ายจะดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายตามระเบียบของ รฟท.ที่จะต้องคิดค่าเสียเวลานาทีละ 800 บาท รวมทั้งกรณีที่เกิดขึ้นผู้กระทำผิดจะมีความผิดจากการขับรถในขณะที่มึนเมาอีกด้วย “กรณีที่เกิดขึ้นเช่นนี้มีไม่บ่อยครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการขับรถชนตัวสถานี หรือป้ายเป็นส่วนใหญ่ แต่กรณีนี้คงจะต้องรอให้ผู้ขับขี่พร้อมที่จะเจรจาพูดคุยได้ก่อน   เพราะกรณีที่เกิดขึ้นทำให้รางได้รับความเสียหายที่จะต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขด้วย”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปรับคนเมาขับรถเล่นบนทางรถไฟ

  • เอกชนชง “ปู” ขอขยายเวลาใช้นโยบายบีโอไอใหม่

    เอกชนชง “ปู” ขอขยายเวลาใช้นโยบายบีโอไอใหม่

    เอกชนชง “ปู” ขอขยายเวลาใช้นโยบายบีโอไอใหม่ ออกไปอีกถึงปี 59 หลังได้รับผลกระทบ
    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมร่วมระหว่างน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กับกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องปรับอากาศ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภาคเอกชนได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณาขยายเวลาการประกาศนโยบายส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จากเดิมที่กำหนดให้มีผลบังคับใช้ในปี 58 ออกไปอย่างน้อยถึงปี 59 เพราะเอกชนส่วนมากยังไม่สามารถปรับตัวได้ อีกทั้งนโยบายใหม่ยังไม่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการรายเดิม และทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งนายกฯ ก็ได้รับเรื่องดังกล่าวไปพิจารณาแล้ว นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯ ได้ย้ำว่านโยบายส่งเสริมการลงทุนจะเป็นการปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ให้สอดคล้องกับสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยพร้อมรับฟังทุกความเห็นจากเอกชน ส่วนเรื่องของแรงงาน อยากให้ผู้ประกอบการเร่งดำเนินการลงทะเบียนแรงงานต่างด้าว เพราะปัจจุบันภาครัฐได้ขยายสิทธิในการดูแลด้านสาธารณสุข การศึกษา ให้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อแรงงานต่างด้าวโดยตรง นอกจากนี้ยังมอบหมายให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที ไปดูรายละเอียดในการจัดซื้ออุปกรณ์ของภาครัฐว่าจะสนับสนุนสินค้าจากเอกชนในประเทศอย่างไรบ้าง ขณะเดียวกันยังมอบหมายให้กระทรวงการคลังหามาตรการในการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่เป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องกับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพราะปัจจุบันยังมีปัญหาเรื่องการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน การคืนภาษีล่าช้า ด้านนายศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา การส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าและอีเล็กทรอนิคส์ลดลงไป 2% เพราะการส่งออกไปประเทศจีนลดลงถึง 29% คาดว่าตลอดปี 56 ยอดการส่งออกทั้งปีจะลดลงไปอยู่ที่ 3% แม้ว่าปัจจุบันไทยจะเป็นอันดับ 3 ของผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่เริ่มถูกตีตลาดโดยเวียดนามที่จะแซงประเทศไทย ซึ่งล่าสุดอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิคส์ มีการส่งออกปีละ 1.6 ล้านล้านบาท นำเข้า 1.4 ล้านล้านบาท และมีการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า400,000 ล้านบาท ภาคเอกชนจึงเสนอให้ภาครัฐให้โอกาสกับผลิตภัณฑ์ของไทยได้ขายให้กับภาครัฐมากขึ้น ขณะที่นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานส.อ.ท. กล่าวว่า ในเร็วๆนี้ นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม จะเชิญผู้ประกอบการฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟในประเทศไทย 3 รายใหญ่ หารือเพื่อพิจารราแนวทางการช่วยเหลือ เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมดังกล่าวมีความต้องการลดลง ทำให้โรงงานผลิตในแต่ละประเทศมีกำลังการผลิตเหลือ

     

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนชง “ปู” ขอขยายเวลาใช้นโยบายบีโอไอใหม่

  • ฟื้นสัมพันธ์เศรษฐกิจไทย-สิงคโปร์

    ฟื้นสัมพันธ์เศรษฐกิจไทย-สิงคโปร์

    ไทย-สิงคโปร์ฟื้นการประชุมเศรษฐกิจหลังหยุดมานานถึง 8 ปี
    นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลไทยได้ร่วมประชุมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดระหว่างไทยกับสิงคโปร์ ครั้งที่ 3 ณ ประเทศสิงคโปร์ ร่วมกับนายลิม ฮึง เคียง รัฐมนตรี รมว.การค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ เพื่อหาทางถึงแนวทางกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างกัน หลังจากที่ไม่ได้ประชุมกันมาเกือบ 8 ปี โดยจะนำผลการประชุมและความร่วมมือที่ได้มารายงานให้ผู้นำทั้งสองประเทศที่มีกำหนดจะพบกันในวันที่ 26-27 พ.ย. 56
    ทั้งนี้การประชุมทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางการใช้ประโยชน์จากการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยเฉพาะการเพิ่มความร่วมมือในด้านที่แต่ละฝ่ายมีความโดดเด่น โดยเฉพาะการลงทุนการท่องเที่ยวเรือสำราญ ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นว่า หากร่วมมือกันจะสามารถขยายเชื่อมต่อการท่องเที่ยวให้ครอบคลุมประเทศอาเซียนอื่นๆ ได้ ซึ่งไทยก็เห็นด้วยและพร้อมที่จะร่วมมือในการลงทุน ขณะเดียวกัน ไทยได้เสนอให้เพิ่มความร่วมมือด้านเทคโนโลยีในการผลิตและการตลาดสินค้าประเภทเอนิเมชั่น และเพิ่มความร่วมมือในสาขาสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสาขาที่ไทยมีศักยภาพในการผลิต ขณะที่สิงคโปร์มีความศักยภาพในด้านการตลาด และกระจายสินค้า สามารถที่จะช่วยทำตลาดให้กับสินค้าไทยได้
    ส่วนสิงคโปร์ได้แสดงความสนใจในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการลงทุน 2 ล้านล้าน และโครงการด้านพลังงาน รวมทั้งยังได้หารือในการอำนวยความสะดวกทางการค้าด้านพิธีการศุลกากรด้วย “ทั้งสองประเทศมีโอกาสที่จะร่วมมือกัน เพื่อเพิ่มพูนขีดความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่สูงขึ้น อันจะนำไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกันในอนาคต” ปัจจุบันสิงคโปร์เป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทยในอาเซียน รองจากมาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยในปี 55 การค้าระหว่างไทยกับสิงคโปร์ มีมูลค่ารวม 18,668 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปีก่อน 2.82% แบ่งเป็นการส่งออกของไทยไปสิงคโปร์ มีมูลค่า 10,835.6 ล้านเหรียญสหรัฐ และการนำเข้า 7,832.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนสินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น น้ำมันสำเร็จรูป อัญมณีและเครื่องประดับ แผงวงจรไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเคมีภัณฑ์ ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น เรือและสิ่งก่อสร้างลอยน้ำ เคมีภัณฑ์ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป และแผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น
     

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ฟื้นสัมพันธ์เศรษฐกิจไทย-สิงคโปร์