เดือน: ตุลาคม 2013

  • พาณิชย์โวขายข้าวให้จีนได้มากกว่าปีละ1 ล้านตัน

    พาณิชย์โวขายข้าวให้จีนได้มากกว่าปีละ1 ล้านตัน

    พาณิชย์รับลูกข้อตกลงนายกฯจีนสั่งกรมการค้าต่างประเทศเร่งเดินหน้าเจรจาขายข้าวให้มณฑลใหญ่ของจีน คุยโวขายได้กว่าปีละ 1 ล้านตันแน่
    เมื่อวันที่ 14 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานต่าง ๆ ของจีน เพื่อดำเนินการให้ข้อตกลงในการสั่งซื้อข้าวของไทยปีละ1 ล้านตันและยางพาราปีละ 2 แสนตัน ระหว่างนายกรัฐมนตรีจีนและนายกรัฐมนตรีไทย มีผลในทางปฏิบัติโดยเร็ว เพราะถือเป็นเป้าหมายที่ผู้นำทั้ง 2 ประเทศได้ร่วมกันกำหนดไว้ ขณะเดียวกันยังให้เร่งทำแผนการค้าข้าวเป็นรายมณฑลของจีนเพื่อให้ขายข้าวได้มากขึ้น เพราะขณะนี้ในบางมณฑลของจีนที่มีกำลังซื้อมากกำลังต้องการข้าวหอมมะลิเป็นจำนวนมาก ทั้งมณฑลกวางโจว เซี่ยงไฮ้ กวางตุ้ง และฟูเจี้ยน เป็นต้น ขณะที่มณฑลอื่นที่ไม่มีกำลังซื้อมากพอก็อาจต้องการข้าวขาว 5% ด้วยเช่นกัน โดยเบื้องต้น เชื่อว่าการขายข้าวให้จีนในแต่ละปีนั้นจะได้มากกว่า 1 ล้านตัน เพราะขณะนี้จีนมีความต้องการข้าวเพิ่มมากขึ้นเพื่อนำไปสนับสนุนและช่วยเหลือประเทศในแอฟริกาที่จีนเข้าไปลงทุน ขณะที่ไทยในเวลานี้อยู่ในฐานะที่ดีมากเพราะมีข้าวที่พร้อมจะส่งมอบให้กับจีนได้ทันที และปริมาณการขายข้าวให้จีนตามเป้าหมายของผู้นำของทั้ง 2 ประเทศครั้งนี้ไม่รวมกับการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (บราเทอร์เทรด) ที่ไทยกับจีนได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือไปก่อนหน้านี้.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์โวขายข้าวให้จีนได้มากกว่าปีละ1 ล้านตัน

  • “ณรงค์ชัย”เผยทุนต่างชาติกังวลโครงการประชานิยมไทย

    “ณรงค์ชัย”เผยทุนต่างชาติกังวลโครงการประชานิยมไทย

    “ณรงค์ชัย” เผยนักลงทุนต่างชาติ กังวลโครงการประชานิยมของไทย ที่ส่งผลต่อภาระงบประมาณของประเทศเพิ่มขึ้น แนะรัฐบาลควรหยุดโครงการต่างๆ ก่อนจะเกิดวิกฤตการณ์คลัง เชื่อหากการชุมนุมยืดเยื้อ จะไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติแน่นอน
    นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี และกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยภายในงานสัมมนาเอ็มเอฟซี ไฟแนนซ์ ฟอรั่ม ครั้งที่ 14 การลงทุนภายใต้ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ ว่า ขณะนี้ นักลงทุนต่างชาติมีความกังวลในเรื่องการใช้จ่ายภาครัฐของไทย โดยเฉพาะโครงการประชานิยมต่างๆ ที่มีผลต่อภาระงบประมาณของประเทศเพิ่มขึ้น ดังนั้น รัฐบาลควรหยุดโครงการต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการลงทุน และโครงการสวัสดิการประชาชน ก่อนเกิดวิกฤตการณ์คลังขึ้น “โครงการประชานิยมทำให้เกิดกระแสการทวงสิทธิ์ของประชาชนที่ได้รับสิทธิ์จากนโยบายของรัฐบาล อาทิ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ยางพารา และข้าวโพด รวมถึงภาคอื่นๆ ซึ่งจะนำมาซึ่งความอ่อนแอทางการคลัง ที่นำไปสู่วิกฤตการณ์คลังในอนาคต และมีต่ออันดับเครดิตของประเทศในอนาคต ซึ่งรัฐบาลควรหยุดโครงการประชานิยมต่างๆ แต่ใช้งบประมาณมาลงทุนพัฒนาประเทศแทน” ขณะที่ ปัญหาการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฎิรูปประเทศไทย (คปท.) นั้น เชื่อว่าต่างประเทศไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติยังมีความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของรัฐบาลไทย และไม่ว่าการชุมนุมจะยืดเยื้อเพียงใด จะไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนแน่นอน ด้านน.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย กล่าวว่า ช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังต้องจับตาเศรษฐกิจของสหรัฐที่อาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งหากสหรัฐไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ตามที่คาด ก็จะกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ที่ขยายตัวไม่ได้ตามที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ดี เชื่อว่าสหรัฐจะขยายเพดานหนี้ได้ตามกำหนด เพราะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการรับจำนำข้าว ทางธนาคารโลกประเมินว่ารัฐบาลจะขาดทุนปีละ 150,000-200,000 ล้านบาทนั้น ที่สมมติฐานรัฐบาลต้องขายข้าวในสต๊อกที่มีอยู่ ถือว่าเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณสูงกว่า 10% ของเงินงบประมาณทั้งหมด ทำให้รัฐบาลสูญเสียโอกาสในการพัฒนาด้านอื่น ๆ ของประเทศ และยังมีผลเสียระยะยาวต่อการพัฒนาภาคการเกษตร โดยเฉพาะการพัฒนาข้าว เนื่องจากเกษตรกรมองว่าไม่ต้องพัฒนาก็สามารถขายข้าวได้ในราคาที่สูง นางรุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หากยังไม่มีความชัดเจนเรื่องขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ คาดว่าเงินทุนต่างชาติจะไหลเข้ามาในประเทศเกิดใหม่เพิ่มเติม แต่จะไม่รุนแรงเหมือนช่วงที่สหรัฐประกาศมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง (คิวอี) โดยเชื่อว่าช่วง 1-2 ปี หลังจากนี้ หากสหรัฐมีความชัดเจนแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จะทำให้นักลงทุนต่างชาติถอนการลงทุนกลับไป ซึ่งจะเกิดภาวะเงินทุนไหลออก โดยธปท. และกระทรวงการคลัง พร้อมประสานการทำงานเพื่อดูแลเต็มที่

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ณรงค์ชัย”เผยทุนต่างชาติกังวลโครงการประชานิยมไทย

  • ราคาทองคำ 14 ต.ค. 56 ปรับครั้งที่ 2 ขึ้น 50 บาท

    ราคาทองคำ 14 ต.ค. 56 ปรับครั้งที่ 2 ขึ้น 50 บาท

    ราคาทองคำปรับครั้งที่ 2 ขึ้น 50 บาทรูปพรรณขายบาทละ 19,400 บาท รับซื้อ 18,631.64 บาท
    วันที่ 14 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15:16 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 2 โดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 50 บาท ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,400 บาท รับซื้อ 18,631.64 บาท ทองแท่งขายบาทละ 19,000 บาท รับซื้อ 18,900 บาท
    ราคาทองคำและครั้งที่ปรับ ราคาทองคำปรับครั้งที่ 2  ขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 19,400 บาท รับซื้อ 18,631.64 บาท ทองแท่งขาย 19,000 บาท รับซื้อ 18,900 บาท เวลา 15:16 น. ราคาทองคำปรับครั้งที่ 1  คงที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,350 บาท รับซื้อ 18,571.00 บาท ทองแท่งขาย 18,950 บาท รับซื้อ 18,850 บาท เวลา 09:28 น.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทองคำ 14 ต.ค. 56 ปรับครั้งที่ 2 ขึ้น 50 บาท